HoonSmart.com>> หุ้นไทยวิ่งเข้าเป้า 1,500 จุด วันนี้ฟันด์โฟลว์ ทะลักเข้าซื้ออีก 4,873 ล้านบาท เฉพาะก.พ.เก็บมากกว่า 52,428 ล้านบาท ดัชนีSET พุ่งขึ้น 12.70% บล.ทรีนีตี้ไม่ขยับเป้าปีนี้ที่ 1,500 จุด เตือนลงทุนยากขึ้น หุ้นใหญ่หลายตัวแพงแล้ว ต้องโฟกัสรายตัว หุ้นกลาง-เล็กน่าสนใจ แนะนอนแบงก์ BH แจกปันผลพิเศษ บล.ฟินันเซียฯคงเป้าตามปัจจัยพื้นฐาน 1,500 จุด กำไรต่อหุ้นไม่ขยับตามราคา
วันที่ 19 ก.พ. 2569 ตลาดหุ้นไทยยังเป็นดาวเด่น ดัชนี SET ทะยานขึ้นปิดที่ 1,493.91 จุด เพิ่มขึ้น 27.24 จุด หรือ +1.86% ด้วยมูลค่าการซื้อขายหนาตาถึง 94,762.10 ล้านบาท เกิดจากฝีมือของนักลงทุนต่างชาติซื้อหนักมือถึง 4,872.65 ล้านบาท พอร์ตบล.ช่วยด้วย 1,638.54 ล้านบาท สวนทางนักลงทุนไทยขายทำกำไร -5,910.52 ล้านบาท สถาบันขายน้อยลงแค่ 600.67 ล้านบาท
“เฉพาะในเดือนก.พ.ดัชนี SET กระโดดขึ้นถึง 168.29 จุด หรือ 12.70 % เทียบเดือนม.ค.ปิดที่ระดับ 1,325.62 จุด โดยมีแรงซื้อของนักลงทุนต่างชาติมากกว่า 52,428 ล้านบาทส่วนนักลงทุนไทยทิ้งหนัก -53,767.61 ล้านบาท โดยรวมเกือบ 2 เดือน (ม.ค.-19 ก.พ.) ดัชนีพุ่งขึ้น 234.24 จุด คิดเป็น 18.60% เทียบกับสิ้นปี 2568 ที่ระดับ 1,259.67 จุด เกิดจากฟันด์โฟลว์ 56,783.13 ล้านบาท”
นายณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล. ทรีนีตี้ กล่าวว่า ยังคงยืนยันเป้าหมายดัชนีปี 2569 ที่ระดับ 1,500 จุด เพราะการลงทุนในขณะนี้เป้าดัชนี 1,500 จุด ไม่ใช่สาระสำคัญ และคาดว่ามีโอกาสที่จะขึ้นไปอีกจากฟันด์โลฟว์ แต่จะติดบริเวณ 1,520-1,530 จุด ซึ่งเป็นกรณีดีที่สุดเฉลี่ยของปี 2562 ราคาหุ้นในปัจจุบัน การตัดสินใจลงทุนจะยากขึ้น เนื่องจากหุ้นหลายตัวจะขึ้นต่อไม่ได้ เพราะราคาขึ้นไปมาก เช่นกลุ่มแบงก์ สื่อสาร และพลังงานทางเลือก อิเล็กทรอนิกส์บางตัว แต่ยังช่องว่างให้เล่นอยู่ เพราะหลายตัวยังไม่ขยับมาก
“ตอนนี้นักลงทุนควรจะโฟกัสหุ้นรายตัว ตลาดจะไปต่อไม่ง่ายเหมือน 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา เริ่มมีการขายทำกำไรออกมา สะท้อนถึงค่าพี/อี ฐานทะลุค่าเฉลี่ย 5 ปี ย้อนหลัง เช่น SET 50 อยู่ที่ 14.9 เท่า ตอนนี้ 15.9 เท่า ส่วนหุ้นกลางและเล็ก ค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 12.5 เท่า ปัจจุบันซื้อขายที่ 10.6 เท่า ยังมีอัพไซด์ และน่าจะดีขึ้นจากบรรยากาศการลงทุนที่ดี”นายณัฐชาตกล่าว
สำหรับคำแนะนำให้เลือกซื้อหุ้นกลุ่มค้าปลีก ไฟแนนซ์ เพราะราคายังขึ้นไม่มาก ขณะที่งบออกมาดี รายได้ส่วนใหญ่เกิดขึ้นในประเทศ ที่ผ่านมา กลุ่มแบงก์ และหุ้นคอมมูนิติ้ขึ้นมามาก ส่วนนอนแบงก์ยังมีส่วนต่างราคา นอกจากนี้ยังมีหุ้นหลายบริษัทที่ให้เงินปันผลสูงเป็นพิเศษ
เช่น บริษัท โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ (BH) ให้เงินปันผลอีก 9 บาท (งวดสุดท้าย 3 บาท ปันผลพิเศษ 6 บาท) เป็นเงิน 7,162 ล้านบาท ขึ้น XD 17 มี.ค.2569 จากจ่ายระหว่างกาลแล้ว 2 บาท รวมทั้งปี 11 บาทต่อหุ้น รวม 8,753 ล้านบาท คิดเป็น 116% ของกำไรสุทธิ 7,511.76 ล้านบาทกำไร 9.45 บาท ในปี 2568 ลดลงจากที่มีกำไรสุทธิ 7,774.73 ล้านบาท หรือ 9.78 บาท ในปี 2567
ส่วน SCB เพิ่งประกาศจ่ายเงินปันผลให้อีก 9.28 บาท/หุ้น อัตราผลตอบแทนประมาณ 6.33% รวมทั้งปีแจกหุ้นละ 11.28 บาท คิดเป็น 80% ของกำไรปี 2568 ซึ่งเป็นไปตามที่คาดการณ์ก่อนหน้านี้
น.ส.จิตรา อมรธรรม รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟินันเซีย ไซรัส กล่าวว่า ยังคงยืนยันเป้าหมายดัชนีปีนี้ที่ระดับ 1,500 จุด ตามปัจจัยพื้นฐาน ส่วนดัชนีจะขึ้นไปทะลุ 1,500 จุด อีกเท่าไร คาดการณ์ยาก เนื่องจากแรงซื้อมาจากฟันด์โฟลว์ที่ไม่ทราบว่านอกจากเม็ดเงินไหลออกจากตลาดสหรัฐแล้ว ยังมีเงินที่ไม่เข้าตลาดหุ้นอินโดนีเซียและเวียดนามเข้ามาหรือไม่
” เมื่อเงินย้ายฝั่งแล้วเข้ามาตลาดหุ้นไทย ดัชนีก็เพิ่มขึ้นเร็วและแรง เดือนเดียวเพิ่มขึ้นมาถึง 200 จุด ขณะที่ กำไรต่อหุ้น (EPS) ไม่โตตาม บจ.ที่ทยอยประกาศกำไรไตรมาส 4 และทั้งปี 2569 ดีกว่าคาดเพียง 4-5% ฝั่งเรียลเซคเตอร์ หุ้นขึ้นไปรอแล้ว กลุ่มแบงก์กลับมาเล่นเงินปันผล ถือรับปันผล ไม่ใช่ซื้อเพื่อลงทุน ตัวใหญ่ เริ่มขายทำกำไร วนกลับมาหาตัวกลางและเล็ก นอนแบงก์ เช่น MTC,TIDLOR ค้าปลีก อาทิ CPALL”น.ส.จิตรากล่าว
