HoonSmart.com>>”ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป” (TU) แกร่ง ปี 68 กำไรสุทธิ 4,609 ล้านบาท กำไรต่อหุ้นพุ่งขึ้น 7.2% เป็น 1.16 บาท ปริมาณขายทะลุ 9 แสนตัน อัตรากำไรขั้นต้น 18.9% สูงเป็นประวัติการณ์ คาดปี 69 เพิ่มเป็น 19-20% ยอดขายขยายตัว 3-4% ยันเดินหน้าซื้อหุ้นคืนต่อ ให้ผลตอบแทนผู้ถือหุ้นดีขึ้น บอร์ดอนุมัติจ่ายเงินปันผลอีก 0.35 บาทต่อหุ้น XD วันที่ 2 มี.ค.นี้ รวมทั้งปีแจก 0.70 บาท เพิ่มขึ้น 6% จากปีก่อน
บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป (TU) เปิดเผยผลการดำเนินงานปี 2568 มีกำไรสุทธิ 4,609.42 ล้านบาท กำไรหุ้นละ 1.16 บาท เทียบกับปี 2567 ที่มีกำไรสุทธิ 4,984.89 ล้านบาท เท่ากับ 1.08 บาทต่อหุ้น กำไรต่อหุ้นเติบโตถึง 7.2% และบริษัทยังเดินหน้าโครงการซื้อหุ้นคืนอย่างต่อเนื่อง
TU มียอดขายรวม 132,719 ล้านบาท และปริมาณการขาย 908,436 แสนตัน เพิ่มขึ้น 2.5% จากปีก่อน มาจากกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารทะเลแปรรูป อาหารทะเลแช่แข็ง และอาหารสัตว์เลี้ยง ขณะที่อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ขยายตัวทะลุ 18.9 % สูงสุดเป็นประวัติการณ์ สะท้อนความสามารถในการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพและการปรับตัวอย่างรวดเร็ว โดยได้รับปัจจัยหนุนจากกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารทะเลแช่แข็งที่ดีขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลให้กำไรจากการดำเนินงานตามที่ปรับปรุง โดยไม่รวม transformation cost อยู่ที่ 6,998 ล้านบาท
ส่วนผลประกอบการงวดไตรมาส 4/2568 สะท้อนความสามารถในการปรับตัวของธุรกิจ ยอดขายเติบโตต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่สองอยู่ที่ 0.7% หากไม่นับรวมผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยน ด้วยแรงหนุนจากปริมาณการขายที่เติบโตในกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารทะเลแช่แข็ง กลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์น้ำและสัตว์บก และกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์เลี้ยง
นายธีรพงศ์ จันศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป กล่าวว่า ปี 2568 เป็นปีที่บริษัทฯเผชิญกับความท้าทายจากปัจจัยภายนอกหลายด้าน ทั้งประเด็นเรื่องภาษีนำเข้า ไปจนถึงแรงกดดันด้านอัตราแลกเปลี่ยน แต่ไทยยูเนี่ยนยังคงรักษาความสามารถในการปรับตัวได้อย่างแข็งแกร่ง ด้วยอัตรากำไรขั้นต้นที่ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ กำไรต่อหุ้นที่เติบโต และปริมาณการขายที่ขยายตัวต่อเนื่อง
ที่สำคัญ โครงการทรานส์ฟอร์เมชันยังช่วยให้ไทยยูเนี่ยนสามารถทำงานเป็นหนึ่งเดียวกันในฐานะองค์กรระดับโลกที่มีความคล่องตัวสูง บริหารต้นทุนอย่างมีวินัย และรักษาระดับอัตรากำไรได้ แม้ต้องเผชิญกับแรงกดดันด้านต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น ความสามารถในการบริหารงานท่ามกลางสภาวะที่ท้าทายเช่นนี้ ยิ่งทำให้มั่นใจในความแข็งแกร่งของธุรกิจ และศักยภาพในการรักษาผลการดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่อง
สำหรับกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารทะเลแปรรูปมีปริมาณการขายเพิ่มขึ้นในยุโรป สหรัฐฯ แคนาดา และไทย แต่ยอดขายลดลง 1.8% จากปีก่อน จากราคาขายเฉลี่ยที่ลดลง โดยเฉพาะในยุโรป ขณะที่กลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารทะเลแช่แข็ง ยอดขายเติบโต 3.4% และปริมาณการขายเพิ่มขึ้น 5.6% จากการปรับราคาที่เกี่ยวเนื่องกับภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ และผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งของธุรกิจอาหารสัตว์น้ำและสัตว์บก โดยมีอัตรากำไรขั้นต้นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 14.5% จากราคาขายที่ปรับตัวสูงขึ้นตามภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ
กลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์เลี้ยงยอดขายเติบโต 1.4% เมื่อเทียบกับปีก่อน (คิดเป็น 6.7% ในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ) จากปริมาณการขายที่เพิ่มขึ้น 2.8% ด้วยแรงหนุนของคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้นจากลูกค้ารายสำคัญ โดยเฉพาะในสหรัฐฯ และยุโรป อัตรากำไรขั้นต้นปรับตัวขึ้นเป็น 26.3% จากปีก่อน สูงกว่ากรอบเป้าหมายที่ 23-25% ต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่สาม กลุ่มผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่า (Value-added) มีอัตรากำไรขั้นต้นอยู่ในระดับที่ดีที่ 21.7% แม้ยอดขายจะได้รับผลกระทบจากความต้องการที่ลดลงในสหรัฐฯ
นอกจากนี้ บริษัทได้มีการบริหารเงินทุน ดำเนินโครงการซื้อหุ้นคืนรอบที่ 4 ครบจำนวน 400 ล้านหุ้น เสร็จสิ้นในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 คิดเป็นมูลค่า 4,310 ล้านบาท และลดทุนจดทะเบียนโดยการยกเลิกหุ้นจำนวน 200 ล้านหุ้น ซึ่งมีผลเมื่อวันที่ 8 ม.ค. 2569 ส่งผลให้ทุนชำระแล้วอยู่ที่ 4,255 ล้านหุ้น
“ไทยยูเนี่ยนยังคงให้ความสำคัญกับการสร้างผลตอบแทนแก่ผู้ถือหุ้น โดยจะยังคงนโยบายการจ่ายเงินปันผลในอัตราไม่ต่ำกว่า 50% ควบคู่กับการรักษาความยืดหยุ่นทางการเงินเพื่อรองรับการลงทุนในอนาคต สอดคล้องกับกลยุทธ์การบริหารเงินทุนของบริษัท”นายธีรพงศ์กล่าว
ทางด้านคณะกรรมการบริษัทฯมีมติอนุมัติการจ่ายเงินปันผลครึ่งปีหลังที่ 0.35 บาทต่อหุ้น ให้ผู้ถือหุ้นที่มีชื่อในทะเบียนวันที่ 4 มี.ค. 2569 และขึ้นเครื่องหมาย XD วันที่ 2 มี.ค.นี้ จ่ายเงินวันที่ 24 เม.ย.2569 รวมทั้งปีจ่ายเงินปันผลที่ 0.70 บาทต่อหุ้น เพิ่มขึ้น 6% จากปีก่อน คิดเป็นอัตราการจ่ายเงินปันผลที่ 57.7% ของกำไรสุทธิ
ในปี 2568 ไทยยูเนี่ยนมีพัฒนาการต่อเนื่องในฐานะผู้นำด้าน ESG โดยได้รับการปรับเพิ่มคะแนน ESG จาก FTSE Russell เป็น 4.3 คะแนน จากคะแนนเต็ม 5 (เทียบกับ 4.1 คะแนนในปีก่อน) สะท้อนความโปร่งใสในการเปิดเผยข้อมูลที่เพิ่มขึ้น และความก้าวหน้าในประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล ยิ่งไปกว่านั้น บริษัทยังได้รับผลการประเมินดัชนีชี้วัดความยั่งยืนด้านการบริหารจัดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ CDP อยู่ในระดับ A โดยขยับขึ้นจากระดับ B ในปีก่อนหน้า สะท้อนความก้าวหน้าในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานอาหารทะเลที่มีความรับผิดชอบ และการปกป้องรักษาระบบนิเวศทางทะเล ภายใต้กลยุทธ์ความยั่งยืน SeaChange® 2030
แนวโน้มในปี 2569 ไทยยูเนี่ยนคาดว่าจะยังคงสร้างการเติบโตของรายได้อย่างต่อเนื่อง ตั้งเป้ายอดขายเติบโต 3–4% จากการขยายตัวของยอดขายในทุกกลุ่มธุรกิจ โดยเฉพาะในกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์เลี้ยง พร้อมทั้งยกระดับความสามารถในการทำกำไรให้แข็งแกร่งขึ้น โดยประเมินว่าอัตรากำไรขั้นต้นจะอยู่ในช่วง 19–20% สะท้อนการฟื้นตัวของกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารทะเลแปรรูปและกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารทะเลแช่แข็ง นอกจากนี้ยังได้รับแรงหนุนจากปัจจัยหลายด้าน ทั้งแรงกดดันด้านอัตราแลกเปลี่ยนที่คาดว่าจะอ่อนตัวลง ประสิทธิภาพการดำเนินงานที่ดีขึ้น และความก้าวหน้าของโครงการทรานส์ฟอร์เมชันที่บริษัทดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง
บริษัทยังคงให้ความสำคัญกับการบริหารต้นทุนอย่างมีวินัย โดยอัตราค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารต่อยอดขาย (SG&A to Sales) คาดว่าจะอยู่ที่ 13.5–14.5% สะท้อนผลกระทบตลอดทั้งปีจากภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ รวมถึงงบด้านการตลาดที่เพิ่มขึ้นเพื่อสนับสนุนการเติบโตของผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ของบริษัท ในขณะที่โครงการทรานส์ฟอร์เมชันที่ดำเนินการเสร็จสิ้นในช่วงปี 2567–2568 จะช่วยลดค่าใช้จ่าย SG&A ลงอย่างมีนัยสำคัญ
นอกจากนี้ โครงการ Cost Reset จะช่วยยกระดับวินัยด้านต้นทุนในระยะยาว คาดว่าจะสามารถลดค่าใช้จ่ายรวม 60 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2569 ทั้งนี้ เป้าหมายดังกล่าวอาจมีการปรับเปลี่ยนได้ตามสภาพแวดล้อมทางการค้าที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ซึ่งไทยยูเนี่ยนจะยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
นายธีรพงศ์กล่าวเสริมว่า ไทยยูเนี่ยนก้าวเข้าสู่ปี 2569 ด้วยความแข็งแกร่งและความพร้อมที่มากขึ้น โดยนวัตกรรมและความยั่งยืนยังคงเป็นหัวใจสำคัญที่สร้างความแตกต่างให้กับผลิตภัณฑ์ของ TU โดยเฉพาะในตลาดกลุ่มพรีเมียมที่ลูกค้าให้ความสำคัญกับประเด็นเรื่องคุณภาพ ความรับผิดชอบต่อสังคม และความร่วมมือในระยะยาวเชื่อมั่นว่าได้วางรากฐานที่มั่นคงเพื่อขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืน ท่ามกลางสภาพแวดล้อมทางการค้าที่ท้าทาย
ด้านราคาหุ้น TU ปิดที่ 12.40 บาท บวก 0.10 บาทหรือ+0.81% วันที่ 18 ก.พ.2569
