HoonSmart.com>>”ปูนซิเมนต์ไทย” (SCC) ประกาศพ้นวิกฤตแล้ว!ชูความสำเร็จของกลยุทธ์เชิงรุก บริหารต้นทุน-วัตถุดิบ รักษาวินัยการเงินเข้ม ลดหนี้ลงได้อีก ปรับโครงสร้างธุรกิจ ชูฐานผลิตอาเซียน เน้นสินค้ามูลค่าเพิ่มสูง ลูกค้าเป็นศูนย์กลาง หนุนทุกธุรกิจดีขึ้น ปรับตัวได้ทันสถานการณ์ โดยเฉพาะธุรกิจปิโตรเคมี ดึงจีนเป็นพันธมิตร ยัน”กำไร-EBITDA”ปีนี้มากขึ้น คาดครึ่งปีหลังสงครามดุเดือด มั่นใจรับมือได้ เดินหน้าแข็งแกร่งยั่งยืน ดูแลผู้ถือหุ้นต่อเนื่อง เคาะเงินปันผลกลางปี หุ้นละ 3.50 บาท

นายธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) หรือ เอสซีจี เปิดเผยว่า กลุ่มเอสซีจีมั่นใจว่าได้ผ่านพ้นวิกฤตการณ์แล้ว จากความสำเร็จของการดำเนินกลยุทธ์เชิงรุกทั้ง ‘ระยะเร่งด่วน’ และ ‘ระยะกลาง’ และใช้เวลาเรียนรู้ในการปรับตัวได้ทันท้วงทีในสถานการณ์สงครามอิหร่าน-สหรัฐฯในช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา ทำให้ผลประกอบการดีขึ้นทุกธุรกิจโดยเฉพาะบริษัทเอสซีจี เคมิคอลส์ (SCGC) จึงเชื่อมั่นว่าในปี 2569 จะมีกำไรสุทธิมากกว่าปีก่อนที่ 14,075 ล้านบาท และ Adjusted Cash EBITDA จะทำได้มากกว่าเป้าหมายที่ 55,000 ล้านบาท คาดว่าจะใช้งบลงทุนตามแผน 30,000 ล้านบาท และลดหนี้ลงได้อีก สามารถดูแลผู้ถือหุ้นทุกคน ตลอดจนผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่มได้ต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม มองสถานการณ์ในตะวันออกกลางในครึ่งปีหลังดูอาการแล้วไม่ค่อยดี น่าจะหนักกว่าในช่วงครึ่งปีแรก ลุกลามไปถึงทะเลแดง แต่ยังมีทางออก ไม่ได้ถึงกลับขนาดปิดล็อคทั้งหมด ขออย่างเดียวอย่าให้เป็นรูปแบบ Total War ซึ่งคือความเสี่ยง แม้สถานการณ์เศรษฐกิจโลกยังท้าทายสูงจากสงคราม การแข่งขันด้านราคาสินค้าที่รุนแรง เงินเฟ้อ และต้นทุนพลังงานผันผวน ซึ่งมั่นใจว่า SCC จะผ่านพ้นไปได้ ด้วยกลยุทธ์ที่ดำเนินไปแล้วและพร้อมเดินหน้าต่อไป ในการลดต้นทุน การดูแลลูกค้าทุกกลุ่ม การร่วมทุนกับพันธมิตร และการขึ้นโครงการเพิ่มวัตถุดิบก๊าซอีเทนที่โรงงาน LSP ประเทศเวียดนาม การบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) เป็นเรื่องสำคัญ
ส่วนงบลงทุนในปี 2569 ยังคงไว้ตามเป้าหมายที่ 30,000 ล้านบาท หลังจากครึ่งปีใช้ไปแล้วประมาณ 11,064 ล้านบาท ในการลงทุนโครงการเพิ่มวัตถุดิบก๊าซอีเทนที่โรงงาน LSP ที่ประเทศเวียดนาม และโครงการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตต่างๆ
เป้าลดหนี้สินสุทธิต่อ EBITDA เหลือ 3-3.5 เท่า
” เรายังคงเน้นเรื่องวินัยและเสถียรภาพทางการเงินอยู่ อยากจะลดหนี้ลงอีก ก่อนวิกฤต มีอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อ EBITDA อยู่ที่ 3-3.5 เท่า ล่าสุดสามารถลดลงมาอยู่ที่ 3.7 เท่า จาก 5.0 เท่าในปีก่อนและมีเงินสดคงเหลือเพิ่มขึ้นเป็น 76,775 ล้านบาท ไตรมาส 2 หนี้สินสุทธิลดลง 39,176 ล้านบาทจากไตรมาสก่อน เพราะนำเงินจากการขายหุ้น 14.86% ใน PT Chandra Asri Pacific Tbk. (CAP) อินโดนีเซีย มูลค่าประมาณ 24,900 ล้านบาทมาลดหนี้และจัดสรรเงินไปลงทุนโรงงาน LSP เวียดนาม”
สำหรับแนวโน้มในปี 2570 ในช่วงปลายปี ก็จะดียิ่งขึ้น เมื่อเร่งทรานส์ฟอร์มธุรกิจด้วยกลยุทธ์ระยะกลางให้แล้วเสร็จ อาทิ ผลักดันโครงการเพิ่มวัตถุดิบก๊าซอีเทนที่โรงงาน LSP การร่วมมือกับพันธมิตรธุรกิจใหม่ การบริหารฐานผลิตอาเซียน การปรับโครงสร้างการบริหารจัดการ และการนำหุ่นยนต์-AI มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน มั่นใจว่าเติบโตยั่งยืนแน่นอน เพราะมีกล้ามเนื้อมากขึ้น

SCGD ร่วมทุนผู้ผลิตชิ้นส่วนสุขภัณฑ์ยักษ์ใหญ่จีน
“เรื่องสินค้าจีนยังไหลเข้ามาขายในอาเซียนและในประเทศไทย แต่กลับมองเห็นป็นโอกาสและความท้าทาย ล่าสุด บริษัทเอสซีจี เดคคอร์ (SCGD) ได้ร่วมทุนกับผู้ผลิตชิ้นส่วนสุขภัณฑ์ยักษ์ใหญ่ของจีน ”
ล่าสุด บริษัทเอสซีจี เดคคอร์ ได้ใช้บริษัทย่อย คือสยาม ซานิทารีแวร์ (SSW) ลงนามสัญญาร่วมทุนกับ Axent Switzerland AG (Axent) บริษัทในเครือของ Xiamen Axent Corporation ผู้ผลิตชิ้นส่วนสุขภัณฑ์ 5 อันดับแรกของประเทศจีน ที่มีความเชี่ยวชาญ ด้านเทคโนโลยีและมีทรัพย์สินทางปัญญาในสินค้าสุขภัณฑ์อัจฉริยะ จัดตั้งบริษัทร่วมทุนในสัดส่วน 51% และ 49% เพื่อดำเนินธุรกิจผลิต และประกอบสุขภัณฑ์อัจฉริยะคาดจะเริ่มผลิตเชิงพาณิชย์ได้ภายในเดือนเม.ย. 2570
ทางด้านผลประกอบการครึ่งปีแรก 2569 เอสซีจีมีรายได้จากการขาย 259,570 ล้านบาท กำไรสุทธิ 17,758 ล้านบาท หากไม่รวมรายการพิเศษ จะมีกำไรอยู่ที่ 12,649 ล้านบาท Adjusted Cash EBITDA อยู่ที่ 42,913 ล้านบาท ส่วนไตรมาส 2 มีรายได้จากการขาย 136,243 ล้านบาท กำไร 11,535 ล้านบาท ทั้งนี้ หากไม่รวมรายการพิเศษจะมีกำไร 10,833 ล้านบาท Adjusted Cash EBITDA 27,984 ล้านบาท โดยคณะกรรมการบริษัทฯมีมติจ่ายเงินปันผลหลางปีหุ้นละ 3.50 บาท
SCGC ไม่กลับไปแย่เหมือนปี’68
นายศักดิ์ชัย ปฏิภาณปรีชาวุฒิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทเอสซีจี เคมิคอลส์ (SCGC) กล่าวว่า SCGC อยู่ในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีมานาน และมุ่งเน้นไปที่ลูกค้าปลายทางเป็นหลัก ทำให้บริหารจัดการในภาวะที่มีความผันผวนได้ดีกว่ารายอื่น แม้ปัจจัยภายนอกจะยังผันผวน แต่ปัจจัยพื้นฐานเริ่มดีขึ้น หากถามว่าจะกลับไปแย่เหมือนปี 2568 หรือไม่เชื่อว่าจะไม่กลับไปเป็นแบบนั้นอีก
ส่วนแนวโน้มอุตสาหกรรมปิโตรเคมีในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 นายศักดิ์ชัย กล่าวว่า ยังคงมีความท้าทายสูง ทั้งจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังไม่แน่นอน การแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงจากสินค้าจีนที่ทะลักเข้าประเทศ กำลังผลิตใหม่ของทั้งสหรัฐฯและจีนจะเข้ามาตามกำหนด และความกังวลเรื่องเงินเฟ้อจากต้นทุนพลังงานที่ผันผวนสูง
ดังนั้นการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน จึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด โดยปัจจุบันบริษัทสามารถจัดหาวัตถุดิบได้ครอบคลุมถึงเดือนส.ค.ส่วนช่วงเวลาที่เหลือยังต้องติดตามสถานการณ์และบริหารจัดการอย่างใกล้ชิด พร้อมมุ่งเน้นการควบคุมต้นทุนอย่างเหมาะสม แม้ว่าผู้จำหน่ายจะรับผิดชอบต้นทุนค่าขนส่งก็ตาม ปัจจุบันค่าระวางเรือ (Freight) ในเส้นทางไกลพุ่งสูงขึ้นถึง 3 เท่า ปัจจุบันบริษัทฯไม่มีการนำเข้าวัตถุดิบขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซแล้ว
“ปกติช่วงครึ่งปีหลังจะมีกำลังการผลิตจากจีนและสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น จนเกิดภาวะสินค้าล้นตลาด (Oversupply) แต่จากสงครามตะวันออกกลางอาจทำให้สถานการณ์เปลี่ยนไป โดยอุปสงค์มีแนวโน้มลดลงตามการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก แต่การแข่งขันเริ่มปรับตัวดีขึ้นและไม่รุนแรงเท่าในอดีต เนื่องจากอุตสาหกรรมปิโตรเคมีโลกที่ไม่เติบโตในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลให้เกิดการควบรวมกิจการและการลดกำลังการผลิต ทำให้ Supply เก่าในตลาดลดลง จึงมองว่าในระยะถัดไปอุตสาหกรรมปิโตรเคมีจะค่อยๆ ฟื้นตัวขึ้น ดีมานด์ไตรมาส 3 ยังเติบโตเนื่องจากเป็นช่วงฤดูกาลที่หลายประเทศจะสต็อกสินค้าเตรียมขายปลายปี ทำให้มีความต้องการใช้เม็ดพลาสติกจำนวนมาก แต่ดีมานด์ในประเทศไทยชะลอตัวเนื่องจากเป็นช่วง Low season ของการก่อสร้าง แต่ราคายังปรับตัวขึ้นเพราะต้นทุนวัตถุดิบขึ้น ”
สำหรับแผนการกลับมาเดินเครื่องโรงงาน ROC ในเดือนส.ค.นี้อาจต้องเลื่อนออกไป เนื่องจากวัตถุดิบไม่เพียงพอ ซึ่งการจะกลับมาเดินเครื่องได้เมื่อไรนั้นยังต้องติดตามสถานการณ์เป็นรายสัปดาห์ ขณะเดียวกัน ในช่วงปลายปีบริษัทมีแผนหยุดซ่อมบำรุงโรงงาน MOC แต่จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอาจพิจารณาเดินเครื่องต่อไปก่อน ทางเทคนิคโรงงานยังสามารถเดินเครื่องต่อเนื่องได้อีกประมาณ 1 ปี
ส่วนการศึกษาความร่วมมือกับบริษัทพีทีที โกลบอล เคมิคอล(PTTGC) ปัจจุบันยังคงเดินหน้าตามแผน และคาดว่าจะสามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ในช่วงปลายเดือนก.ย.นี้
