HoonSmart.com>>ทริสเรทติ้ง จัดอันดับเครดิตหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกันชุดใหม่วงเงินไม่เกิน 1 หมื่นล้านบาท อายุไม่เกิน 3 ปี ของ บริษัท บ้านปู ( BANPU) ที่ระดับ “A+” นำเงินไปจ่ายหนี้ เดินหน้าก๊าซ-พลังงานสะอาด คาด EBITDA โตต่อเนื่องปี 2569–2570
ขณะเดียวกัน บริษัทริสเรทติ้ง ยังคงอันดับเครดิตองค์กรที่ระดับ “A+” และหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกันชุดปัจจุบันของบริษัทที่ระดับ “A+” พร้อมแนวโน้มอันดับเครดิต “Stable” หรือ “คงที่”
ด้วย อันดับเครดิตสะท้อนถึงสถานะทางการตลาดที่แข็งแกร่งของบริษัทในธุรกิจพลังงานต้นน้ำในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากขนาดการดำเนินงานที่ใหญ่ ฐานลูกค้าที่มั่นคง และประสิทธิภาพด้านต้นทุน
นอกจากนี้ กลยุทธ์การกระจายการลงทุนไปสู่ธุรกิจก๊าซธรรมชาติ การผลิตไฟฟ้า และเทคโนโลยีพลังงาน ยังช่วยลดการพึ่งพาธุรกิจถ่านหินและสนับสนุนเสถียรภาพของผลประกอบการในระยะยาว อย่างไรก็ดี อันดับเครดิตยังถูกจำกัดจากระดับภาระหนี้ที่อยู่ในระดับสูง ความผันผวนของราคาถ่านหินและก๊าซธรรมชาติ
รวมถึงการเพิ่มขึ้นของการพึ่งพาตลาดไฟฟ้าเสรีที่มากขึ้น และความเสี่ยงจากแนวโน้มการลดลงของอุปสงค์ถ่านหินในระยะยาวทั่วโลก ท่ามกลางกระแสการลดการปล่อยคาร์บอน
ทริสเรทติ้ง คาดว่า ระดับหนี้สินทางการเงินของบริษัทจะทยอยลดลงในระดับปานกลางในช่วงปี 2569-2570 จากการเติบโตของ EBITDA และการบริหารจัดการโครงสร้างเงินทุนอย่างมีวินัย
ทั้งนี้ การเติบโตของ EBITDA จะมาจากธุรกิจก๊าซเป็นหลัก โดยได้รับแรงหนุนจากแนวโน้มราคาก๊าซในสหรัฐอเมริกาที่อยู่ในเกณฑ์เอื้ออำนวย รวมถึงการเข้าซื้อกิจการสินทรัพย์ก๊าซธรรมชาติของ Bedrock Production เมื่อเดือนกันยายน 2568 แม้ว่าราคาถ่านหินจะอยู่ในช่วงขาลงแต่บริษัทมีแผนจะขยายกำลังการผลิตถ่านหินในระดับจำกัด
จากปัจจัยดังกล่าว คาดว่าอัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อ EBITDA ของบริษัทจะปรับลดลงมาใกล้ระดับ 5.0 เท่า จากระดับ 5.3 เท่า (ปรับเป็นอัตราส่วนเต็มปีด้วยตัวเลขย้อนหลัง 12 เดือน) ณ เดือนกันยายน 2568
ทริสเรทติ้ง มองว่า การควบรวมกิจการระหว่างบริษัทและ บริษัท บ้านปู เพาเวอร์ (BPP) เพื่อจัดตั้งบริษัทใหม่ (NEWCO) จะไม่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อความเสี่ยงทางธุรกิจของกลุ่ม นอกเหนือไปจากค่าใช้จ่ายประมาณ 155 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ที่เกี่ยวข้องกับการทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ทั่วไปสำหรับผู้ถือหุ้นส่วนน้อยของ BPP และการซื้อหุ้นคืนจากผู้ถือหุ้นที่ไม่เห็นด้วยกับการปรับโครงสร้างธุรกิจดังกล่าว
ทั้งนี้ ณ เดือนกันยายน 2568 บริษัทมีหนี้สินทางการเงินรวม (ไม่รวมหนี้สินตามสัญญาเช่า) ประมาณ 6.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยหนี้ที่มีลำดับในการได้รับชำระคืนก่อนประกอบด้วยหนี้ที่มีหลักประกันประมาณ 748 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และหนี้ไม่ด้อยสิทธิของบริษัทย่อยประมาณ 1.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งหนี้ที่มีลำดับในการได้รับชำระคืนก่อนคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 29% ของหนี้สินรวม
