TFM โช์กำไร 733 ลบ.ปี 68 โต 37% ปันผลอีก 0.30 บาท XD 25 ก.พ.นี้

HoonSmart.com>>”ไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์” (TFM) เปิดผลงานปี 68 เติบโตแข็งแกร่งในทุกมิติ ยอดขายพุ่งแตะ 6,035 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.5% หนุนกำไรสุทธิ 733 ล้านบาท เติบโต 36.9% สะท้อนความสำเร็จจากการขยายฐานตลาดอาหารกุ้ง-อาหารปลา และการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ บอร์ดอนุมัติจ่ายปันผลงวดครึ่งปีหลังปี 68 อัตรา 0.3 0 บาท ขึ้น XD 25 ก.พ.นี้ จ่ายเงิน 21 เม.ย.69 หนุนทั้งปีปันผลรวม 0.60 บาท

นายพีระศักดิ์ บุญมีโชติ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ (TFM) ผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่ายอาหารสัตว์น้ำและอาหารสัตว์เศรษฐกิจของไทย เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานปี 2568 ถือเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญของบริษัทฯ โดยมียอดขายรวม 6,035 ล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ 12.5% เมื่อเทียบกับปีก่อน สะท้อนศักยภาพการเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์น้ำที่ขยายตัวต่อเนื่องในทุกกลุ่มธุรกิจ ขณะที่กำไรขั้นต้นทำได้ 1,340 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 33.4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นผลจากการปรับพอร์ตสินค้ามุ่งเน้นผลิตภัณฑ์ที่มีอัตรากำไรสูง (High Margin) และการบริหารจัดการต้นทุนวัตถุดิบที่มีประสิทธิภาพ ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวน ผลักดันให้อัตรากำไรขั้นต้น เพิ่มขึ้นอยู่ที่ 22.2% จาก 18.7% ในปีก่อน และหนุนกำไรสุทธิของบริษัทฯ ทำได้ 733 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 36.9%

ขณะที่ผลการดำเนินงานไตรมาส 4 ปี 2568 TFM ยังคงรักษาโมเมนตัมการเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง โดยทำยอดขาย 1,634 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ปัจจัยหลักมาจากกลุ่มอาหารกุ้งที่เติบโตโดดเด่นถึง 21.4% จากความต้องการทความต้องการของตลาดในประเทศที่เติบโตและการขยายการส่งออก ขณะที่ยอดขายอาหารปลาเพิ่มขึ้น 6.7 เปอร์เซ็นต์ โดยเฉพาะอาหารปลากะพงที่มียอดขายพุ่งแรงถึง 25.3% ตอกย้ำความเป็นผู้นำของ TFM ในตลาดอาหารปลากะพง นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังสามารถบริหารให้มีกำไรขั้นต้นถึง 365 ล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ 24.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเกิดจากยอดขายและปริมาณที่เติบโตอย่างแข็งแกร่ง สัดส่วนยอดขายผลิตภัณฑ์ที่มีอัตรากำไรสูงเพิ่มขึ้น และต้นทุนวัตถุดิบที่ลดลง ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้น เพิ่มขึ้นเป็น 22.3% จาก 20.5% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน

นอกจากนี้ บริษัทฯ สามารถควบคุมอัตราส่วนค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร (SG&A) ต่อยอดขายให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมที่ 9.3% ลดลงจาก 10.2% ในปีก่อน

ขณะเดียวกัน TFM ยังได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีจากโครงการ BOI ในการผลิตอาหารกุ้งและอาหารปลาที่โรงงานสงขลาและสมุทรสาคร ซึ่งเริ่มดำเนินการตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2568 ส่งผลให้อัตราภาษีที่แท้จริง (Effective Tax Rate) ในไตรมาสสุดท้ายลดลงเหลือเพียง 0.9% เท่านั้น ซึ่งจากปัจจัยที่กล่าวมา ส่งผลให้บริษัทฯ ทำกำไรสุทธิในไตรมาส 4/2568 ที่ 184 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 22.1% เมื่อเทียบกับปีก่อน สะท้อนถึงความสามารถการทำกำไรที่แข็งแกร่งและยั่งยืน

จากผลการดำเนินงานที่มีศักยภาพ ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯ จึงมีมติอนุมัติการจ่ายเงินปันผลสำหรับงวดครึ่งปีหลังของปี 2568 จำนวน 0.30 บาทต่อหุ้น ซึ่งมาจากกำไรจากส่วนที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ทั้งจำนวน โดยเมื่อรวมกับการจ่ายปันผลงวดระหว่างกาล ทำให้ทั้งปี 2568 บริษัทฯ จ่ายเงินปันผลรวมอยู่ที่ 0.60 บาทต่อหุ้น เพื่อสร้างผลตอบแทนที่คุ้มค่าให้แก่ผู้ถือหุ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ การจ่ายเงินปันผลดังกล่าวต้องได้รับการอนุมัติจากการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปีในวันที่ 7 เม.ย.2569

ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร TFM กล่าวว่า นอกจากความสำเร็จของตัวเลขทางการเงิน ในรอบปีที่ผ่านมา TFM ได้ดำเนินการปรับโครงสร้างที่สำคัญ เพื่อเพิ่มสภาพคล่องและเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน โดยมีการเปลี่ยนแปลงมูลค่าหุ้นที่ตราไว้ (Split Par) จาก 2 บาท เป็น 1 บาทต่อหุ้น รวมถึงการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ในการจำหน่ายหุ้น 51% ใน AMG-TFM ประเทศปากีสถาน เพื่อบริหารจัดการพอร์ตการลงทุนให้มีความคล่องตัวและลดความเสี่ยงจากการดำเนินงานในต่างประเทศที่ซับซ้อน

ตลอดปี 2568 TFM มุ่งขับเคลื่อนธุรกิจภายใต้ 4 กลยุทธ์หลัก ได้แก่ การรักษาคุณภาพอาหารสัตว์ให้มีความสม่ำเสมอ การเสริมสร้างความร่วมมือและการเติบโตไปพร้อมกับเกษตรกร การขยายพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ทั้งในและต่างประเทศ และการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน ควบคู่กับการพัฒนานวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง ความสำเร็จที่ได้รับการยอมรับจากหลากหลายรางวัลระดับประเทศอาทิ รางวัล “Outstanding Innovative Company Award” จากเวที SET Awards 2025 รางวัลสุดยอด CEO รุ่นใหญ่ สาขาเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร จากเวที CEO Econmass Awards 2025, องค์กรต้นแบบด้านสิทธิมนุษยชนประจำปี 2568 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 โดยกระทรวงยุติธรรม และการได้รับคัดเลือกเป็นหุ้นยั่งยืนใน ESG100 ประจำปี 2568 โดยสถาบันไทยพัฒน์ ตอกย้ำความมุ่งมั่นภายใต้กลยุทธ์ SeaChange® 2030 ของกลุ่มไทยยูเนี่ยน สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของบริษัทฯ ในการสร้างการเติบโตทางธุรกิจควบคู่กับความรับผิดชอบต่อสังคม สิ่งแวดล้อม และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วนอย่างยั่งยืน

 
 
 
 
 
———————————————————————————————————————————————————–