HoonSmart.com>> ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดลบ ดาวโจนส์ร่วง 669 จุด Nasdaq ร่วงแรง 2% แรงขายหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี นักลงทุนกังวลมากขึ้นเกี่ยวกับผลด้านลบของการพัฒนา AI ต่อรูปแบบธุรกิจของหลายอุตสาหกรรม หนุนการว่างงานเพิ่มขึ้น ด้าน “ราคาน้ำมันดิบ” ลดลงกว่า 2.7% ฟาก “ตลาดหุ้นยุโรป” ปิดร่วง
ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ (Dow Jones Industrial Average: DJIA) วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 รวมทั้งดัชนี S&P 500 และดัชนี Nasdaq ร่วงแรง จากการเทขายหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี เนื่องจากนักลงทุนกังวลมากขึ้นเกี่ยวกับผลด้านลบของการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ (AI) ต่อรูปแบบธุรกิจของหลายอุตสาหกรรมและอาจทำให้การว่างงานเพิ่มขึ้น
ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 49,451.98 จุด ลดลง 669.42 จุด, -1.34%
ดัชนี S&P 500 ปิดที่ 6,832.76 จุด ลดลง 108.71 จุด, -1.57%
ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 22,597.15 จุด ลดลง 469.32 จุด, -2.03%
ความกังวลที่ว่า AI จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงรูปแบบธุรกิจของหลายอุตสาหกรรมมีสูง ประกอบกับยอดขายบ้านมือสองในสหรัฐฯ ที่ลดลงมากที่สุดในรอบ 4 ปี ส่งผลให้เกิดภาวะหลีกเลี่ยงความเสี่ยงในตลาด นักลงทุนเทขายสินทรัพย์เสี่ยง เช่น หุ้น สินค้าโภคภัณฑ์ และสกุลเงินดิจิทัล หันไปลงทุนในพันธบัตรกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ซึ่งมองว่าเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย
ในปีนี้ การเปิดตัวเครื่องมือ AI เพิ่มขึ้นส่งผลกระทบในเชิงลบต่อบางภาคส่วน รวมถึงบริษัทซอฟต์แวร์ สำนักพิมพ์ และบริษัทบริการทางการเงิน นักลงทุนกังวลว่าเครื่องมือ AI เหล่านี้อาจลอกเลียนแบบรูปแบบธุรกิจของพวกเขา หรืออย่างน้อยก็ทำให้กำไรลดลง
หุ้นกลุ่มการเงิน เช่น Morgan Stanley เผชิญแรงกดดันจากความกังวลว่า AI จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง ในขณะที่หุ้นของบริษัทขนส่งและโลจิสติกส์ เช่น C.H. Robinson ร่วงลง 14% จากความกังวลว่า AI จะเข้ามาปรับปรุงกระบวนการขนส่งสินค้าให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อรายได้ในบางส่วน
ความกังวลเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดจาก AI ยังลามไปถึงภาคอสังหาริมทรัพย์ ส่งผลกระทบต่อหุ้นอย่าง CBRE และ SL Green Realty ด้วยแนวคิดที่ว่าอัตราการว่างงานที่สูงขึ้นจะส่งผลกระทบต่อความต้องการพื้นที่สำนักงาน
อีกทั้งรายงานการขายบ้านมือสองของสมาคมนายหน้าอสังหาริมทรัพย์แห่งชาติ (NAR) ระบุว่า ยอดขายบ้านมือสองในเดือนมกราคมอยู่ที่ 3.91 ล้านหลัง ลดลง 8.4% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า ซึ่งเป็นการลดลงมากที่สุดในรอบสี่ปี
หุ้นกลุ่มซอฟต์แวร์ ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากความกังวลเรื่องการหยุดชะงักในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ยังคงร่วงลงต่อเนื่องนับตั้งแต่ต้นปีในระหว่างการซื้อขาย หุ้น Palantir Technologies ปรับตัวลงเกือบ 5% ทำให้ตั้งแต่ต้นปีลดลงกว่า 27% หุ้น Autodesk ลดลงเกือบ 4% และลดลงประมาณ 24% ตั้งแต่ต้นปี กองทุน iShares Expanded Tech-Software Sector ETF ลดลงเกือบ 3%
ขณะเดียวกัน หุ้นของ Cisco Systems ร่วงลงกว่า 12% เนื่องจากแนวโน้มผลกำไรที่ย่ำแย่บดบังยอดขายที่เพิ่มขึ้นท่ามกลางการพัฒนา AI ของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ หุ้น Nvidia ก็ร่วงลงเช่นกัน ส่วน Meta, Amazon และ Apple ต่างก็ร่วงหนัก โดย Apple ร่วงลงประมาณ 5%
นักลงทุนหันไปหาความปลอดภัยในหุ้นที่จัดว่าเป็นกลุ่ม defensive stock (หุ้นบริษัทที่มีพื้นฐานแข็งแกร่ง ความเสี่ยงต่ำ และมีความทนทานสูงต่อความผันผวนของภาวะเศรษฐกิจ)ส่งผลให้หุ้น Walmart และ Coca-Cola ปรับตัวขึ้น 3.8% และ 0.5% ตามลำดับ กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคและสาธารณูปโภคนำการเพิ่มขึ้นในกลุ่มอุตสาหกรรม S&P 500 โดยเพิ่มขึ้นกว่า 1% ในแต่ละกลุ่ม ส่งผลให้กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคปิดตลาดที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์
นักลงทุนยังรอติดตามตัวเลขเงินเฟ้อที่จะประกาศในวันศุกร์ เพื่อหาสัญญานแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด) ซึ่งการคาดการณ์การปรับลดดอกเบี้ยได้ลดลงไปแล้วจากรายงานการจ้างงานที่แข็งแกร่งในเดือนมกราคม นักเศรษฐศาสตร์ที่สำรวจโดยดาวโจนส์คาดการณ์ว่าดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนมกราคมจะเพิ่มขึ้น 0.3% ทั้งในส่วนของดัชนีราคาผู้บริโภคโดยรวมและดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน ซึ่งไม่รวมราคาอาหารและพลังงาน
รอสส์ เมย์ฟิลด์ นักกลยุทธ์การลงทุนจาก Baird กล่าวว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) มีความสำคัญน้อยลงเล็กน้อยในตอนนี้ เนื่องจากได้ตัวเลขการจ้างงานที่ดีมาแล้ว ซึ่งทำให้เฟดสามารถชะลอการตัดสินใจได้เป็นเวลานานพอสมควร หาก CPI ออกมาดี ก็จะมีข้อมูลสองสามเดือนเพื่อดูแนวโน้มก่อนที่เฟดจะต้องตัดสินใจอย่างเด็ดขาด
ในทางกลับกัน หากข้อมูลออกมาไม่ดี ก็คาดการณ์ว่าวันศุกร์อาจเป็นวันที่นักลงทุนหันมาลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงมากขึ้น
สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจที่มีการเผยแพร่เมื่อวานนี้ได้แก่จำนวนชาวอเมริกันที่ยื่นขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรก สำหรับสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 7 กุมภาพันธ์ ของกระทรวงแรงงาน ซึ่งลดลง 5,000 ราย เหลือ 227,000 ราย หลังปรับตามฤดูกาล นักเศรษฐศาสตร์ที่สำรวจโดยรอยเตอร์คาดการณ์ว่าจะมีผู้ยื่นขอรับสวัสดิการว่างงาน 222,000 รายในสัปดาห์ล่าสุด
ตลาดหุ้นยุโรปปิดร่วงลง หักล้างการปรับขึ้นในช่วงก่อนหน้านี้ที่ดันให้ตลาดทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เนื่องจากหุ้นกลุ่มการเงินและอุตสาหกรรมร่วงลง และนักลงทุนกำลังประเมินผลประกอบการของบริษัทต่างๆ ที่ทยอยประกาศออกมา
ดัชนี STOXX 600 ปิดที่ 618.52 จุด ลดลง 3.06 จุด, -0.49%
ดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 10,402.44 จุด ลดลง 69.67 จุด, -0.67%
ดัชนี CAC-40 ตลาดหุ้นฝรั่งเศสปิดที่ 8,340.56 จุด เพิ่มขึ้น 27.32 จุด, +0.33%
ดัชนี DAX ตลาดหุ้นเยอรมนีปิดที่ 24,852.69 จุด ลดลง 3.46 จุด, -0.01%
กลุ่มการเงินฉุดดัชนีลงอย่างหนัก โดยดัชนีกลุ่มธนาคารลดลง 1.8% หุ้น HSBC และ Banco Santander ต่างก็ลดลงกว่า 2% นำการปรับลงของกลุ่มนี้
ดัชนีกลุ่มสินค้าและบริการอุตสาหกรรมลดลง 1.2% โดย Adyen ผู้ให้บริการด้านการชำระเงินของเนเธอร์แลนด์ลดลง 21.9% ซึ่งเป็นการลดลงมากที่สุดในหนึ่งวันในรอบกว่าสองปี หลังจากที่บริษัทให้มุมมองต่อแนวโน้มธุรกิจอย่างระมัดระวัง
หุ้น DSV บริษัทขนส่งสินค้าที่ใหญ่ที่สุดในโลก ลดลง 10.5% ซึ่งเป็นการลดลงแรงที่สุดในรอบประมาณหกปี
ขณะเดียวกัน ดัชนีกลุ่มสาธารณูปโภคของยุโรปลดลง 0.4% เนื่องจากราคาคาร์บอนลดลงอย่างรวดเร็ว หลังจากมีข้อเสนอแนะว่าสหภาพยุโรปควรเข้าแทรกแซงตลาด ซึ่งเป็นมาตรการที่นักลงทุนเกรงว่าจะส่งผลกระทบต่อผลกำไรของภาคส่วนนี้
หุ้นกลุ่มสินค้าหรูปรับขึ้นสวนตลาด โดยเพิ่มขึ้น 1.3% โดยหุ้น Hermès ของฝรั่งเศสแตะระดับสูงสุดในรอบเกือบหนึ่งเดือน หลังจากผลประกอบการไตรมาสที่ผ่านมาเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยได้รับแรงหนุนจากยอดขายที่แข็งแกร่งในสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น
ในด้านการควบรวมกิจการ หุ้นของบริษัทจัดการกองทุน Schroders พุ่งขึ้น 28.6% หลังจากบริษัทจัดการสินทรัพย์ Nuveen ของสหรัฐฯ ตกลงซื้อกิจการบริษัทในสหราชอาณาจักรด้วยมูลค่า 9.9 พันล้านปอนด์ (13.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) ทำให้เกิดกลุ่มบริษัทที่มีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารจัดการรวมกันเกือบ 2.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ
แม้จะร่วงหนักในวันพฤหัสบดี ดัชนี STOXX 600 ยังคงเพิ่มขึ้น 4.4% นับตั้งแต่ต้นปี โดยสามารถรับมือกับแรงกดดันต่างๆ ได้ รวมถึงความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และยุโรปเกี่ยวกับกรีนแลนด์ และการเทขายหุ้นกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์และเทคโนโลยีเมื่อเร็วๆ นี้
ส่วนหุ้นรายตัวอื่น ๆ หุ้นของบริษัทผลิตยา Sanofi จากฝรั่งเศสร่วงลง 4.2% หลังจากปลดพอล ฮัดสัน ออกจากตำแหน่งซีอีโออย่างกะทันหัน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นจากความท้าทายของตลาดวัคซีนในสหรัฐฯ และการฟื้นธุรกิจที่ชะงักนับตั้งแต่เขาเข้ารับตำแหน่งในปี 2019
ราคาน้ำมันดิบ WTI งวดส่งมอบเดือนมีนาคม ลดลง 1.79 ดอลลาร์ หรือ 2.77% ปิดที่ 62.84 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และราคาน้ำมันดิบ Brent ทะเลเหนือ งวดส่งมอบเดือนเมษายน ลดลง 1.88 ดอลลาร์ หรือ 2.71% ปิดที่ 67.52 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

