HoonSmart.com>>ดาวโจนส์ปิดลบ 66 จุด ตัวเลขจ้างงานแกร่ง เพิ่มขึ้น 130,000 ตำแหน่ง มากกว่าคาดที่จะเพิ่มขึ้น 50,000 ตำแหน่ง คาดเฟดชะลอลดดอกเบี้ยถึงเดือนมิ.ย. ทางด้านตลาดหุ้นยุโรปปิดที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น
ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ (Dow Jones Industrial Average: DJIA) วันที่ 11 ก.พ. 2569 ปรับตัวลงจากที่ปรับขึ้นสามวันติดต่อกันและปิดที่ 50,121.40 จุด ลดลง 66.74 จุด หรือ -0.13% แม้รายงานการจ้างงานเดือนมกราคมสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้มาก ซึ่งบ่งชี้ถึงความแข็งแกร่งของตลาดแรงงาน เนื่องจากนักลงทุนประเมินว่าธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด) อาจจะชะลอการปรับลดดอกเบี้ย
ดัชนี S&P500 ปิดที่ 6,941.47 จุด ลดลง 0.34 จุด, -0.01%
ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 23,066.47 จุด ลดลง 36.01 จุด, -0.16%
รายงานการจ้างงานนอกภาคเกษตรประจำเดือนมกราคมของสำนักงานสถิติแรงงาน แสดงให้เห็นว่าการจ้างงานเพิ่มขึ้น 130,000 ตำแหน่ง นักเศรษฐศาสตร์ที่สำรวจโดยดาวโจนส์คาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้น 55,000 ตำแหน่ง อัตราการว่างงานอยู่ที่ 4.3% ซึ่งต่ำกว่า 4.4% ที่Dow Jones คาดการณ์ไว้
ในช่วงแรกตลาดปรับขึ้นหลังการเผยแพร่รายงาน เนื่องจากส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนว่าเศรษฐกิจอยู่ในภาวะที่มั่นคง โดยที่ระดับสูงสุด ดัชนี Dow Jones เพิ่มขึ้นมากกว่า 300 จุด หรือ 0.6% ขณะที่ S&P 500 เพิ่มขึ้น 0.7% และ Nasdaq เพิ่มขึ้น 0.9%
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลรายเดือนที่ดูดีนั้นถูกหักล้างด้วยตัวเลขปี 2025 ที่ถูกปรับแก้อย่างมาก ซึ่งทำให้จำนวนผู้มีงานทำอยู่ที่ 181,000 คน ลดลงจาก 584,000 คน ที่รายงานไว้ก่อนหน้านี้ ถือเป็นการเติบโตของงานรายปีที่อ่อนแอที่สุดนับตั้งแต่ปี 2003 นอกช่วงภาวะเศรษฐกิจถดถอย
แบรด สมิธ ผู้จัดการพอร์ตโฟลิโอของ Janus Henderson Investors กล่าวว่า หลังจากที่นักวิเคราะห์คาดการณ์เศรษฐกิจมาอย่างยาวนานโดยอิงจากตลาดแรงงานที่อ่อนแอ ข้อมูลชุดนี้แสดงให้เห็นถึงสัญญาณที่ชัดเจนของการเติบโตทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง ตลาดแรงงานที่ดีขึ้น และการเติบโตของค่าจ้างที่สามารถสนับสนุนการใช้จ่ายของผู้บริโภค และเฟดจะนำข้อมูลนี้ไปพิจารณาในการตัดสินใจในเดือนมี.ค.ว่าจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้หรือไม่ ซึ่งด้วยท่าทีที่รอและติดตามข้อมูลอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลนี้จะทำให้แนวโน้มเอนเอียงไปทางคงอัตราดอกเบี้ยไว้แน่นอน
ข้อมูลตลาดแรงงานล่าสุดส่งผลต่อการคาดการณ์การลดอัตราดอกเบี้ยของเฟด ตลาดประเมินว่ามีความเป็นไปได้มากขึ้นที่เฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า โดยกว่า 40% คาดว่าเฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้จนถึงเดือนมิ.ย. นักลงทุนส่วนใหญ่ยังคงคาดการณ์ว่าเฟดจะลดอัตราดอกเบี้ยสองครั้งภายในสิ้นปีนี้
หุ้นกลุ่มซอฟต์แวร์ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ตลาดหุ้นร่วงลงอย่างหนักเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากปัญญาประดิษฐ์ (AI) กลับมาเผชิญแรงกดดันอีกครั้งในวันอังคาร โดยหุ้น Salesforce ลดลง 4% ขณะที่ ServiceNow ลดลง 5% กองทุน
ในทางกลับกัน หุ้นของบริษัทที่ได้รับประโยชน์จากเศรษฐกิจที่เร่งตัวขึ้นก็ปรับตัวสูงขึ้น เช่นเดียวกับหุ้นที่เกี่ยวข้องกับการสร้างศูนย์ข้อมูล AI โดยหุ้น Vertiv ผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลพุ่งขึ้น 24% หลังจากที่บริษัทประกาศผลประกอบการไตรมาสที่สี่ที่ดีเกินคาดและให้แนวโน้มที่ดีสำหรับปี 2026 หุ้นอื่นๆ เช่น Caterpillar , GE Vernovaและ Eaton ต่างก็ปรับตัวสูงขึ้นในระหว่างการซื้อขายเช่นกัน
นักลงทุนยังคงเกาะติดการประกาศผลประกอบการที่อาจให้ข้อมูลเชิงลึกเพิ่มเติมเกี่ยวกับผู้บริโภคชาวอเมริกัน รวมถึงภาคธุรกิจของอเมริกา โดย McDonald’s และ Cisco จะรายงานผลประกอบการหลังปิดตลาด ขณะที่Kraft Heinz กล่าวในรายงานผลประกอบการเช้าวันอังคารว่า จะระงับแผนการแยกบริษัทออกไปชั่วคราว
นอกจากนี้ยังจับตาการรายงานดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของสหรัฐฯ ในวันศุกร์นี้ เพื่อหาสัญญาณบ่งชี้แนวโน้มเงินเฟ้อและทิศทางอัตราดอกเบี้ยของเฟด
ตลาดหุ้นยุโรปปิดที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เนื่องจากหุ้นกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ปรับตัวขึ้นและกลบการลดลงในกลุ่มเทคโนโลยีและกลุ่มการเงิน ขณะที่นักลงทุนประเมินรายงานการจ้างงานที่แข็งแกร่งของสหรัฐฯ
ดัชนี STOXX 600 ปิดที่ 621.58 จุด เพิ่มขึ้น 0.61 จุด, +0.10% หลังทำสถิติสูงสุดระหว่างวัน
ดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 10,472.11 จุด เพิ่มขึ้น 118.27 จุด, +1.14%
ดัชนี CAC-40 ตลาดหุ้นฝรั่งเศสปิดที่ ที่ 8,313.24 จุด ลดลง 14.64 จุด, -0.18%
ดัชนี DAX ตลาดหุ้นเยอรมนีปิดที่ 24,856.15 จุด ลดลง 131.70 จุด, -0.53%
หุ้นกลุ่มพลังงานนำการปรับตัวขึ้น โดยพุ่งขึ้น 3.8% สู่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2008 หุ้นของ TotalEnergies เพิ่มขึ้น 2.7% สู่ระดับที่ไม่เคยเห็นมาก่อนนับตั้งแต่ปี 2024 หลังจากที่บริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ของฝรั่งเศสยืนยันความมุ่งมั่นที่จะขยายปริมาณสำรองน้ำมันและก๊าซ แม้ประกาศว่าจะลดการซื้อหุ้นคืนในไตรมาสแรกลงครึ่งหนึ่งก็ตาม
ราคาน้ำมันดิบที่เพิ่มขึ้นมากกว่า 2% เป็นอีกหนึ่งปัจจัยหนุน
หุ้นกลุ่มเหมืองแร่โลหะเพิ่มขึ้น 3% ตามความแข็งแกร่งของราคาโลหะ
ตลาดวิเคราะห์ข้อมูลที่แสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ สร้างงานได้มากกว่าที่คาดการณ์ไว้มากในเดือนมกราคม ซึ่งชี้ให้เห็นถึงเสถียรภาพของตลาดแรงงานที่อาจทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ สามารถคงอัตราดอกเบี้ยไว้ได้เป็นระยะเวลานาน
กลุ่มเทคโนโลยีและกลุ่มสื่อลดลง 1.8% และ 2.6% ตามลำดับ
หุ้น Dassault Systemes ร่วงลง 20.8% ซึ่งเป็นการลดลงรายวันที่มากที่สุดเป็นประวัติการณ์ หลังจากที่บริษัทผู้ผลิตซอฟต์แวร์รายนี้ประกาศผลประกอบการไตรมาสสี่ที่น่าผิดหวังสำหรับนักลงทุน และการคาดการณ์รายได้ปี 2026 ต่ำกว่าที่คาดไว้
หุ้นกลุ่มประกันภัยลดลง 1% และเป็นกลุ่มที่ลดลงมากที่สุดในดัชนี STOXX ในรอบสัปดาห์ โดยลดลง 2.7% บริษัทหลักทรัพย์ Barclays ปรับลดคำแนะนำการลงทุนกลุ่มธุรกิจนี้เป็น ‘Underweight’
นักลงทุนกลับนิยมผู้ผลิตฮาร์ดแวร์ เช่น Siemens Energy ซึ่งราคาหุ้นพุ่งขึ้น 8.4% แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ หลังจากที่ผู้ผลิตอุปกรณ์ AI รายนี้กล่าวว่ากำไรสุทธิเพิ่มขึ้นเกือบสามเท่าในช่วงสามเดือนแรกของปีงบประมาณ
หุ้น Heineken เพิ่มขึ้น 4.4% หลังจากประกาศว่าจะลดจำนวนพนักงานทั่วโลกมากถึง 6,000 ตำแหน่ง
หุ้น Commerzbank ลดลง 2% หลังจากที่การคาดการณ์ผลประกอบการประจำปีของธนาคารซึ่งเป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ไม่สามารถสร้างความประทับใจให้กับนักลงทุนได้
ราคาน้ำมันดิบ WTI งวดส่งมอบเดือนมีนาคม เพิ่มขึ้น 67 เซนต์ หรือ 1.05% ปิดที่ 64.63 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และราคาน้ำมันดิบ Brent ทะเลเหนือ งวดส่งมอบเดือนเมษายน เพิ่มขึ้น 60 เซนต์ หรือ 0.87% ปิดที่ 69.40 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
