บล.กรุงศรีมองบวกหุ้นเล็กเข้าใหม่ MSCI -2 บลจ.คาดเงินทุนไหลเข้าต่อ

HoonSmart.com>> MSCI ประกาศหุ้น “ซีพี แอ็กซ์ตร้า” (CPAXT) หลุดจาก Standard Index ส่วน BH รอด สำหรับ Global Small Cap  เข้ารอบ 3 บริษัท”เซ็นทรัล รีเทลฯ” (CRC) , “อินโดรามาฯ” (IVL) ,”จัสมิน เทคโนโลยีฯ” (JTS) ออก 4 บริษัท  บล.กรุงศรีมองบวกหุ้นเล็กไม่ออกอย่างเดียว  ด้านบลจ.บัวหลวงคาดดัชนีสิ้นปี 1,450 จุด บลจ.เอ็มเอฟซีชี้เป้า 1,480-1,500 จุด  เงินทุนไหลเข้าต่อรัฐบาลมีเสถียรภาพ ต่างชาติซื้อ 1,000 ล้านบาท  ธนาคารโลกหั่นเป้า GDP โต 1.6% ปีหน้า 2.2% 

MSCI ประกาศรายชื่อหุ้นที่ถูกคัดเข้าและออกในการคำนวณดัชนีฯ อย่างเป็นทางการ ซึ่งจะมีผลการปรับน้ำหนัก ณ ราคาปิดวันที่ 27 ก.พ.2569 โดย MSCI Global Standard ไม่มีหุ้นไทยได้เข้าใหม่ ขณะที่หุ้นที่ถูกคัดออกได้แก่ บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า (CPAXT)

ด้าน MSCI Global Small Cap มีหุ้นเข้า 3 ตัว ได้แก่ บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น (CRC) , บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส (IVL) และ บริษัท จัสมิน เทคโนโลยี โซลูชั่น (JTS) ส่วนหุ้นที่ถูกคัดออก 4 บริษัท ได้แก่ บริษัท ฮานา ไมโครอิเล็คโทรนิคส (HANA) , บริษัท เจ เอ็ม ที เน็ทเวอร์ค เซอร์วิสเซ็ส (JMT), บริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป (M) และ บริษัท แพลน บี มีเดีย (PLANB)

ทั้งนี้ การประกาศทบทวนดัชนี MSCI รอบถัดไปจะมีขึ้นในวันที่ 12 พ.ค. 2569

บล.กรุงศรี (KSS)มองบวกผล Rebalance ของ MSCI รอบเดือนก.พ.นี้   Standard Index (Large + Mid) หุ้นออก  CPAXT (-75 ล้านเหรียญฯ) ตามคาด แต่ส่วนที่บวก BH ไม่หลุด และเริ่มเห็นหุ้นไทยกลับเข้าดัชนีฝั่ง Small Cap Index หุ้นเข้า ได้แก่  CRC, IVL, JTS

ทั้งนี้ที่ผ่านมา หุ้นขนาดเล็กมักจะถูกคัดออก เป็นส่วนใหญ่ เข้าใหม่มีเพียงไม่กี่บริษัท

อย่างไรก็ตาม หุ้น CPAXT ที่ถูกคัดออกจาก Standard Index นักลงทุนตกใจขายระยะสั้น  กดราคาไหลลงไปต่ำสุดแถว 15.90  บาท ก่อนเด้งกลับขึ้นมาสูงสุดแตะ 17 บาท และปิดที่  16.70 บาท เพิ่มขึ้น 0.30 บาท +1.83% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย  571.13 ล้านบาท เนื่องจากราคาในปัจจุบันปรับตัวลงต่ำกว่าพื้นฐานมาก  หุ้นร่วงลงจึงเป็นโอกาสช้อนซื้อลงทุน

ทางด้านนายอิสระ อรดีดลเชษฐ์ รองกรรมการผู้จัดการ , Investment Strategy, Fund Management บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม (บลจ.) บัวหลวง หรือ BBLAM เปิดเผยว่า แนวโน้มตลาดหุ้นหลังผลการเลือกตั้งทั่วประเทศและเสถียรภาพทางการเมือง พรรคภูมิใจไทย (BJT) คว้าชัยชนะอย่างถล่มทลายด้วยจำนวน 194 ที่นั่ง ตามมาด้วยพรรคประชาชน (PP) 116 ที่นั่ง และพรรคเพื่อไทย (PT) 76 ที่นั่ง (ผลการเลือกตั้งเบื้องต้นอย่างไม่เป็นทางการ)

ขั้นตอนต่อไป คือ การรอคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) รับรองผลซึ่งอาจใช้เวลาสูงสุด 60 วัน ผลลัพธ์นี้สะท้อนถึงภาพรวมทางการเมืองที่มีเสถียรภาพมากในช่วงหลายปีข้างหน้า ซึ่งน่าจะช่วยกระตุ้นความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศได้เป็นอย่างดี

ทิศทางนโยบายเศรษฐกิจ เมื่อพรรคภูมิใจไทยเข้ามาคุมบังเหียนนโยบายเศรษฐกิจ คาดว่าทิศทางจะเอนเอียงไปทาง เสถียรภาพทางการคลัง มากกว่านโยบายประชานิยมแบบสุดโต่ง อย่างไรก็ตาม BBLAM ยังคาดหวังว่าจะเห็นมาตรการกระตุ้นการบริโภคในระยะสั้น เช่น “โครงการคนละครึ่งพลัส” และมาตรการทางภาษีบางประการ

ที่สำคัญกว่านั้น คาดว่ารัฐบาลจะพยายามดึงดูดการลงทุนเข้าสู่ประเทศมากขึ้น และเร่งรัดการลงทุนภาครัฐ รวมถึงการเบิกจ่ายงบประมาณ นอกจากนี้ การดำเนินนโยบายที่ต่อเนื่องจากรัฐบาลชุดก่อน (ช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา) ถือเป็นปัจจัยบวกต่อภาพรวมเศรษฐกิจ

ด้านกระแสเงินทุนและดัชนีตลาดหุ้น (SET Index) ตลาดหุ้นเริ่มมีแรงส่งตั้งแต่ช่วงก่อนเลือกตั้ง โดยเห็นสัญญาณชัดเจนจากเงินทุนไหลเข้า (Foreign Inflow) ซึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมานักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิไปกว่า 1 หมื่นล้านบาท ส่งผลให้ยอดซื้อสุทธิตั้งแต่ต้นปี (YTD) อยู่ที่ประมาณ 1.5 หมื่นล้านบาท และด้วยคาดการณ์ว่ารัฐบาลจะมีความมั่นคงสูง BBLAM จึงคาดว่าจะมีเม็ดเงินไหลเข้าต่อเนื่อง

สำหรับเป้าหมายดัชนีและกลุ่มอุตสาหกรรมที่น่าสนใจ

• ระยะสั้น: โดยปกติหลังการเลือกตั้ง 1 เดือน ตลาดมักจะปรับตัวขึ้นราว 3-4% ซึ่งบ่งชี้ว่าดัชนีมีโอกาสทดสอบแนวต้านที่ 1,400 จุด ภายในสัปดาห์นี้

• กลุ่มที่โดดเด่น: กลุ่มวัฏจักรในประเทศ (Domestic Cyclicals) เช่น การเงิน, การท่องเที่ยว, พาณิชย์ และวัสดุก่อสร้าง มีแนวโน้มจะทำผลงานได้ดีกว่าตลาด

• ปัจจัยเสี่ยง: หากเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้การจัดตั้งรัฐบาลล่าช้า อาจฉุดรั้งการขาขึ้นของตลาด แต่ปัจจุบันมองว่าความเสี่ยงนี้ยังมีจำกัด

เป้าหมายสิ้นปี หากพิจารณาจากประมาณการกำไรต่อหุ้น (EPS) ที่ระดับ 88-90 (สะท้อน GDP โต 1.6-1.8% และเงินเฟ้อ 0.8-1%) ดัชนี SET มีโอกาสขึ้นไปทดสอบที่ระดับ 1,450 จุด (เทรดที่ระดับค่าเฉลี่ย SD)

นายชาคริต พืชพันธ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโส สายบริหารกองทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการลงทุน (บลจ.) เอ็มเอฟซี (MFC) กล่าวว่า จากผลการเลือกตั้งที่ออกมาซึ่ง พรรคภูมิใจไทย ได้คะแนนเสียงจำนวนมากเกือบ 200 เสียง ถือว่าเป็นผลบวกต่อการลงทุนและตลาดหุ้นเนื่องจากคะแนนเสียงจำนวนมาก ทำให้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้อย่างรวดเร็ว และ มีเสถียรภาพ ซึ่งจะส่งผลต่อเนื่องด้านนโยบายและหากสามารถดำเนิน การจัดตั้งคณะรัฐมนตรี แถลงนโยบาย ได้รวดเร็ว จะยิ่งทำให้นักงทุนเห็นภาพชัดเจนมากขึ้น โดยเฉพาะนโยบายสนับสนุนด้านเศรษฐกิจจะทำให้ช่วยขับเคลื่อนตลาดหุ้นไทยได้

“ต้องยอมรับว่าเราอยู่กับความไม่แน่นอนมานาน ไม่มีรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ ทำให้นักลงทุนขาดความมั่นใจ ขณะเดียวกันเศรษฐกิจเราก็ขยายตัวต่ำมาก ส่งผลตลาดหุ้นไทยในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ปรับตัวลดลงต่อเนื่อง ต่างชาติทิ้งหุ้นไทย กดดันเงินทุนไหลออกไม่ต่ำกว่า 4 แสนล้านบาท” นายชาคริต กล่าว

อย่างไรก็ตาม ทิศทางการลงทุนในตลาดหุ้นไทยได้เริ่มกลับมาดีขึ้น ซึ่งมีสัญญาณให้เห็นมาก่อนการเลือกตั้ง 2-3 สัปดาห์ ที่มีเงินไหลเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทย ทั้งนี้ เป็นผลจากเราได้รับอานิสงส์จากต่างชาติปรับลดน้ำหนักการลงทุนในตลาดหุ้นอินโดนีเซียจากปัญหาสภาพคล่องหุ้นที่ต่ำ ทำให้เงินไหลเข้ามายังตลาดหุ้นไทยบางส่วน และต่อเนื่องมาจนถึงหลังการเลือกตั้ง ประเมินว่าทิศทางหลังจากนี้ตลาดหุ้นไทยมีแนวโน้มที่เป็นบวก โดยมองดัชนีหุ้นไทยปีนี้มีโอกาสปรับตัวขึ้นไป ซื้อขายกันที่ที่ระดับ 1,480-1,500 จุด หรือมีการซื้อขายกันที่ระดับพีอี/เรโช ที่ประมาณ 15.7 เท่า ซึ่งเป็นค่าเฉลี่ยระยาว 10 ปี หลังจากก่อนหน้านี้ที่ตลาดหุ้นไทยซื้อขายกันที่ระดับพีอี/เรโช ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยมานาน

“ผมคิดว่าถ้ารัฐบาลใหม่ หลังมีการจัดตั้ง ครม. และมีการแถลงนโยบายที่ชัดเจนจะทำให้นักลงทุนสามารถประเมินผลกระทบที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น และถ้ารัฐบาลมีเสียรภาพในระยะยาว การแก้ปัญหาต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องหนี้ครัวเรีอน หรือนโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจก็จะมีความต่อเนื่อง ซึ่งจะเป็นปัจจัยบวกต่อการลงทุนได้ เนื่องจากที่ผ่านมาตลาดหุ้นไทยถูกกดดันจากการเมืองและแศรษฐกิจที่ขยายตัวต่ำมายาวนานในช่วง 3-4 ปี โดยถ้านับจากปี 2022 ซึ่งตลาดหุ้นทั่วโลกได้ฟื้นตัวจากการระบาดของ โควิค 19 และทำจุดสูงสุดใหม่กันหมดแล้ว แต่ตลาดหุ้นไทยเรายังติดลบ 16-17% เป็นอะไรที่ยาวนานมาก ซึ่งในอดีตที่ผ่านมาตลาดหุ้นไทยจะตกต่ำก็ไม่ต่อเนื่องเกิน 1 ปี ก็จะขยับขึ้นได้ ไม่เคยตกต่ำยาวนานถึง 3 ปี” นายชาคริต กล่าว

ทั้งนี้ บลจ.เอ็มเอฟซี มองว่ากลุ่มธุรกิจ ที่มีโอกาสได้ประโยขน์จากทั้งในส่วนมาตราการภาครัฐและความเชื่อมั่นในความมีเสถียรภาพของรัฐบาล ได้แก่กลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคภายในประเทศ รวมทั้งธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนโดยตรงของภาคเอกชน (FDI) นอกเหนือจากธุรกิจท่องเที่ยวที่คาดว่าจะกลับมาฟื้นตัวเช่นกัน

สำหรับปัจจัยเสี่ยงที่ต้องระวัง และเตรียมความพร้อม ด้านปัจจัยภายนอก คือ การเจรจาการค้าที่ยังไม่จบ ซึ่งอาจจะสร้างความผันผวนได้บ้าง ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจมีผลกระทบต่อการลงทุน รวมทั้งตลาดหุ้นพัฒนาแล้ว โดยเฉพาะตลาดหุ้นวอลล์สตรีท ที่ก่อนหน้านี้ได้ปรับตัวขึ้นสูงต่อเนื่องอาจจะปรับฐานครั้งใหญ่ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกได้ รวมทั้งตลาดหุ้นไทย ส่วนอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยไม่ได้เป็นปัญหา เพราะปัจจุบันอยู่ในระดับต่ำอยู่แล้ว

ส่วนกลยุทธ์การลงทุน นักลงทุนต้องประเมินความเหมาะสมในการจัดการสินทรัพย์ทั้งหุ้น ตราสารหนี้ และสินทรัพย์ทางเลือก รวมทั้งการมีเงินสดบางส่วน เพื่อลดผลกระทบตามสถานการณ์ที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้

ทางด้านตลาดหุ้น วันที่ 11 ก.พ. 2569  ดัชนีเริ่มชะลอการปรับตัวขึ้นหลังจากวิ่งแรงมาสองวันติดต่อกัน โดยดัชนีปิดที่  1,411.70 จุด เพิ่มขึ้น 1.26 จุด หรือ +0.99% ด้วยมูลค่าการซื้อขายรวม 59,975.65 ล้านบาท  สำหรับนักลงทุนต่างชาติยังคงซื้อต่อเนื่อง 1,085.48 ล้านบาท ส่วนนักลงทุนไทยที่ขายทำกำไรติดต่อกันหลายวันเริ่มกลับมาซื้อ 977.42 ล้านบาท ทางด้านสถาบันไทยพลิกมาขายจำนวน 2,922.94 ล้านบาท  ค่าเงินบาทแข็งปิดที่ 31.05/09 ต่อดอลลาร์

ธนาคารโลก โดยนางเมลินดา กู้ด ผู้อำนวยการประเทศไทยและเมียนมา คาดการณ์อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจ (GDP) ของไทยในปี 2569 จะชะลอเหลือ 1.6%  จากเดิมคาดไว้ที่ 1.8% สะท้อนผลจากภาวะการค้าโลกที่ชะลอตัว ระดับหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง และการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวที่ช้าลง ส่วนปี 2570 เศรษฐกิจจะฟื้นตัวเป็น 2.2%  จากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ดีขึ้น การลงทุนภาคเอกชนที่แข็งแกร่งขึ้น และโครงการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่เริ่มแปรเปลี่ยนเป็นเงินลงทุนจริง