บลจ.กสิกรไทยมองหุ้นไทยมีลุ้น 1,500 จุด ฟันด์โฟลว์ทะลักรับเลือกตั้ง-โยกจากอินโดฯ

HoonSmart.com>>บลจ.กสิกรไทย มองหุ้นไทยขานรับความเชื่อมั่นเสถียรภาพรัฐบาลหลังเลือกตั้ง ผสมฟันด์โฟลว์ไหลเข้ารับอานิสงส์ ตลาดหุ้นอินโดนีเซีย เสี่ยงถูกลดน้ำหนักลงสู่ตลาดชายขอบ หนุนภาพตลาดหุ้นในระยะสั้นและกลางเป็นบวก ติดตามโฉมหน้ารัฐบาล เบิกจ่ายงบประมาณ ดัน GDP โต โอกาสดันดัชนีแตะ 1,500 จุด ด้านสมาคม AIMC นัดบลจ. 13 ก.พ.นี้ หารือ TISA ชงส่งเสริมการออมระยะยาวผ่านการลงทุน DCA ในหุ้น-กองทุนรวม

วิน พรหมแพทย์

นายวิน พรหมแพทย์, CFA ประธานกรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) กสิกรไทย (KAsset) กล่าวว่า หลังผลการเลือกตั้งออกมาเซอร์ไพร์สทุกคนในเรื่องของแลนด์สไลด์ของพรรคภูมิใจไทยหนุนให้หุ้นไทยปรับตัวขึ้นกว่า 3% ในวันที่ 9 ก.พ.ที่ผ่านมาและญี่ปุ่นที่มีผลเลือกตั้งแลนด์สไลด์เช่นเดียวกันหนุนตลาดหุ้นพุ่ง 4% สะท้อนรัฐบาลมีเสถียรภาพ เป็นพรรคอันดับหนึ่งที่มีเสียงมากพอที่จะตั้งรัฐบาล ส่งผลให้ตลาดหุ้นขึ้นแรงและวันถัดมา 10 ก.พ. ก็ปรับตัวขึ้นต่อได้

นอกจากนี้มองว่าอีกประเด็นที่หนุนตลาดปรับตัวขึ้นมาจากการที่รัฐบาลอนุทินรอบที่แล้วก็มีมืออาชีพมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีสำคัญ ท่ามกลางสถานการณ์ที่มีทั้งเรื่องของสงครามการค้า สงครามชายแดน ความขัดแย้งภายในประเทศ ภัยธรรมชาติและธุรกิจ Disruption จากเทคโนโลยี ดังนั้นการมีรัฐมนตรีมืออาชีพ มีทีมเศรษฐกิจแข็งแรงรับมือความเสี่ยงต่างๆ ทำให้ความมั่นใจกลับมา

“เรามองดัชนีมีโอกาสแตะ 1,500 จุด แต่ต้องขึ้นอยู่กับปัจจัยสำคัญ ดัชนีปรับตัวขึ้นมาด้วยความเชื่อมั่น ต้องติดตามว่ารัฐบาลจะ Deliver ความคาดหวังให้นักลงทุนได้หรือไม่ ซึ่งตอนหาเสียงพรรคภูมิใจจะผลักดัน GDP เติบโต 3% คงไม่ใช่เรื่องง่ายและต้องใช้เวลาในการทำหลายอย่าง เมื่อจัดตั้งรัฐบาลได้แล้วสิ่งที่จะทำจะอยู่จะ Deliver ได้เร็วแค่ไหน เบิกจ่ายได้เร็วแค่ไหน จะเป็นปัจจัยทำให้ตัวเลข GDP ที่ 3% จะมาเร็วแค่ไหน แต่หุ้นจะไป 1,500 จุด ได้ รัฐบาลต้อง Deliver สิ่งที่สัญญาไว้ได้เร็วอย่างที่คาดการณ์ ซึ่งไม่ง่าย ถ้า GDP ไม่โต 3% หุ้นไทยก็โตช้าอยู่แล้ว เราจะทำให้ตลาดหุ้นไทยเติบโตได้ดีต้องอาศัยความร่วมมือจากรัฐบาลอย่างเต็มที่”นายวิน กล่าว

อย่างไรก็ตามบลจ.กสิกรไทยยังคงเป้าหมายดัชนีหุ้นไทยปีนี้ที่ 1,450 จุดและคงน้ำหนักการลงทุน (Neutral) หากรัฐบาลสำเร็จ ก็ต้องติตามหน้าตารัฐมนตรีกระทรวงสำคัญ รวมถึงการเบิกจ่ายงบประมาณเร็วหรือไม่ เมื่อถึงเวลานั้นก็จะพิจารณาปรับเป้าหมาย

นายวิน กล่าวว่า สำหรับมุมมองระยะยาวต่อตลาดหุ้นไทย จากบทวิจัย KAsset Capital Market Assumptions (KCMA) ปี 2569 ร่วมกับ J.P. Morgan Asset Management ที่นำเสอมุมมองในระยะยาว 10-15 ปีข้างหน้า คาดหวังผตอบแทนตลาดหุ้นไทยเฉลี่ยอยู่ที่ 5.2% ต่อปี ซึ่งทั้งหมดมาจากเงินปันผล ในขณะที่การเติบโตต่ำเป็นสิ่งที่กังวล แต่ก็ยังถือว่าดีที่ตลาดหุ้นไทยมีเสน่ห์เรื่องของเงินปันผล ดังนั้นในปี 2570 หากรัฐบาลเบิกจ่ายงบประมาณได้เร็วหนุน GDP เติบโต 3% KCMA ก็จะปรับประมาณการผลตอบแทนหุ้นไทยในระยะยาวเพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตามตลาดหุ้นปรับตัวขึ้นมาสูงมาก ผสมฟันด์โฟลว์ไหลเข้าเป็นปัจจัยบวกพร้อมกันหนุนให้ภาพระยะสั้นถึงระยะกลางตลาดหุ้นยังดูดี ในมุมมองลงทุนหากนักลงทุนยังไม่มีหุ้น แนะนำรอตลาดยอตัวค่อยเข้าซื้อ หรือหากหุ้นที่ถืออยู่นั้นราคาปรับตัวขึ้นมาจากความคาดหวัง แต่การเติบโตยังไม่มาหากนักลงทุนยังไม่มั่นใจ แนะนำลงทุนในหุ้นปันผล แม้ราคาหุ้นไม่ได้ขึ้นแรงเหมือนหุ้นเติบโต แต่มีเงินปันผลอยู่ในมือ

นายวิน กล่าวอีกว่า ในวันที่ 13 ก.พ.นี้ สมาคมจัดการลงทุน (AIMC) จะหารือกับลจ.ที่เป็นสมาชิก เกี่ยวกับโครงการบัญชีการออมส่วนบุคคล (TISA) ที่จะผลักดันให้ TISA เป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างเงินออมระยะยาว โดยมีแนวคิดการลงทุนอย่างสม่ำเสมอ (DCA) ทุกเดือน โดยมีทางเลือกให้ลงทุนเป็นหุ้นรายตัวหรือ กองทุน ขณะที่กรอบการลดหย่อนภาษีใกล้เคียงกับกองทุนลดหย่อนภาษีที่มีอยู่ นอกจากนี้การมีเงินออมผ่านกองทุน จะทำให้นักลงทุนสถาบันและนักลงทุนรายย่อยมีส่วนสนับสนุนตลาดหุ้นไทยได้ดียิ่งขึ้น หลังจากไม่มีกองทุน LTF แล้ว และปัจจุบันนักลงทุนสถาบัน กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.), กองทุนประกันสังคมและพอร์ตการลงทุนของประกันกระจายการลงทุนในต่างประเทศมากขึ้น

อย่างไรก็ตามหลังหลหารือกับบลจ.ได้ข้อสรุปชัดเจนแล้ว จะนัดหารือร่วมกับกระทรวงการคลัง สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) และสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) ในลำดับถัดไป ซึ่งมั่นใจว่าโครงการ TISA จะช่วยวางรากฐานให้ตลาดหุ้นไทยเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว ผ่านการเพิ่มฐานนักลงทุนและเงินออมในระบบตลาดทุน