ไทยร่วงต่อ!ดัชนีชี้วัดคอร์รัปชันปี’68 ได้ 33 คะแนน อันดับ 116 ของโลก แพ้’ลาว’

HoonSmart.com>>สถานการณ์คอร์รัปชันทั่วโลกปี 68 กำลังย่ำแย่ลง คะแนนเฉลี่ยร่วงสู่ระดับต่ำสุดใหม่ที่ 42 จาก 100 และ มากกว่า 2 ใน 3 ของประเทศได้ต่ำกว่า 50 ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเฉลี่ย 45 สิงคโปร์สูงสุด  84 ลาวดีขึ้น 34 ไทยได้ 33 ถดถอยต่อเนื่อง ติดอันดับ 116 จาก 182 ประเทศ ส่วนประเทศที่ได้คะแนนสูงกว่า 80 ลดลงจาก 12 ประเทศในทศวรรษที่ผ่านมา เหลือเพียง 5 ประเทศ  แม้แต่ในประเทศประชาธิปไตยที่มั่นคงก็ยังถดถอย น่ากังวลจากการขาดภาวะผู้นำแก้ปัญหาระยะยาว

องค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International หรือ TI) ได้เผยแพร่ผลการสำรวจดัชนีการรับรู้การทุจริตหรือคอร์รัปชัน (Corruption Perceptions Index หรือ CPI) ประจำปี 2568 ซึ่งเป็นรายงานฉบับที่ 31 เผยแพร่วันที่ 10 ก.พ. 2569 โดยองค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International) แสดงให้เห็นว่า จำนวนประเทศที่ได้คะแนนสูงกว่า 80 ลดลงจาก 12 ประเทศในทศวรรษที่ผ่านมา เหลือเพียง 5 ประเทศในปี 2568

ประเทศที่จัดเป็นอันดับ 1 ของโลก เดนมาร์กเคยได้คะแนนสูงที่สุด 90 คะแนน ก็ลดลงมาที่ 89 คะแนนในปีนี้ อันดับ 2 คือฟินแลนด์ได้ 88 คะแนนเท่ากับปีก่อน อันดับ 3 สิงคโปร์ได้ 84 คะแนนเท่าเดิม ส่วนอันดับ 4 นิวซีแลนด์ได้ 81 คะแนนลดลงจาก 83 คะแนน

ขณะที่ประเทศประชาธิปไตยซึ่งตามปกติมักมีผลงานด้านการต่อต้านคอร์รัปชันดีกว่า กำลังเผชิญภาวะถดถอยที่น่ากังวล ตั้งแต่สหรัฐอเมริกา (คะแนน 64) แคนาดา (คะแนน 75) และนิวซีแลนด์ (คะแนน 81) ไปจนถึงหลายประเทศในยุโรป เช่น สหราชอาณาจักร (คะแนน 70) ฝรั่งเศส (คะแนน 66) และสวีเดน (คะแนน 80)

ดัชนี CPI จัดอันดับ 182 ประเทศและเขตปกครองทั่วโลกตามระดับการรับรู้คอร์รัปชันในภาครัฐ โดยให้คะแนนในช่วงตั้งแต่ 0 (คอร์รัปชันสูงมาก) ถึง 100 (โปร่งใสสูงมาก) โดยอ้างอิงจากแหล่งข้อมูลอิสระ 13 แห่ง

ในปี 2568 ค่าเฉลี่ย CPI โลกปรับลดลงเป็นครั้งแรกในรอบกว่าทศวรรษ เหลือเพียง 42 จาก 100 ประเทศส่วนใหญ่ไม่สามารถควบคุมคอร์รัปชันได้ โดยมี 122 จาก 182 ประเทศได้คะแนนต่ำกว่า 50 ในดัชนี

แม้มี 31 ประเทศที่สามารถลดระดับคอร์รัปชันได้อย่างมีนัยสำคัญตั้งแต่ปี 2555 แต่ประเทศที่เหลือกลับล้มเหลวในการจัดการปัญหา โดยคะแนนหยุดนิ่งหรือแย่ลงในช่วงเวลาเดียวกัน ค่าเฉลี่ยทั่วโลกลดลงสู่ระดับต่ำสุดใหม่ที่ 42 และมากกว่าสองในสามของประเทศได้คะแนนต่ำกว่า 50 ขณะที่ประชาชนต้องเป็นผู้แบกรับผลกระทบ เมื่อคอร์รัปชันทำให้โรงพยาบาลขาดงบประมาณ โครงสร้างป้องกันน้ำท่วมไม่ถูกสร้าง และบั่นทอนความหวังและความฝันของคนรุ่นใหม่

ประเทศที่มีคะแนน CPI ดีขึ้นในระยะยาว ส่วนใหญ่มักเกิดจากความพยายามต่อเนื่องของผู้นำทางการเมืองและหน่วยงานกำกับดูแลในการผลักดันการปฏิรูปด้านกฎหมายและสถาบันในวงกว้าง ขณะที่ประเทศที่มีคะแนนต่ำหรือถดถอยต่อเนื่อง มักเกี่ยวข้องกับการถ่วงดุลอำนาจทางประชาธิปไตยที่จำกัดหรือเสื่อมถอย การเมืองแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม อิทธิพลที่ไม่เหมาะสมต่อกระบวนการทางการเมือง และความล้มเหลวในการคุ้มครองพื้นที่ภาคประชาสังคม

รายงานระบุว่า ระเบียบโลกกำลังเผชิญแรงกดดันจากการแข่งขันของมหาอำนาจ และการเพิกเฉยต่อบรรทัดฐานระหว่างประเทศอย่างอันตราย ความขัดแย้งทางอาวุธและวิกฤตสภาพภูมิอากาศกำลังสร้างผลกระทบร้ายแรง ขณะที่สังคมก็มีความแตกแยกมากขึ้น

เพื่อรับมือความท้าทายเหล่านี้ โลกจำเป็นต้องมีผู้นำที่ยึดหลักการ และสถาบันอิสระที่เข้มแข็งซึ่งทำงานด้วยความซื่อสัตย์เพื่อปกป้องประโยชน์สาธารณะ แต่บ่อยครั้งที่เรากลับเห็นความล้มเหลวของธรรมาภิบาลและภาวะผู้นำที่ต้องรับผิดชอบ

ในหลายพื้นที่ ผู้นำมักอ้างเหตุผลด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ หรือภูมิรัฐศาสตร์ เพื่อรวมศูนย์อำนาจ ลดบทบาทกลไกถ่วงดุล และถอยห่างจากพันธกรณีตามมาตรฐานระหว่างประเทศที่ตกลงร่วมกันไว้ รวมถึงมาตรการต่อต้านคอร์รัปชัน บ่อยครั้งที่ความโปร่งใส การตรวจสอบอิสระ และความรับผิดต่อสาธารณะถูกมองว่าเป็นเพียงทางเลือก

องค์กร Transparency International เตือนว่า การขาดผู้นำทางการเมืองที่กล้าหาญในการต่อสู้กับคอร์รัปชันระดับโลก กำลังบั่นทอนความพยายามต่อต้านคอร์รัปชันระหว่างประเทศ และลดแรงกดดันต่อการปฏิรูปในหลายประเทศทั่วโลก

ประเทศที่ภาครัฐมีคอร์รัปชันต่ำที่สุดก็ยังอาจมีปัญหาด้านความซื่อสัตย์ร้ายแรงได้ แม้ CPI จะไม่ได้วัดโดยตรงก็ตาม หลายประเทศเอื้อให้เกิดคอร์รัปชันในประเทศอื่น ผ่านการอำนวยความสะดวกในการโอนเงินจากการทุจริตข้ามพรมแดนและเข้าสู่กระบวนการฟอกเงิน

งานวิจัยและประสบการณ์ของขบวนการต่อต้านคอร์รัปชันทั่วโลกชี้ว่ามี “พิมพ์เขียว” ที่ชัดเจนในการทำให้อำนาจต้องรับผิดชอบต่อประโยชน์ส่วนรวม ความคืบหน้ามีความเป็นไปได้ หากมีการเสริมความเข้มแข็งให้ระบบยุติธรรม เพิ่มการกำกับดูแลบริการสาธารณะและการใช้จ่ายภาครัฐ และกันเงินลับออกจากการเลือกตั้ง

นอกจากนี้ ยังจำเป็นต้องคุ้มครองพื้นที่ภาคประชาสังคม ประชาธิปไตย และเสรีภาพสื่อ พร้อมทั้งปิดช่องโหว่ความลับทางการเงินที่เปิดทางให้เงินทุจริตเคลื่อนย้ายข้ามพรมแดนได้

ภาคประชาสังคมมีข้อจำกัดมากขึ้น คนรุ่นใหม่ลุกขึ้นต่อต้าน

รายงานระบุว่า หลายประเทศกำลังเพิ่มข้อจำกัดต่อพื้นที่ภาคประชาสังคม ซึ่งเป็นอีกหนึ่งแนวโน้มที่น่ากังวล ตั้งแต่ปี 2555 เป็นต้นมา จาก 50 ประเทศที่คะแนนลดลงอย่างมีนัยสำคัญ มีถึง 36 ประเทศที่เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การรวมกลุ่ม และการชุมนุมถูกลดทอนลง ทำให้สื่อมวลชนและภาคประชาสังคมออกมาเปิดโปงการคอร์รัปชันได้ยากขึ้น

ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา การแทรกแซงการทำงานขององค์กรพัฒนาเอกชน (NGOs) ด้วยเหตุผลทางการเมืองในประเทศอย่างจอร์เจีย (คะแนน 50) อินโดนีเซีย (คะแนน 34) เปรู (คะแนน30) และตูนิเซีย (คะแนน39) ทำให้รัฐบาลดำเนินมาตรการ เช่น ออกกฎหมายใหม่เพื่อจำกัดการเข้าถึงแหล่งเงินทุน หรือแม้แต่ยุบองค์กรที่ตรวจสอบและวิจารณ์ตนเอง กฎหมายเหล่านี้มักมาพร้อมกับการใส่ร้ายและการข่มขู่

ในปี 2568 คนรุ่นใหม่เป็นแกนนำการประท้วงต่อต้านคอร์รัปชันครั้งใหญ่ โดยเฉพาะในประเทศครึ่งล่างของดัชนี CPI ซึ่งคะแนนหยุดนิ่งหรือลดลงตลอดทศวรรษที่ผ่านมา ในเนปาลและมาดากัสการ์ ผู้ชุมนุมวิจารณ์ผู้นำว่าใช้อำนาจในทางมิชอบ ขณะเดียวกันกลับไม่สามารถจัดหาบริการพื้นฐานและโอกาสทางเศรษฐกิจให้ประชาชนได้ จนนำไปสู่การล้มรัฐบาลทั้งสองประเทศ

Transparency International เรียกร้องให้รัฐบาลต่าง ๆ:

  • ฟื้นฟูภาวะผู้นำทางการเมืองด้านการต่อต้านคอร์รัปชัน โดยบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง ปฏิบัติตามพันธกรณีระหว่างประเทศ และเสริมสร้างความโปร่งใส การกำกับดูแล และความรับผิด
  • คุ้มครองพื้นที่ภาคประชาสังคม ด้วยการยุติการโจมตีนักข่าว องค์กรพัฒนาเอกชน (NGOs) และผู้เปิดโปงข้อมูล รวมทั้งยุติความพยายามจำกัดภาคประชาสังคมอิสระ
  • ปิดช่องโหว่ความลับทางการเงินที่เอื้อให้เงินทุจริตเคลื่อนย้ายข้ามพรมแดนได้ โดยเพิ่มความโปร่งใสด้านผู้ถือผลประโยชน์ที่แท้จริง และกำกับดูแลผู้เอื้อประโยชน์ทางวิชาชีพให้เข้มงวดขึ้น

รายงานระบุว่า ไม่ว่าจะกำลังเผชิญกระแสถอยหลังล่าสุด หรือดิ้นรนกับปัญหาเชิงโครงสร้างที่บั่นทอนการปฏิรูปมายาวนาน ทุกภูมิภาคยังต้องทำงานอีกมากเพื่อแก้ปัญหาคอร์รัปชัน แต่แทบทุกแห่งก็มีตัวอย่างความสำเร็จที่แสดงให้เห็นว่าความก้าวหน้ายังเป็นไปได้

ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกการต่อต้านคอร์รัปชันชะงักงัน ‘สาธารณชน’ไม่พอใจพุ่งสูง

คอร์รัปชันยังคงเป็นภัยคุกคามร้ายแรงในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยภูมิภาคนี้มีคะแนนเฉลี่ย 45 จาก 100 สะท้อนว่าระดับคอร์รัปชันที่สูงยังแทบไม่ได้รับการแก้ไขตลอดทศวรรษที่ผ่านมา

ในเอเชียแปซิฟิกมี 8 ประเทศจาก 32 ประเทศที่สถานการณ์ดีขึ้นตั้งแต่ปี 2555 โดยประเทศที่ปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่ ภูฏาน (คะแนน 71) บรูไน (คะแนน 63) และลาว (คะแนน 34)

ประเทศที่ได้คะแนนสูงสุดในภูมิภาค ได้แก่ สิงคโปร์ (คะแนน 84) นิวซีแลนด์ (คะแนน 81) และออสเตรเลีย (คะแนน 76) ซึ่งอยู่อันดับ 3, 4 และ 12 ของโลกตามลำดับ

ประเทศที่ได้คะแนนต่ำท้ายตาราง ได้แก่ อัฟกานิสถาน (คะแนน 16) เมียนมา (คะแนน 16) และเกาหลีเหนือ (คะแนน 15)

ประเทศส่วนใหญ่ในภูมิภาค (21 จาก 31 ประเทศ) ได้คะแนนต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลกที่ 42 รวมถึงประชาธิปไตยขนาดใหญ่อย่างอินเดีย (คะแนน 39) บังกลาเทศ (คะแนน 24) และอินโดนีเซีย (คะแนน34)

มองโกเลีย (คะแนน 31) ยังคงได้คะแนนต่ำและมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2012 โดยพบว่าหลักนิติธรรมและความรับผิดถดถอย ควบคู่กับข้อจำกัดต่อพื้นที่ภาคประชาสังคมที่เพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตาม ภายในภูมิภาคที่หลากหลายนี้ยังมีความแตกต่างสูง หลายประเทศยังเผชิญปัญหาคอร์รัปชันรุนแรง โดยชนชั้นนำที่มีสายสัมพันธ์มักซื้ออิทธิพลทางการเมือง และกฎหมายจำนวนมากไม่ได้ถูกบังคับใช้อย่างจริงจัง ส่งผลให้ผู้นำส่วนใหญ่ในภูมิภาคนี้ไม่สามารถทำตามคำมั่นสัญญาได้

ประเทศอย่างมัลดีฟส์ (คะแนน 39) เวียดนาม (คะแนน 41) และติมอร์-เลสเต (คะแนน 44) มีแนวโน้มคะแนนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและมีนัยสำคัญทางสถิติตั้งแต่ปี 2555 จากการปฏิรูปเชิงโครงสร้างที่เสริมความเข้มแข็งให้สถาบันกำกับดูแล หรือในกรณีของเวียดนามจากการจัดการคอร์รัปชันระดับย่อยได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม ประเทศเหล่านี้ยังอยู่ในช่วงคะแนนระดับล่างของดัชนี และยังมีพื้นที่ให้ปรับปรุงอีกมาก

ส่วนอื่นๆ รัฐเปราะบางอย่างอัฟกานิสถาน (คะแนน 16) เมียนมา (คะแนน 16) และเกาหลีเหนือ (คะแนน15) ยังคงอยู่ท้ายตารางอย่างต่อเนื่อง พื้นที่ภาคประชาสังคมที่ถูกจำกัด ระบบการเงินการเมืองที่ไม่โปร่งใส การขาดกลไกถ่วงดุลทางประชาธิปไตย และศาลที่ไม่เป็นอิสระ ทำให้ประเทศเหล่านี้มีความเปราะบางต่อคอร์รัปชันเป็นพิเศษ

ความไม่พอใจต่อธรรมาภิบาลที่อ่อนแอและความรับผิดที่น้อยในภูมิภาคปรากฏชัดในปี 2568 คนรุ่นใหม่จำนวนมากออกมาชุมนุมตามท้องถนนเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการและรับผิดชอบต่อการใช้อำนาจ

ในฟิลิปปินส์ (คะแนน 32) ซึ่งเผชิญผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ประชาชนโกรธแค้นต่อข้อกล่าวหาว่าเงินงบประมาณจำนวนมากสูญหายไปกับโครงการบรรเทาน้ำท่วมที่ไม่มีจริง

ในอินโดนีเซีย (คะแนน 34) มีผู้เสียชีวิตกว่าสิบคนและบาดเจ็บหลายร้อยคน เมื่อการประท้วงต่อต้านรัฐบาลถูกตอบโต้ด้วยความรุนแรงและข้อมูลบิดเบือน

ขณะที่ในเนปาล (คะแนน 34) การเคลื่อนไหวประท้วงนำไปสู่การล้มรัฐบาล หลังมีการแบนสื่อสังคมออนไลน์อย่างกว้างขวางและความไม่พอใจต่อคอร์รัปชันที่เพิ่มสูงขึ้น

สิ่งที่เชื่อมโยงการเคลื่อนไหวเหล่านี้เข้าด้วยกันคือความรู้สึกว่าผู้มีอำนาจกำลังใช้อำนาจเพื่อผลประโยชน์ส่วนตน ขณะเดียวกันกลับไม่สามารถจัดหาบริการสาธารณะที่มีคุณภาพ เศรษฐกิจที่มั่นคง และโอกาสที่เป็นธรรมให้กับประชาชนได้

ไทยได้คะแนน 33 ถดถอยต่อเนื่อง  

สำหรับประเทศไทยยังคงได้คะแนนต่ำและมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2555 โดยปี 2568 ได้คะแนน 33 ลดลง 34 คะแนนในปี 2567 และอยู่ที่อันดับ 116 จาก 182 ประเทศ

ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกไทยอยู่ในอันดับที่ 23 ส่วนเมื่อเทียบกับกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียนไทยได้คะแนนในอันดับที่ 8 รองจากลาวที่อยู่ในอันดับ 7