ดาวโจนส์ปิดพุ่ง 515 จุด หุ้นเทคฯบวก ทองคำ-เงิน-บิตคอยน์ร่วง

HoonSmart.com>ตลาดหุ้นสหรัฐเพิ่มขึ้น ดัชนีดาวโจนส์ปิดบวก  1.05% จากผลประกอบการที่ทยอยออกมา และความไม่แน่นอนเกี่ยวกับธนาคารกลางสหรัฐ สวนทางราคาทอง โลหะเงินและบิตคอยน์  ด้านตลาดหุ้นยุโรปปรับตัวขึ้น ราคาน้ำมันดิบดิ่งลงแรงกว่า 4%  

ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ (Dow Jones Industrial Average: DJIA) วันที่ 2 ก.พ. 2569 ปิดที่ 49,407.66 จุด เพิ่มขึ้น 515.19 จุด หรือ 1.05% ในการเริ่มต้นซื้อขายเดือนใหม่ นักลงทุนมองข้ามการร่วงลงของโลหะเงินและบิตคอยน์ รวมทั้งคลายความกังวลเกี่ยวกับการซื้อขายปัญญาประดิษฐ์ (AI) อันเนื่องจากผลประกอบการที่ทยอยออกมา และความไม่แน่นอนเกี่ยวกับธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)
ดัชนี S&P500 ปิดที่ 6,976.44 จุด เพิ่มขึ้น 37.41 จุด, +0.54%
ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 23,592.11 จุด เพิ่มขึ้น 130.29 จุด, +0.56%

ราคาบิตคอยน์ลดลงต่ำกว่า 80,000 ดอลลาร์เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนเม.ย.ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่านักลงทุนกำลังลดความเสี่ยงลงหลังจากราคาทองคำและโลหะเงินร่วงลงอย่างหนักเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา โลหะเงินซึ่งราคาเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา ร่วงลงประมาณ 30% ในวันศุกร์ นับเป็นการร่วงลงมากที่สุดในหนึ่งวันนับตั้งแต่ปี 1980 ขณะที่ราคาทองคำล่วงหน้าลดลงประมาณ 11% ในวันเดียวกัน

สกุลเงินดิจิทัล รวมถึงโลหะมีค่าทั้งสองชนิด ปรับตัวขึ้นจากระดับต่ำสุดในวันจันทร์ ซึ่งช่วยลดการร่วงลงในตลาดหุ้น บิตคอยน์ซื้อขายอยู่ที่ประมาณ 78,000 ดอลลาร์ ขณะที่ราคาทองคำและเงินลดลง 4% และ 5% ตามลำดับ

หุ้น Sandisk บริษัทผู้ผลิตอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลพุ่งขึ้น 15.4% นำการปรับขึ้นของดัชนี S&P 500 หลังเพิ่มขึ้น 6.9% เมื่อวันศุกร์ หลังจากรายงานผลกำไรในไตรมาสล่าสุดที่สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ โดยระบุว่ามาจากความต้องการที่เพิ่มขึ้นจากกระแสความนิยมของปัญญาประดิษฐ์ (AI)

ตลาดหันมาสนใจ Nvidia หลังวอลล์สตรีทเจอร์นัลรายงานโดยอ้างแหล่งข่าวว่า แผนของ Nvidia ที่จะทุ่มเงิน 100 พันล้านดอลลาร์ให้กับ OpenAI นั้นหยุดชะงักลง โดยผู้บริหารของบริษัทผู้ผลิตชิปยังไม่แน่ใจเกี่ยวกับข้อตกลงดังกล่าว ส่งผลให้หุ้น Nvidia ร่วงลงเกือบ 3%
ในตลาดพันธบัตร ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลเพิ่มขึ้นเล็กน้อย หลังจากมีรายงานว่าภาคการผลิตของสหรัฐฯ เติบโตขึ้นในเดือนที่ผ่านมา ขณะที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ว่าจะหดตัว โดยผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปี เพิ่มขึ้นจาก 4.28% เมื่อวันศุกร์มาอยู่ที่ 4.26%

S&P Global รายงาน ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตเดือนมกราคมเพิ่มขึ้นมาที่ 52.4 จาก 51.8 ในเดือนธันวาคม ขณะที่ Institute for Supply Management (ISM) รายงานดัชนี PMI ภาคการผลิตเดือนมกราคมอยู่ที่ 52.6 จาก 47.9 ในเดือนธันวาคม ซึ่งเป็นการขยายตัวครั้งแรกในรอบ 12 เดือน หลังจากที่หดตัวติดต่อกัน 26 เดือน และสูงกว่า 48.5 ที่นักวิเคราะห์คาดการณ์

ตัวเลขที่แข็งแกร่งนี้ อาจมีผลให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) คงอัตราดอกเบี้ยไว้ ข้อมูลสำคัญชุดต่อไปที่จะมีผลต่อการตัดสินใจของเฟด คือ ข้อมูลอัตราการว่างงานของรัฐบาลสหรัฐฯ ซึ่งคาดว่าจะประกาศในวันศุกร์ แต่สำนักงานสถิติแรงงาน ออกแถลงการณ์ระบุว่า จะไม่เผยแพร่รายงานการจ้างงานนอกภาคเกษตรประจำเดือนมกราคมตามกำหนดในวันศุกร์นี้ อันเนื่องจากการปิดหน่วยงานรัฐบาล

ในกลุ่มอื่น ๆ หุ้นสายการบินและผู้ประกอบการเรือสำราญก็ปรับขึ้นแข็งแกร่ง โดยได้รับประโยชน์ต่อค่าใช้จ่ายด้านเชื้อเพลิงจากราคาน้ำมันที่ลดลงกว่า 4% หลังจากที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์บอกกับผู้สื่อข่าวว่าอิหร่านกำลังเจรจากับสหรัฐอย่างจริงจังซึ่งอาจเป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นระหว่างสองประเทศ ซึ่งอาจทำให้การขนส่งน้ำมันทั่วโลกเป็นไปอย่างราบรื่น

หุ้น Carnival เพิ่มขึ้น 8.1% และหุ้น United Airlines เพิ่มขึ้น 4.9%

ในสัปดาห์นี้ บริษัทในดัชนี S&P 500 กว่า 100 แห่งมีกำหนดรายงานผลประกอบการ ซึ่งรวมถึง Amazon และ Alphabet ซึ่งราคาปรับขึ้น โดย Alphabet บวก 1.9% แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ หุ้น Amazon เพิ่มขึ้น 1.5%

Disney รายงานผลประกอบการสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ แต่ราคาหุ้นร่วงลง 7% หลังจากที่บริษัทเตือนถึงอุปสรรคจากนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมายังสวนสนุกในประเทศ

ตลาดหุ้นยุโรปปิดบวก โดยดัชนี STOXX 600 ปรับตัวขึ้นสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยได้รับแรงหนุนจากหุ้นกลุ่มการเงินและกลุ่มเฮลท์แคร์ที่ปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่ง เนื่องจากนักลงทุนมองข้ามความผันผวนในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ในช่วงต้นสัปดาห์ที่เต็มไปด้วยผลประกอบการของบริษัทต่างๆโดยมีบริษัทประมาณ 30% ในดัชนี STOXX 600 ที่เตรียมรายงานผลประกอบการในสัปดาห์นี้ หลังจากเปิดตลาดลดลง ตลาดหุ้นยุโรปก็ค่อยๆ ฟื้นตัวตลอดทั้งวัน เนื่องจากแรงขายในโลหะมีค่าเริ่มคลี่คลาย การลดลงของราคาทองคำและเงินในช่วงแรกทำให้ผู้ลงทุนต้องขายสินทรัพย์อื่นๆ เพื่อชดเชยการขาดทุน ซึ่งส่งผลกระทบต่อความต้องการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงโดยรวม แต่เมื่อแรงขายในโลหะมีค่าเริ่มทรงตัว ดัชนีย่อยส่วนใหญ่ก็กลับมาเป็นบวก

ดัชนี STOXX 600 ปิดที่ 617.31 จุด เพิ่มขึ้น 6.31 จุด, +1.03%
ดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 10,341.56 จุด เพิ่มขึ้น 118.02 จุด, +1.15%
ดัชนี CAC-40 ตลาดหุ้นฝรั่งเศสปิดที่ 8,181.17 จุด เพิ่มขึ้น 54.64 จุด, +0.67%
ดัชนี DAX ตลาดหุ้นเยอรมนีปิดที่ 24,797.52 จุด เพิ่มขึ้น 258.71 จุด, +1.05%

หุ้นกลุ่มธนาคารนำการปรับตัวขึ้น โดยเพิ่มขึ้น 2% และซื้อขายที่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2008

ขณะเดียวกัน กลุ่มธุรกิจด้านการดูแลสุขภาพเพิ่มขึ้น 1.3% โดยหุ้น AstraZeneca เพิ่มขึ้น 3.2% หลังจากที่บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเภสัชกรรมแห่งนี้ได้ย้ายจากตลาดหลักทรัพย์ Nasdaq ไปยังตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก

กลุ่มทรัพยากรพื้นฐานนำการปรับตัวลง โดยลดลงมากถึง 2% ก่อนที่จะพลิกกลับมาเป็นบวกและปิดตลาดด้วยการเพิ่มขึ้น 0.8%
หุ้นบริษัทผลิตเครื่องประดับ Pandora จากเดนมาร์กพุ่งขึ้น 9.2% ขึ้นมาเป็นผู้นำดัชนีหลัก โดยได้รับแรงหนุนจากราคาสินแร่ที่ตกลง ในทางกลับกัน ดัชนีกลุ่มอุตสาหกรรมการบินและอวกาศและการป้องกันประเทศลดลง 0.4%

ราคาน้ำมันดิบ WTI งวดส่งมอบเดือนมีนาคม ลดลง 3.07 ดอลลาร์ หรือ 4.71% ปิดที่ 62.14 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และราคาน้ำมันดิบ Brent ทะเลเหนือ งวดส่งมอบเดือนมีนาคม ลดลง 3.02 ดอลลาร์ หรือ 4.36% ปิดที่ 66.30 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

 
 
 
 
 
———————————————————————————————————————————————————–