HoonSmart.com>> กลุ่มพันธมิตรสหกรณ์ออมทรัพย์รายใหญ่ซึ่งถือหุ้นรวมกว่า 12.46% ในการบินไทย (THAI) ประกาศผนึกกำลังลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) วางกรอบบริหารจัดการหุ้นร่วมกันผ่านคณะกรรมการเฉพาะกิจ มุ่งเน้นความโปร่งใสและเสถียรภาพตลาด ย้ำชัดไม่เทขายหุ้นทันทีหลังพ้นกำหนดห้ามขาย พร้อมเชื่อมั่นปัจจัยพื้นฐานการบินไทยเติบโตแกร่ง

กลุ่มพันธมิตรสหกรณ์ออมทรัพย์ ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ถือหุ้นรายสำคัญของบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) (THAI) โดยมีสัดส่วนการถือหุ้นรวมกันร้อยละ 12.46 ของจำนวนหุ้นที่ออกและชำระแล้วทั้งหมด ได้ร่วมกันลงนามในบันทึกข้อตกลง (MOU) เพื่อแสดงเจตนารมณ์ในการบริหารจัดการหุ้นร่วมกันอย่างเป็นระบบและมีทิศทางเดียวกัน
ภายใต้บันทึกข้อตกลงดังกล่าว กลุ่มพันธมิตรสหกรณ์ฯ จะมีการจัดตั้ง “คณะกรรมการ” ขึ้นเพื่อทำหน้าที่เป็นตัวแทนในการประสานงานระหว่างสหกรณ์ต่างๆ เพื่อให้การบริหารจัดการหุ้นในอนาคตเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ยุติธรรม และตรวจสอบได้ โดยการดำเนินงานทั้งหมดจะอยู่ภายใต้คำแนะนำของที่ปรึกษาทางการเงินและผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์ที่จะมีการแต่งตั้งในลำดับต่อไป เพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมายและเกณฑ์ของตลาดหลักทรัพย์ฯ
ประเด็นสำคัญที่กลุ่มพันธมิตรสหกรณ์ฯ เน้นย้ำคือ “ข้อตกลงร่วมกันที่จะไม่ขายหุ้นการบินไทยในทันที” ภายหลังจากการพ้นช่วงระยะเวลาห้ามขายหุ้น (Lock-up Period) ซึ่งจะครบกำหนดครั้งแรกในวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569 นี้ โดยกลุ่มพันธมิตรระบุว่าแต่ละสหกรณ์ในกลุ่มมีสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง มีสภาพคล่องและกระแสเงินสดเพียงพอต่อการดำเนินกิจการ และยังมีความสามารถในการจ่ายเงินปันผลให้กับสมาชิกได้อย่างต่อเนื่อง จึงไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนในการขายหุ้นดังกล่าว
สำหรับการพิจารณาขายหุ้นในอนาคต กลุ่มพันธมิตรสหกรณ์ฯ จะร่วมกันพิจารณาอย่างละเอียดรอบคอบ โดยพิจารณาจากปัจจัยรอบด้าน อาทิ:
- ระดับราคาที่เหมาะสม: ต้องสะท้อนปัจจัยพื้นฐานที่แท้จริงของการบินไทย
- ช่วงเวลาที่เหมาะสม: เพื่อรักษาเสถียรภาพของราคาหุ้นในตลาด
- ความต้องการลงทุน (Book Building): พิจารณาผลตอบรับจากนักลงทุน
- สภาวะตลาดทุน: เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบที่มีนัยสำคัญต่อตลาดโดยรวม
กลุ่มพันธมิตรสหกรณ์ออมทรัพย์แสดงความเชื่อมั่นอย่างสูงต่อปัจจัยพื้นฐานและความสามารถในการสร้างผลการดำเนินงานที่มั่นคงของการบินไทย รวมถึงโอกาสในการเติบโตในอนาคต การรวมกลุ่มในครั้งนี้จึงถือเป็นการแสดงพลังเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของสมาชิกสหกรณ์และช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนรายย่อยและตลาดทุนไทยในภาพรวม
