HoonSmart.com>>”สมาคมบริษัทจัดการลงทุน” (AIMC) เปิดผลสำรวจ “มุมมองผู้ลงทุนสถาบันไทย”มองเศรษฐกิจโลกปี 69 ทรงตัว-อาจฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป ส่วน “เศรษฐกิจไทย” แนวโน้มถดถอยจากผลกระทบทั้งปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ เชื่อมั่นการลงทุนแบบยั่งยืน (ESG Investing) ยังสร้างผลตอบแทนที่ดี มอง”หุ้นขนาดใหญ่สหรัฐฯ” น่าสนใจ ตามด้วยหุ้นญี่ปุ่น ยุโรป จีน อินเดีย เกาหลีใต้และเวียดนาม ส่วน “ทองคำ” ยังน่าสนใจ

สมาคมบริษัทจัดการลงทุน (Association of Investment Management Companies – AIMC) เปิดผลการสำรวจความคิดเห็นของผู้ลงทุนสถาบันไทยต่อมุมมองภาวะเศรษฐกิจ ทิศทางอัตราดอกเบี้ย ปัจจัยหลักที่มีผลต่อการตัดสินใจลงทุน และมุมมองการจัดพอร์ตลงทุนทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ โดยในภาพรวมเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มทรงตัวและมีโอกาสปรับตัวได้ดีขึ้นเล็กน้อย ในขณะที่เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มที่จะถดถอยจากผลกระทบทั้งปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ โดยต่างเชื่อมั่นว่าการลงทุนแบบยั่งยืน (ESG Investing) ที่ได้ให้ความสำคัญเพิ่มขึ้นมากในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาจะยังคงสร้างผลตอบแทนที่ดีและยั่งยืนได้ในระยะยาว
นางชวินดา หาญรัตนกูล ในฐานะนายกสมาคมบริษัทจัดการลงทุน เปิดเผยผลการสำรวจความคิดเห็นของสมาชิกบริษัทจัดการลงทุนต่อมุมมองการลงทุนในระยะเวลาหนึ่งปีข้างหน้า “ทีมผู้จัดการกองทุนไทยเกือบทั้งหมดมีมุมมองปานกลางค่อนไปในทางบวกต่อภาวะเศรษฐกิจโลก ส่วนใหญ่เชื่อว่าเศรษฐกิจโลกจะทรงตัวและอาจสามารถฟื้นตัวได้อย่างค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งถือเป็นมุมมองที่ใกล้เคียงกับการสำรวจในช่วงกลางปีก่อน
ปัจจัยสนับสนุนที่สำคัญสุดคือทิศทางของอัตราดอกเบี้ยนโยบายของประเทศเศรษฐกิจหลักที่ยังคงมีแนวโน้มถูกปรับลดลง โดยเฉพาะอัตราดอกเบี้ยนโยบายของประเทศสหรัฐอเมริกา (Fed Fund Rate) ซึ่งคาดการณ์ว่าจะถูกปรับลดระดับลงมาอยู่ที่ร้อยละ 3.25% ณ สิ้นปี 2569 จากเดิมที่ ณ ระดับ 3.75% ในช่วงปลายปีที่ผ่านมา
สำหรับปัจจัยสนับสนุนอื่นได้แก่การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจโดยรวม (GDP Growth) และแนวโน้มการพึ่งพาเงินสกุลดอลล่าร์สหรัฐอเมริการที่ลดลง (De-dollarization) อย่างไรก็ตาม ทีมผู้จัดการกองทุนยังคงมีความกังวลต่อผลกระทบจากสงครามการค้าซึ่งสืบเนื่องจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ ความขัดแย้งต่อเนื่องในหลายภูมิภาค รวมถึงภาวะสงครามยืดเยื้อซึ่งมีผลต่อเนื่องทำให้เงินเฟ้ออาจไม่สามารถถูกปรับลดระดับลงได้อย่างที่คาดการณ์ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกโดยรวมได้
สำหรับการจัดน้ำหนักการลงทุนทั่วโลกนั้น ผู้จัดการกองทุนให้น้ำหนักการลงทุนในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว (Developed Markets) มากกว่ากลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) ส่วนการแบ่งน้ำหนักลงทุนในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว (Developed Markets) นั้น ผู้จัดการกองทุนมีมุมมองที่แตกต่างกันไปในแต่ละบลจ.โดยสัดส่วนของผู้จัดการกองทุนที่ให้น้ำหนักการลงทุนเพิ่มขึ้น คงน้ำหนักการลงทุนหรือปรับลดน้ำหนักการลงทุนกลับมีจำนวนสัดส่วนเท่าๆกัน
อย่างไรก็ตามผู้จัดการกองทุนมีมุมมองที่สอดคล้องกันสำหรับการลงทุนใน “ตราสารทุนของกลุ่มประเทศพัฒนา” แล้วว่ามีความน่าสนใจกว่าสินทรัพย์อื่นๆ โดยเฉพาะหุ้นขนาดใหญ่ (Large Cap) ของสหรัฐอเมริกาที่ได้รับความสนใจสูง ตามด้วยหุ้นญี่ปุ่น ยุโรป และประเทศในเอเชียคือจีน อินเดีย เกาหลีใต้และเวียดนาม กลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้รับความสนใจสูง ได้แก่ กลุ่มเทคโนโลยีสารสนเทศ กลุ่มสถาบันการเงิน กลุ่มบริการสื่อสาร กลุ่มบริการทางการแพทย์และกลุ่มสาธารณูปโภค
ในส่วนการลงทุนใน “ตราสารหนี้” มีมุมมองเป็นกลาง ให้ความสนใจในตราสารหนี้ระยะปานกลางโดยเฉพาะของสหรัฐอเมริกาที่ได้รับความสนใจสูงสุดอย่างเป็นเอกฉันท์ ตามมาห่างๆด้วยตราสารหนี้สหราชอาณาจักร เยอรมัน จีนและกลุ่มตลาดเกิดใหม่รวมถึงอินเดีย และเป็นที่น่าสนใจว่าการลงทุนในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) เริ่มได้รับความสนใจมากขึ้นจากทีมผู้จัดการกองทุน (Overweight) จากเดิมที่อยู่ความสนใจอยู่ในระดับปานกลางค่อนไปในทางลดระดับการลงทุน
สำหรับ “สินทรัพย์ทางเลือก” ให้น้ำหนักการลงทุนเป็นกลางค่อนไปในทางบวกโดย “ทองคำ” ได้รับความสนใจมากที่สุด ขณะที่ REITs Infrastructure Funds ได้รับความสนใจอยู่บ้าง
สำหรับมุมมองต่อเศรษฐกิจไทยในระยะถัดไป ส่วนใหญ่มีความเห็นว่าจะปรับตัวไปในทิศทางที่ชะลอตัวลงโดยมีบางส่วนที่คิดว่าทรงตัวและมีส่วนน้อยที่คิดว่าจะปรับตัวได้ดีขึ้น เสถียรภาพทางการเมือง ทิศทางของอัตราดอกเบี้ย และอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจโดยรวมจะเป็นปัจจัยสำคัญที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจการลงทุนในประเทศ ทีมผู้จัดการกองทุนส่วนใหญ่คาดการณ์ว่า กนง. น่าจะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีกครั้งหนึ่ง เพื่อช่วยสนับสนุนให้เศรษฐกิจไทยมีการเติบโตได้ดีขึ้นแต่จะปรับลดเพียงเล็กน้อยมาอยู่ ณ ระดับ 1.0% ณ สิ้นปี 2569 (ปัจจุบันมกราคม 2569 อยู่ที่ 1.25%) ผู้จัดการกองทุนยังให้ความเห็นเพิ่มเติมว่าปัญหาเชิงโครงสร้างทั้งเศรษฐกิจ ประชากรสูงวัย หนี้ครัวเรือนจะเป็นปัจจัยเหนี่ยวรั้งไม่ได้เศรษฐกิจเติบโตได้อย่างเท่าที่ควร
ขณะที่การเมืองในประเทศรวมถึงสงครามการค้าจะเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ สำหรับการจัดน้ำหนักการลงทุนในประเทศ (Asset Allocation) ถึงแม้มุมมองในการลงทุนโดยภาพใหญ่เชื่อว่านักลงทุนสถาบันจะให้ความสำคัญกับ value play มากขึ้น ผู้จัดการกองทุนยังคงมีมุมมองเป็นกลาง (Neutral) ต่อการลงทุนในประเทศโดยไม่ได้ให้น้ำหนักการลงทุนไปยังสินทรัพย์ใดเป็นพิเศษ ส่วนการลงทุนในตราสารทุนจะให้ความสำคัญกับหุ้นขนาดใหญ่เป็นหลัก กลุ่มอุตสาหกรรมในดวงใจ คือ กลุ่มสถาบันการเงิน กลุ่มบริการทางการแพทย์ กลุ่มเทคโนโลยีสารสนเทศ และกลุ่มท่องเที่ยวสันทนาการ
“ในการสำรวจรูปแบบการลงทุนที่ผู้จัดการกองทุนให้ความสนใจในระยะเวลาหนึ่งปีข้างหน้า ทีมผู้จัดการกองทุนยังคงให้ความสำคัญต่อการลงทุนในรูปแบบความยั่งยืน (ESG Investing) เป็นสำคัญ สำหรับกองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน (ThaiESG) ที่ได้ออกไปในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมานั้น เชื่อว่าผลการดำเนินงานในระยะเวลา 1 ปีข้างหน้าจะมีแนวโน้มที่เหนือกว่าตลาด (Outperform) มีเพียงส่วนน้อยที่คิดว่าจะไม่แตกต่างอย่างมีนัยยะสำคัญเมื่อเทียบกับกองทุนที่มีนโยบายการลงทุนในรูปแบบอื่นๆ” นางชวินดา กล่าวทิ้งท้าย
อนึ่ง การสำรวจมุมมองผู้ลงทุนสถาบันไทยโดย AIMC นั้น มุ่งหวังให้ผลสำรวจนี้เป็นแนวทาง หลักคิดด้านการออมและลงทุน และช่วยให้ภาพรวมในการจัดแบ่งเงินลงทุน เพื่อที่ภาคธุรกิจ ผู้ลงทุน และประชาชนทั่วไปจะได้ประโยชน์ และสามารถสร้างความยั่งยืนผ่านเงินลงทุนของกิจการหรือของตนเองได้ต่อไป
