ดาวโจนส์ปิดบวก 306 จุด คลายวิตกกรีนแลนด์ ข้อมูลเศรษฐกิจหนุน

HoonSmart.com>>ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ทั้ง 3 ดัชนีหลักปิดบวก ดาวโจนส์เพิ่มขึ้น 306 จุด คลายกังวลกรีนแลนด์ หลังทรัมป์เปลี่ยนท่าทีต่อพันธมิตรในยุโรปอย่างรวดเร็ว ราคาทองคำพุ่งทะลุ 4,900 ดอลลาร์/ออนซ์ ทำสถิติสูงสุดต่อเนื่องนับตั้งแต่ต้นปี ด้านข้อมูลเศรษฐกิจแข็งแรง เงินเฟ้อเพิ่มขึ้น ราคาน้ำมันดิบ ปรับตัวลดลง ฟาก “ตลาดหุ้นยุโรป” ปิดบวก

ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ (Dow Jones Industrial Average: DJIA) วันที่ 22 มกราคม 2569 รวมทั้งดัชนี S&P 500 และดัชนี Nasdaq ปิดตลาดปรับตัวขึ้น เป็นการปรับขึ้นต่อเนื่องจากช่วงก่อนหน้า จากความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ทางภูมิศาสตร์การเมืองและการค้าคลี่คลายลงอย่างมาก หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ เปลี่ยนท่าทีต่อพันธมิตรในยุโรปอย่างรวดเร็ว ประกอบกับการมีชื่อผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)ที่เหนือความคาดหมาย

ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 49,384.01จุด เพิ่มขึ้น 306.78 จุด, +0.63%
ดัชนี S&P500 ปิดที่ 6,913.35 จุด เพิ่มขึ้น 37.73 จุด, +0.55%
ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 23,436.02 จุด เพิ่มขึ้น 211.19 จุด, +0.91%

ทรัมป์ถอนคำขู่เรื่องการขึ้นภาษีใหม่ต่อประเทศในยุโรป และบอกว่ากำลังจะบรรลุกรอบข้อตกลงเกี่ยวกับข้อพิพาทเรื่องกรีนแลนด์

ทั้งสามดัชนีหลัก ปิดตลาดอ่อนตัวจากระดับสูงสุดของวัน โดยในช่วงหนึ่ง ดัชนี Dow Jones ปรับตัวขึ้น 530 จุด หรือ 1.1% ขณะที่ S&P 500 และ Nasdaq ปรับตัวขึ้น 0.9% และ 1.2% ตามลำดับ

ราคาหุ้นยังคงปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องหลังจากที่ทรัมป์ระงับการเก็บภาษี 10% ที่วางแผนไว้สำหรับสมาชิกนาโต้ 8 ประเทศในเดือนกุมภาพันธ์ และกล่าวเมื่อวันพฤหัสบดีว่า รายละเอียดเกี่ยวกับข้อตกลงเรื่องกรีนแลนด์ยังอยู่ระหว่างการเจรจา แม้บรรยากาศโดยรวมดีขึ้น แต่ผู้ลงทุนยังคงระวังในการซื้อขาย เนื่องจากสหภาพยุโรปและสหรัฐฯ ยังคงมีความขัดแย้งกันเรื่องใครจะเป็นผู้ควบคุมเกาะกรีนแลนด์

เมตเต เฟรเดอริกเซน นายกรัฐมนตรีเดนมาร์ก มองว่าการหารือเรื่องความมั่นคงในแถบอาร์กติกของทรัมป์กับ NATO เป็นเรื่องดี และกล่าวว่าประเทศพร้อมที่จะเจรจากับสหรัฐฯ เกี่ยวกับแผนระบบป้องกันขีปนาวุธโกลเด้นโดมอย่างไรก็ตามก็ย้ำว่าอธิปไตยเป็นสิ่งที่ต่อรองไม่ได้

ตลาดส่วนใหญ่เชื่อว่า ความร่วมมือในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงอาจเดินหน้าต่อไป แต่ยังมีข้อจำกัดในประเด็นเรื่องดินแดนและอธิปไตย การเปลี่ยนแปลงนโยบาย ในอนาคตอาจจุดชนวนความผันผวนขึ้นอีกครั้ง

เมื่อตลาดเริ่มทรงตัวอย่างรวดเร็วหลังจากได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษี นักลงทุนหันมาให้ความสนใจกับฤดูกาลประกาศผลประกอบการ ซึ่งจะเป็นการทดสอบที่สำคัญของความเชื่อมั่นในตลาด โดยบริษัทต่างๆ คาดว่าจะเปิดเผยความต้องการของผู้บริโภคในช่วงสิ้นปี แรงกดดันด้านต้นทุน และผลกระทบจากความผันผวนทางเศรษฐกิจมหภาคต่อการดำเนินงาน ที่สำคัญกว่านั้น บริษัทในกลุ่ม “ยักษ์ใหญ่ทั้งเจ็ด” หลายแห่งคาดว่าจะประกาศผลประกอบการในสัปดาห์หน้า เนื่องจากหุ้นเหล่านี้มีน้ำหนักมากในดัชนี การคาดการณ์และเรื่องราวการเติบโตของบริษัทจะส่งผลโดยตรงต่อทิศทางของตลาดโดยรวม

ในวันพฤหัสบดีหุ้นของ “เจ็ดบริษัทยักษ์ใหญ่” ปรับขึ้น นำโดย Meta และ Tesla ส่วนหุ้นกลุ่มธนาคารโดยรวมก็ปรับขึ้นมากหลังจากการประกาศผลประกอบการ แม้ว่าผลการดำเนินงานของแต่ละธนาคารจะแตกต่างกันอย่างมาก ธนาคารระดับภูมิภาคบางแห่งอ่อนตัวลงเนื่องจากต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับการควบรวมกิจการส่งผลกระทบต่อผลประกอบการ

นักลงทุนยังรอผลประกอบการรายไตรมาสของ Intel ที่จะประกาศหลังปิดตลาด

ราคาทองคำพุ่งทะลุ 4,900 ดอลลาร์ต่อออนซ์เป็นครั้งแรกในวันพฤหัสบดี ซึ่งเป็นการทำสถิติสูงสุดต่อเนื่องนับตั้งแต่ต้นปี

ตลาดยังได้รับแรงหนุนจากข้อมูลเศรษฐกิจมหภาคหลายรายการที่เผยแพร่ โดยอัตราเงินเฟ้อที่วัดจากการใช้จ่ายส่วนบุคคล (PCE Price Index) ซึ่งเป็นตัวชี้วัดอัตราเงินเฟ้อที่ธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด)ใช้เป็นหลัก เพิ่มขึ้น 2.8% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าในเดือนพฤศจิกายน 2025 ส่วน PCE พื้นฐานก็เพิ่มขึ้น 2.8% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าเช่นกัน เมื่อเทียบรายเดือน ทั้ง PCE และ PCE พื้นฐานเพิ่มขึ้น 0.2% ในเดือนพฤศจิกายน

ในแง่ของการบริโภค การใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ในรูปตัวเลขเพิ่มขึ้น 0.5% ในเดือนพฤศจิกายนเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า PCE ที่แท้จริงซึ่งปรับตามอัตราเงินเฟ้อแล้ว เพิ่มขึ้น 0.3% สอดคล้องกับตัวเลขในเดือนตุลาคม แสดงให้เห็นว่าความต้องการยังคงแข็งแกร่ง

ในแง่ของการจ้างงาน จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรกเพิ่มขึ้นเล็กน้อยในสัปดาห์ที่ผ่านมาเป็น 200,000 ราย ต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ ตอกย้ำว่าตลาดแรงงานยังคงมีเสถียรภาพค่อนข้างดี

ด้านการเติบโต ตัวเลขสุดท้ายของ GDP สหรัฐฯ ไตรมาสที่ 3 ปี 2025 ปรับเพิ่มขึ้นเป็นอัตราการเติบโตต่อปีที่ 4.4% (จาก 4.3%) ซึ่งเป็นการยืนยันเพิ่มเติมว่าแรงส่งการเติบโตทางเศรษฐกิจไม่ได้ชะลอตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ

สำหรับการคัดเลือกประธานธนาคารกลางสหรัฐคนต่อไป นักลงทุนในตลาดเดิมพันทำนายเหตุการณ์ (Prediction Market) คาดการณ์ว่า ริค ไรเดอร์ ผู้บริหารระดับสูงของ Blackrock มีโอกาสสูงขึ้นอย่างมากที่จะได้รับเลือกเป็นผู้นำธนาคารกลางสหรัฐคนต่อไป โดยเช้าวันพฤหัสบดี บนแพลตฟอร์ม Polymarket โอกาสที่ไรเดอร์จะได้รับเลือกจากทรัมป์ให้เป็นประธานธนาคารกลางสหรัฐคนต่อไปอยู่ที่ 30% รองจากอดีตผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐ เควิน วอร์ช ที่มีโอกาส 45% เมื่อสิบวันก่อน โอกาสของไรเดอร์ในตลาดอยู่ที่เพียง 3% เท่านั้น

ท่ามกลางภาวะเงินเฟ้อที่ยังคงทรงตัวและข้อมูลการเติบโตและการจ้างงานที่แข็งแกร่ง ตลาดโดยทั่วไปคาดการณ์ว่า เฟด มีแนวโน้มที่จะคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมนโยบายวันที่ 27-28 มกราคมนี้ นักลงทุนจะให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับถ้อยคำในแถลงการณ์นโยบายและการแถลงข่าว โดยเฉพาะการประเมินแนวโน้มเงินเฟ้อ ความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจ และอัตราการลดอัตราดอกเบี้ยในอนาคต เพื่อหลีกเลี่ยงความผันผวนของราคาหลักทรัพย์เสี่ยงที่เกิดจากความคาดหวังว่าข้อมูลดี แต่ลดอัตราดอกเบี้ยช้า

ตลาดหุ้นยุโรปปิดบวก หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ยกเลิกคำขู่เรื่องภาษีที่เกี่ยวข้องกับกรีนแลนด์ และปฏิเสธที่จะใช้กำลังเข้ายึดครองดินแดนปกครองตนเองของเดนมาร์ก

ดัชนี STOXX 600 ฟื้นตัวขึ้นบ้างหลังจากความกังวลเกี่ยวกับสงครามการค้าครั้งใหม่ทำให้ดัชนีลดลง 1.9% ในช่วงต้นสัปดาห์จนถึงวันพุธ

ทรัมป์กล่าวว่า ยกเลิกการขู่เรื่องภาษีนำเข้าหลังจากการประชุมกับเลขาธิการนาโต มาร์ค รุตเต ซึ่งทั้งสองฝ่ายได้บรรลุข้อตกลงเบื้องต้นเกี่ยวกับอนาคตของกรีนแลนด์ แม้รายละเอียดจะยัง
ไม่ชัดเจน แต่คำพูดของทรัมป์ก็เพียงพอที่จะกระตุ้นนักลงทุนให้ซื้อขาย

ดัชนี STOXX 600 ปิดที่ 608.86 จุด เพิ่มขึ้น 6.19 จุด, +1.03%
ดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 10,150.05 จุด เพิ่มขึ้น 11.96 จุด, +0.12%
ดัชนี CAC-40 ตลาดหุ้นฝรั่งเศสปิดที่ 8,148.89 จุด เพิ่มขึ้น 79.72 จุด, +0.99%
ดัชนี DAX ตลาดหุ้นเยอรมนีปิดที่ 24,856.47 จุด เพิ่มขึ้น 295.49 จุด, +1.2%

อย่างไรก็ตาม ความวุ่นวายยังไม่จบ และตลาดจะยังคงมีความผันผวนต่อไป เนื่องจากนโยบายต่างประเทศที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ของรัฐบาลทรัมป์ ไคล์ ร็อดดา นักวิเคราะห์ตลาดการเงินอาวุโสจาก Capital.com กล่าว

นักวิเคราะห์ยังเตือนไม่ให้ประมาท และให้นักลงทุนระมัดระวัง เนื่องจากการใช้ภาษีนำเข้าเป็นเครื่องมือบีบให้เจรจาเป็นเรื่องที่ปกติมากขึ้น

นักลงทุนยังประเมินรายงานทางการเงินจากบริษัทต่างๆ อย่างละเอียดเพื่อหาข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับแนวโน้มผลกำไรและความต้องการที่แท้จริง

หุ้น Volkswagen เพิ่มขึ้น 5.7% หลังจากที่ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ที่สุดของยุโรปรายงานกระแสเงินสดสุทธิที่ดีกว่าที่คาดไว้สำหรับปี 2025

หุ้น Essity ผู้ผลิตผลิตภัณฑ์สุขอนามัยจากสวีเดน ร่วงลง 4.3% หลังจากการประกาศผลประกอบการไตรมาสที่สี่ ขณะที่หุ้น Beazley บริษัทประกันภัยจากสหราชอาณาจักร ลดลง 1% หลังจากปฏิเสธข้อเสนอการเข้าซื้อกิจการมูลค่า 7.67 พันล้านปอนด์ (10.3 พันล้านดอลลาร์) จาก Zurich Insurance

หุ้นกลุ่มยานยนต์และโทรคมนาคมเป็นกลุ่มที่ปรับขึ้นมากที่สุด โดยเพิ่มขึ้น 2.8% และ 2.1% ตามลำดับ

ราคาน้ำมันดิบ WTI งวดส่งมอบเดือนมีนาคม ลดลง 1.26 ดอลลาร์ หรือ 2.08% ปิดที่ 59.36 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และราคาน้ำมันดิบ Brent ทะเลเหนือ งวดส่งมอบเดือนมีนาคม ลดลง 1.18 ดอลลาร์ หรือ 1.81% ปิดที่ 64.06 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

 
 
 
 
 
———————————————————————————————————————————————————–