HoonSmart.com>>บล.กสิกรไทยให้แนวรับที่ 1,260 และ 1,250 จุด ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 1,285 และ 1,300 จุด ศูนย์วิจัยกสิกรไทยให้ติดตามกำไรบจ.ไตรมาส 4/68 -ทิศทางเงินทุนต่างชาติ ส่วนค่าเงินบาท ธนาคารกสิกรไทยคาดเคลื่อนไหวในกรอบ 31.00-31.70 บาทต่อดอลลาร์ฯ จากสัปดาห์ที่ผ่านมาแกว่งตัวอยู่ในกรอบค่อนข้างจำกัดในช่วง 31.20-31.55
บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทยมองหุ้นสัปดาห์ถัดไป (19-23 ม.ค. 2569) ดัชนีหุ้นมีแนวรับที่ 1,260 และ 1,250 จุด ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 1,285 และ 1,300 จุด ตามลำดับ
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ ผลประกอบการไตรมาส 4/2568 ของบจ.ไทย และทิศทางเงินทุนต่างชาติ
ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ ดัชนี PMI ภาคการผลิตและการบริการเดือนม.ค. (เบื้องต้น) รายได้และรายจ่ายส่วนบุคคลเดือนต.ค.-พ.ย. ตัวเลขจีดีพีไตรมาส 3/2568 รวมถึงจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ ขณะที่ปัจจัยเศรษฐกิจต่างประเทศอื่น ๆ ได้แก่ การประชุม BOJ ตัวเลขจีดีพีไตรมาส 4/2568 และตัวเลขเศรษฐกิจเดือนธ.ค. ของจีน อาทิ ผลผลิตภาคอุตสาหกรรม ยอดค้าปลีก และการลงทุนในสินทรัพย์ถาวร ดัชนีราคาผู้บริโภคเดือนธ.ค. ของยูโรโซนและญี่ปุ่น ตลอดจนดัชนี PMI ภาคการผลิตและการบริการเดือนม.ค. (เบื้องต้น) ของญี่ปุ่น ยูโรโซนและอังกฤษ
ในช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ไร้ปัจจัยใหม่ๆ เข้ามากระตุ้นตลาด ประกอบกับเผชิญแรงกดดันจากแรงขายในกลุ่มนักลงทุนสถาบันไทยนำโดย หุ้นกลุ่มโรงพยาบาลจากความกังวลเกี่ยวกับการยกเลิกการขายแผนประกันสุขภาพแบบเหมาจ่ายของบริษัทประกันรายใหญ่ นอกจากนี้ แรงขายทำกำไรหุ้นรายตัว ในกลุ่มค้าปลีกและชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ก็เป็นปัจจัยลบที่กดดันตลาดหุ้นด้วยเช่นกัน
อย่างไรก็ดี ดัชนีหุ้นทยอยฟื้นตัวตั้งแต่ช่วงกลางสัปดาห์ท่ามกลางแรงซื้อของกลุ่มนักลงทุนต่างชาติ นำโดย หุ้นกลุ่มพลังงานที่ได้รับอานิสงส์จากราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวขึ้นจากสถานการณ์ตึงเครียดในอิหร่าน รวมถึงหุ้นกลุ่มไฟแนนซ์และแบงก์ในช่วงที่กำลังจะรายงานผลประกอบการไตรมาส 4/2568
ในวันศุกร์ที่ 16 ม.ค. 2569 ดัชนี SET ปิดที่ระดับ 1,275.60 จุด เพิ่มขึ้น 1.72% จากระดับปลายสัปดาห์ก่อน ขณะที่มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 40,148.11 ล้านบาท ลดลง 1.11% ส่วนดัชนี mai ลดลง 0.96% มาปิดที่ระดับ 212.83 จุด
ส่วนแนวโน้มค่าเงินบาท สัปดาห์ระหว่างวันที่ 19-23 ม.ค. 2569 ธนาคารกสิกรไทยมองกรอบการเคลื่อนไหว ที่ระดับ 31.00-31.70 บาทต่อดอลลาร์ฯ ขณะที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ ฟันด์โฟลว์ของต่างชาติ การเคลื่อนไหวของสกุลเงินเอเชียและราคาทองคำในตลาดโลก
ในช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมาเงินบาทแข็งค่าขึ้นสอดคล้องกับทิศทางราคาทองคำในตลาดโลกที่ทำสถิติสูงเป็นประวัติการณ์ ขณะที่ เงินดอลลาร์ฯ เผชิญแรงกดดันท่ามกลางความกังวลต่อความเป็นอิสระของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) หลังนายเจอโรม พาวเวล ประธานเฟดเปิดเผยว่า อัยการของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ มีการเปิดการสอบสวนในประเด็นการปรับปรุงสำนักงานใหญ่ของเฟด
อย่างไรก็ดี เงินบาทกลับมาอ่อนค่าในช่วงกลางสัปดาห์ เนื่องจากตลาดตีความสัญญาณของผู้ว่าการ ธปท. ในเชิง Dovish ซึ่งสะท้อนโอกาสการปรับลดดอกเบี้ยของไทยในปีนี้ นอกจากนี้ การอ่อนค่าของเงินบาทยังสอดคล้องกับทิศทางสกุลเงินในเอเชีย นำโดย เงินเยนซึ่งเผชิญแรงขายท่ามกลางการคาดการณ์ว่า นายกรัฐมนตรี ซานาเอะ ทาคาอิจิ ของญี่ปุ่นอาจตัดสินใจยุบสภาเพื่อจัดเลือกตั้งทั่วไป ซึ่งตลาดประเมินว่า หากพรรคเสรีประชาธิปไตย (LDP) ชนะการเลือกตั้งก็อาจทำให้สถานะทางการคลังของญี่ปุ่นถดถอยลง นอกจากนี้ แรงขายเงินดอลลาร์ฯ ชะลอลงบางส่วน หลังมีรายงานข่าวว่า ผู้ว่าการธนาคารกลางทั่วโลกร่วมกันออกแถลงการณ์เพื่อสนับสนุนนายเจอโรม พาวเวลด้วยเช่นกัน
เงินบาททยอยแข็งค่ากลับมาอีกครั้งในช่วงที่เหลือของสัปดาห์ ขณะที่ เงินดอลลาร์ฯ เผชิญแรงขายตามปัจจัยทางเทคนิคหลังจากที่ USD/THB ไม่ผ่านแนว 31.50 บาทต่อดอลลาร์ฯ ประกอบกับเงินเยนฟื้นตัวขึ้นบางส่วน หลังทางการญี่ปุ่นส่งสัญญาณว่า อาจเข้าแทรกแซงเพื่อชะลอการอ่อนค่าของเงินเยน
ในวันศุกร์ที่ 16 ม.ค. 2569 เงินบาทปิดตลาดในประเทศที่ 31.39 บาทต่อดอลลาร์ฯ เทียบกับระดับ 31.43 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในวันศุกร์ก่อนหน้า (9 ม.ค.)
สำหรับสถานะพอร์ตการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติระหว่างวันที่ 12-16 ม.ค. 2569 นั้น ซื้อสุทธิหุ้นไทย 7,576.7 ล้านบาท และมีสถานะอยู่ในฝั่ง Net Inflows เข้าตลาดพันธบัตรไทย 820.8 ล้านบาท (ซื้อสุทธิพันธบัตร 821.0 ล้านบาท หักตราสารหนี้หมดอายุ 0.2 ล้านบาท)
