HoonSmart.com>>”ตลาดหุ้นโตเกียว” เช้านี้ปรับตัวลงเล็กน้อย แรงขายตามตลาดหุ้นสหรัฐฯ “ตลาดหุ้นเอเชีย” ฮ่องกง-เกาหลีใต้” บวก ด้าน “จีน-ใต้หวัน” ลบ นักลงทุนประเมินการตัดสินใจด้านนโยบายล่าสุดของธนาคารกลางเกาหลีใต้ คงอัตราดอกเบี้ยมที่ 2.50% ตามคาดการณ์
ตลาดหุ้นโตเกียวเช้านี้ปรับลงเล็กน้อย โดยแรงขายเกิดขึ้นหลังจากตลาดหุ้นวอลล์สตรีทร่วงลงเมื่อคืนที่ผ่านมา ถูกชดเชยบางส่วนด้วยแรงซื้อจากความเชื่อมั่นว่า หากพรรคร่วมรัฐบาลได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้น นายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ จะยังคงดำเนินนโยบายการคลังเชิงรุกต่อไป
ในตลาดหลัก Prime Market หุ้นที่นำการปรับตัวขึ้นมากที่สุด ได้แก่ กลุ่มเกษตรกรรมและประมง และกลุ่มค้าส่ง ขณะที่กลุ่มเครื่องมือชั่งตวงวัด และกลุ่มขนส่งทางทะเลปรับตัวลง
หุ้น Toyota Industries พุ่งขึ้น 5.8% หลังจากที่ Toyota Motors แถลงเมื่อเย็นวันพุธว่าได้ตกลงที่จะเพิ่มข้อเสนอซื้อกิจการ Toyota Industries เป็น 18,800 เยน (118.11 ดอลลาร์สหรัฐ) ต่อหุ้น
เวลา 9.00 น.ตามเวลาญี่ปุ่น ดอลลาร์สหรัฐอยู่ที่ 158.44-46 เยน เทียบกับ 158.40-50 เยนในนิวยอร์ก และ 159.17-18 เยนในโตเกียว เมื่อเวลา 17.00 น. ของวันพุธ
ตลาดกำลังจับตาความเป็นไปได้ที่ทางการญี่ปุ่นจะเข้าแทรกแซง หลังจากค่าเงินเยนอ่อนค่าลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 18 เดือนเมื่อต้นสัปดาห์นี้
ค่าเงินเยนผันผวนหลังจากที่สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐได้พูดคุยกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของญี่ปุ่น ซัตสึกิ คาตายามะ และกล่าวถึง ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนที่มากเกินไปนั้นเป็นสิ่งที่ไม่พึงประสงค์
ณ เวลา 9.30 น. ตามเวลาประเทศไทย
ดัชนี Nikkei 225 อยู่ที่ 53,907.34 จุด ลดลง 433.89 จุด, -0.8%
ตลาดหุ้นเอเชียแปซิฟิกมีปรับขึ้นและปรับลง ขณะที่นักลงทุนประเมินการตัดสินใจด้านนโยบายล่าสุดของธนาคารกลางเกาหลีใต้ ที่คงอัตราดอกเบี้ยมาตรฐานไว้ที่ 2.50% ตามที่รอยเตอร์คาดการณ์ไว้ เนื่องจากค่าเงินวอนที่อ่อนค่าลงเมื่อเร็วๆ นี้ ทำให้พื้นที่สำหรับการผ่อนคลายนโยบายลดลง
ดัชนี Kospi ปรับตัวขึ้น ขณะที่ดัชนี Kosdaq ซึ่งเป็นดัชนีหุ้นขนาดเล็กทรงตัว ค่าเงินวอนเกาหลีใต้อ่อนค่าลงประมาณ 0.2% สู่ระดับ 1,466.6 ต่อดอลลาร์สหรัฐ
นักลงทุนยังให้ความสนใจญี่ปุ่นเช่นกัน โดยคาดว่านายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ จะจัดให้มีการเลือกตั้งก่อนกำหนดในช่วงต้นสมัยประชุมรัฐสภาที่จะเริ่มขึ้นในปลายเดือนนี้
หุ้น Trip.com ร่วงลงมากถึง 21% เป็นหุ้นที่ร่วงลงมากที่สุดในดัชนีฮ่องกง หลังจากที่หน่วยงานกำกับดูแลตลาดของจีนกล่าวเมื่อวันพุธว่าได้เปิดการสอบสวนแพลตฟอร์มการท่องเที่ยวออนไลน์ดังกล่าว เนื่องจากต้องสงสัยว่ามีพฤติกรรมผูกขาด โดยราคาหุ้นล่าสุดลดลง 17.2%
สำหรับประเด็นอื่น ศาลฎีกาสหรัฐฯ ยังไม่ได้ตัดสินคดีที่ท้าทายมาตรการภาษีของทรัมป์เมื่อวันพุธ ทำให้ทั่วโลกต้องรออย่างน้อยจนถึงสัปดาห์หน้า
ดัชนี SSE ตลาดหุ้นจีนอยู่ที่ 4,119.64 จุด ลดลง 6.44 จุด, -0.16%
ดัชนี HSI ตลาดหุ้นฮ่องกงอยู่ที่ 27,085.9 จุด เพิ่มขึ้น 86.09 จุด, +0.32%
ดัชนี KOSPI ตลาดหุ้นเกาหลีใต้อยู่ที่ 4,741.00 จุด เพิ่มขึ้น 17.9 จุด, +0.38%
ดัชนี TAIEX ตลาดหุ้นไต้หวันอยู่ที่ 30,721.62 จุด ลดลง 220.16 จุด, -0.71%
ราคาน้ำมันดิบ WTI งวดส่งมอบเดือนกุมภาพันธ์ลดลง 1.72 ดอลลาร์ หรือ 2.77% ซื้อขายที่ 60.3ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และราคาน้ำมันดิบ Brent ทะเลเหนือ งวดส่งมอบเดือนมีนาคมลดลง 1.78 ดอลลาร์ หรือ 2.68% ซื้อขายที่ 64.74 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ (Dow Jones Industrial Average: DJIA) วันที่ 14 มกราคม 2569 ปิดลบเล็กน้อย แต่ดัชนี S&P 500 และดัชนี Nasdaq ร่วงจากการเทขายหุ้นเทคโนโลยี ขณะที่นักลงทุนประเมินผลประกอบการชุดใหม่ โดยเฉพาะของกลุ่มธนาคารที่มีทิศทางต่างกันและเกาะติดความเคลื่อนไหวทางภูมิรัฐศาสตร์
ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 49,149.63 จุด ลดลง 42.36 จุด -0.09%
ดัชนี S&P500 ปิดที่ 6,926.60 จุด ลดลง 37.14 จุด, -0.53%
ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 23,471.75 จุด ลดลง 238.12 จุด, -1.00%
ดัชนี Nasdaq Composite นำการปรับลดลงและฉุดตลาดโดยรวม เนื่องจากหุ้น Nvidia และหุ้นชิปอื่นๆ เช่น Broadcom ปรับตัวลดลง โดย Broadcom ร่วงลง 4% ส่วน Nvidia
และ Micron Technology ต่างลดลงกว่า 1%
เมื่อวันอังคาร รัฐบาลทรัมป์กล่าวว่า Nvidia ต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านความปลอดภัยใหม่ก่อนที่จะส่งชิปปัญญาประดิษฐ์ H200 ไปยังประเทศจีน และในวันพุธ สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานโดยอ้างแหล่งข่าวที่ได้รับทราบเรื่องนี้ว่า หน่วยงานศุลกากรของจีนได้แจ้งเจ้าหน้าที่ศุลกากรว่า ชิป H200 ของ Nvidia ไม่ได้รับอนุญาตให้นำเข้าประเทศ
หุ้นกลุ่มธนาคารก็ปรับตัวลงเช่นกันหลังจากผลประกอบการทยอยออกมา Bank of America รายงานกำไรรายไตรมาสเพิ่มขึ้น 12% ดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาดโดยได้รับแรงหนุนจากการใช้จ่ายของผู้บริโภค แต่ราคาหุ้นธนาคารลดลง 3.8% ขณะที่ Wells Fargo ลดลง 4.6% หลังจากกำไรสุทธิต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ หุ้น Citi ลดลง 3.3% หลังจากกำไรรายไตรมาสได้รับผลกระทบจากการขาดทุน 1.2 พันล้านดอลลาร์จากการประกาศขายกิจการในรัสเซีย
ตลาดยังได้รับแรงกดดันจากดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) เดือนพฤศจิกายนที่เพิ่มขึ้น 3% เมื่อเทียบรายปี สูงกว่า 2.7% ที่นักวิเคราะห์คาด และเมื่อเทียบรายเดือน ดัชนี PPI เพิ่มขึ้น 0.2% ใน สอดคล้องตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์
ทอม กราฟ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนของ Facet กล่าวว่า ถ้าแปลงตัวเลข PPI นี้ไปเป็นดัชนีราคาผู้บริโภคขั้นพื้นฐาน (Core PCE) จะออกมาค่อนข้างสูงถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ก็จะเป็นปัญหาใหญ่สำหรับเฟด และยิ่งทำให้ความกังวลเกี่ยวกับความเป็นอิสระของเฟดเพิ่มมากขึ้น
ทรัมป์ยังโจมตีเจอโรม พาวเวลล์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ อย่างต่อเนื่องในวันอังคาร ท่ามกลางความกังวลที่เพิ่มมากขึ้นเกี่ยวกับความเป็นอิสระของธนาคารกลาง ขณะที่กระทรวงยุติธรรมกำลังดำเนินการสอบสวนทางอาญาต่อผู้นำของธนาคารกลางสหรัฐ ขณะเดียวกัน ธนาคารกลางทั่วโลกได้ออกมาปกป้องพาวเวลล์เพื่อตอบโต้การเริ่มต้นการสอบสวนดังกล่าว
สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจอื่นที่เผยแพร่ คือยอดค้าปลีกเดือนพฤศจิกายนที่เพิ่มขึ้น 0.6% เมื่อเทียบรายเดือน สูงกว่า 0.4% ที่นักวิเคราะห์คาด และเมื่อเทียบรายปี ยอดค้าปลีกเพิ่มขึ้น 3.3%
ความเชื่อมั่นของนักลงทุนยังคงได้รับผลกระทบอย่างมากจากประเด็นทางภูมิรัฐศาสตร์
เจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารของทรัมป์ได้พบกับผู้นำเดนมาร์กและกรีนแลนด์เมื่อวันพุธที่ผ่านมา ขณะที่ประธานาธิบดีทรัมป์ยังคงผลักดันให้สหรัฐฯ ควบคุมกรีนแลนด์ เจ้าหน้าที่เดนมาร์กคนหนึ่งกล่าวว่า การเจรจาไม่สามารถแก้ไข ความขัดแย้งพื้นฐานเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ได้นักลงทุนจับตาผลประกอบการชุดใหม่จาก Goldman Sachs, Morgan Stanley และ BlackRock (BLK) รวมถึงข้อมูลการขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ ที่กำหนดเผยแพร่ในวันพฤหัสบดี
ตลาดหุ้นยุโรปปิดที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์อีกครั้ง โดยได้รับแรงหนุนจากหุ้นกลุ่มเคมีภัณฑ์และกลุ่มเฮลท์แคร์ ขณะที่นักลงทุนยังจับตาผลกระทบจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่กำลังปะทุขึ้นทั่วโลก
ดัชนี STOXX 600 ปิดที่ 611.56 จุด เพิ่มขึ้น 1.12 จุด, +0.18%
ดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 10,184.35 จุด เพิ่มขึ้น 47.00 จุด, +0.46%
ดัชนี CAC-40 ตลาดหุ้นฝรั่งเศสปิดที่ 8,330.97 จุด ลดลง 16.23 จุด, -0.19%
ดัชนี DAX ตลาดหุ้นเยอรมนีปิดที่ 25,286.24 จุด ลดลง 134.42 จุด, -0.53%
กลุ่มเคมีภัณฑ์ เป็นผู้นำในการเพิ่มขึ้นด้วยการพุ่งขึ้น 2% โดยหุ้น EMS Chemie พุ่งขึ้น 8% และเป็นหนึ่งในหุ้นที่ทำผลงานได้ดีที่สุดในดัชนี STOXX หลังจากที่ UBS ปรับเพิ่มคำแนะนำกลุ่ม
บริษัทเคมีภัณฑ์สวิสแห่งนี้จากถือเป็นซื้อ
บริษัทผลิตยา Orion จากฟินแลนด์ ปรับตัวขึ้น 12% สู่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนตุลาคม หลังจากที่บริษัทคาดการณ์รายได้ในปี 2026 ดีเกินคาด
หุ้น AstraZeneca เพิ่มขึ้น 2.4% หลังจากที่บริษัทประกาศว่าได้ตกลงซื้อกิจการ Modella AI ซึ่งตั้งอยู่ในบอสตัน และยังช่วยหนุนให้ภาคเฮลท์แคร์โดยรวมเพิ่มขึ้น 1.3% ด้วย
ไมเคิล ฟิลด์ นักกลยุทธ์ตลาดหุ้นยุโรปจาก Morningstar กล่าวว่า ตลาดกำลังประมวลข่าวสารบางส่วนเกี่ยวกับข้อตกลงทางการค้าระหว่างสหภาพยุโรปและกลุ่มการค้า Mercosur ในละตินอเมริกา ซึ่งเป็นการยุติการเจรจาที่ยาวนานถึง 25 ปี ข้อตกลงนี้จะช่วยให้ อุตสาหกรรมยา อุตสาหกรรมบางประเภท และเคมีภัณฑ์ สามารถส่งออกได้มากขึ้นในระยะยาว โดยไม่ต้องเผชิญกับอุปสรรคทางการค้าหรือภาษีศุลกากรเช่นเดิม
ในบรรดาตลาดระดับภูมิภาค ดัชนี DAX ของเยอรมนี ปรับตัวลดลงหลังจากทำสถิติเพิ่มขึ้นติดต่อกันยาวนานที่สุดในรอบกว่าทศวรรษเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา โดย DAX ได้รับผลกระทบจากหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี เช่น SAP และ Infineon
ขณะเดียวกัน นักลงทุนกำลังประเมินข่าวการล้มละลายของ Saks Global ซึ่งเป็นกลุ่มห้างสรรพสินค้าหรู โดยมี Kering เจ้าของ Gucci และ LVMH ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจสินค้าหรูที่ใหญ่ที่สุดในโลก เป็นเจ้าหนี้ที่ไม่มีหลักประกัน หุ้นกลุ่มสินค้าหรู ปรับตัวลดลงในช่วงต้นของการซื้อขายและปิดลดลง 0.3%
นักลงทุนยังจับตาสถานการณ์ทางภูมิศาสตร์การเมืองในเวเนซุเอลาและอิหร่าน โดยผลกระทบส่วนใหญ่ปรากฏให้เห็นในราคาสินค้าโภคภัณฑ์ หุ้นกลุ่มเหมืองแร่ เพิ่มขึ้น 1.8% ขณะที่หุ้นกลุ่มป้องกันประเทศ ปรับตัวลง 1.6% หลังปรับตัวขึ้นติดต่อกัน 8 วันทำการ
ราคาน้ำมันดิบ WTI งวดส่งมอบเดือนกุมภาพันธ์ เพิ่มขึ้น 87 เซนต์ หรือ 1.42% ปิดที่ 62.02 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และราคาน้ำมันดิบ Brent ทะเลเหนือ งวดส่งมอบเดือนมีนาคม
เพิ่มขึ้น เพิ่มขึ้น 1.05 ดอลลาร์ หรือ 1.6% ปิดที่ 66.52 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

