HoonSmart.com>>KKP ชี้ตลาดหุ้นไทยปี 2026 ฟื้นยาก หากบริษัทไม่สร้างกำไรที่คุ้มค่า นักลงทุนยังกังวล ธรรมาภิบาลบจ.-นโยบายรัฐ แนะเร่งฟื้น การท่องเที่ยว การลงทุนต่างชาติ การส่งออก หนุนเศรษฐกิจ ดัน EPS จับตา 5 ความเสี่ยงโลก
ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการ เงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) กล่าวในหัวข้อ ECONOMIC AND INVESTMENT OUTLOOK 2026 ในงานสัมมนา”Rise Above Global Decoupling” จัดโดย IWC และ บล.บียอนด์ ว่า มองภาพรวมตลาดหุ้นไทยปี 2569 การฟื้นตัวขึ้นอยู่กับว่า บริษัทจดทะเบียน(บจ.)สามารถสร้างกำไรที่คุ้มค่ากับการลงทุนได้หรือไม่ หากผลประกอบการไม่ดี การฟื้นตัวอย่างยั่งยืนก็เป็นไปได้ยาก บจก.ต้องเพิ่มการเติบโตของกำไร ให้ดีขึ้น เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุน
นอกจากเรื่องกำไรที่ต่ำ นักลงทุนกังวลอีก 2 เรื่อง ได้แก่ ธรรมาภิบาลของบริษัท (Corporate Governance) ของบจ.ไทย ยังเป็นประเด็นที่ถูกตั้งคำถามตลอด 2 ปีที่ผ่านมา และเสถียรภาพของนโยบายภาครัฐ การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองบ่อยครั้งทำให้ทิศทางนโยบายไม่ชัดเจน จึงไม่มั่นใจว่าประเทศจะเดินไปในทิศทางใด
ตลาดหุ้นไทยยังคงชะลอตัว เมื่อเปรียบเทียบกับตลาดหุ้นต่างประเทศที่ทำสถิติสูงสุดใหม่ (all-time high)ตลาดหุ้นไทยกลับใกล้ระดับต่ำสุด (all-time low) ต้องเรียกความเชื่อมั่นกลับมา
จุดอ่อนและโอกาสของตลาดหุ้นไทย
ตลาดหุ้นไทยจะ underperform มาหลายปี ข้อดีคือ ราคาหุ้นถูกมาก และไม่มีใครคาดหวังสูง ซึ่ง paradoxically กลายเป็นโอกาสสำหรับนักลงทุน หากมีการดำเนินมาตรการ “Value Up” เช่น การซื้อหุ้นคืน (share buyback) ,การปรับปรุงนโยบายปันผล (dividend policy)
หุ้นในลักษณะนี้สามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีได้ และอาจเป็นโอกาสสำหรับผู้ที่จัดพอร์ตการลงทุนในหุ้นไทย แม้ภาพรวมการเติบโตของกำไรยังยาก แต่การปรับโครงสร้างและนโยบายของบริษัทบางแห่งอาจสร้างมูลค่าเพิ่มได้จริง
เศรษฐกิจไทย กำลังเผชิญปัญหา “แก่ก่อนรวย” อย่างชัดเจน เมื่อจำนวนประชากรลดลง เศรษฐกิจจึงไม่สามารถขยายตัวได้เหมือนเดิม หากลูกค้าลดลง การบริโภคภายในประเทศก็หดตัว ส่งผลให้การเติบโตต่ำกว่าประเทศอื่น ๆ ที่ยังโตได้ 4–6% ขณะที่ไทยโตเพียง 1–2% เท่านั้น
เมื่อเปรียบเทียบกับสิงคโปร์ ไทยโตช้ากว่ามาก และไม่สามารถไล่ตามประเทศร่ำรวยได้ ขณะเดียวกันประเทศที่จนกว่าไทยก็กำลังไล่ตามขึ้นมา นี่คือปัญหาใหญ่ที่ทำให้ GDP ไทยไม่สามารถกลับไปโตที่ระดับ 3–5% ได้อีก
นอกจากนี้ ไทยยังติดอยู่กับปัญหาเชิงโครงสร้าง ประกอบด้วย
1. การลงทุนต่ำ เพราะตลาดเล็กลง ทำให้โอกาสลงทุนลดลง ความสามารถในการแข่งขันถดถอย โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมที่ถูกจีนแย่งส่วนแบ่ง
2. ไม่สามารถดึงดูดการลงทุนแบบเดิม เพราะนักลงทุนไม่เห็นแรงจูงใจใหม่
3. ผลิตภาพแรงงานต่ำ จำเป็นต้องยกระดับทักษะและการศึกษา เพื่อให้แรงงานที่มีจำนวนน้อยลงสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้มากขึ้น
“ทุกฝ่ายรู้ว่า ต้องเปลี่ยนอะไรแต่ปัญหาคือ การปฏิบัติจริง ยังไม่เกิดขึ้น เช่น การปฏิรูปการศึกษา การยกระดับทักษะ และการนำเทคโนโลยีมาใช้”ดร.พิพัฒน์ กล่าว
ดร.พิพัฒน์ กล่าวว่า ขณะะที่ เครื่องยนต์เศรษฐกิจอ่อนแรง ทั้ง การบริโภคภายในประเทศลดลง เช่น ยอดขายรถยนต์และบ้านลดลง ตามจำนวนประชากรลดลง
หนี้ครัวเรือนสูง ทำให้การกู้ยืมเพื่อขยายการใช้จ่ายยากขึ้น การบริโภคจึงอยู่ในภาวะเปราะบาง แม้อาจมีการฟื้นตัวบ้างหลังจากซบเซามา 2 ปี แต่ก็ยังไม่แข็งแรงนัก
นโยบายการเงิน มีข้อจำกัด จากการที่ดอกเบี้ยต่ำ ธนาคารแห่งประเทศไทยต้องเก็บเครื่องมือไว้ใช้ในอนาคต ทำให้พื้นที่ในการกระตุ้นเศรษฐกิจมีจำกัดโ
นโยบายการคลัง หนี้สาธารณะอยู่ในระดับสูง จึงไม่สามารถใช้นโยบายการคลังเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจได้มากเหมือนเดิม
เหลือเพียงความหวังจากภายนอก (External Demand) ได้แก่ 1. การท่องเที่ยว หลังจากปีที่แล้วซบเซา ปีนี้มีโอกาสเห็นการฟื้นตัว ซึ่งจะช่วยหนุนเศรษฐกิจไทย
2. การลงทุนจากต่างประเทศ หากสามารถดึงดูดเม็ดเงินลงทุน โดยเฉพาะในเทคโนโลยีและ AI และนำมาใช้เพิ่มผลิตภาพแรงงาน ก็จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ
3. การส่งออก แม้ปีที่แล้วดีขึ้นจากนโยบายภาษีของสหรัฐ แต่การผลิตในประเทศยังติดลบ แสดงว่าการส่งออกจำนวนมากไม่ได้สร้างมูลค่าเพิ่มในไทย และปีนี้ยังมีความเสี่ยงจากนโยบายการค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะหากสหรัฐเข้มงวดเรื่องการขนส่งและเส้นทางการค้า
ปัจจัยเสี่ยงเศรษฐกิจโลกที่จะมีผลต่อทิศทางการลงทุน ประกอบด้วย
1. การลงทุนใน AI และเทคโนโลยี ที่หลายคนตั้งความหวังไว้สูงกับการลงทุนด้านนี้ ที่มีส่วนช่วยให้เศรษฐกิจสหรัฐเติบโตคิดเป็นประมาณ 1.5% ของ GDP หากการลงทุนสะดุดหรือเกิดปัญหา อาจทำให้เศรษฐกิจไม่สามารถเติบโตได้ตามคาด และตลาดหุ้นก็จะได้รับผลกระทบด้วย แม้ในกรณีฐาน (base case) ยังเชื่อว่า AI จะช่วยเพิ่มผลิตภาพได้ แต่ก็ถือเป็นความเสี่ยงสำคัญอันดับแรกที่ต้องจับตา
2. เงินเฟ้อและดอกเบี้ยในสหรัฐ ตลาดคาดหวังว่าปีนี้ธนาคารกลางสหรัฐจะปรับลดดอกเบี้ย เนื่องจากเงินเฟ้อเริ่มชะลอลง แต่หากเงินเฟ้อไม่ลดลงตามคาด การปรับลดดอกเบี้ยอาจไม่เกิดขึ้น ซึ่งจะสร้างความผันผวนต่อเศรษฐกิจและค่าเงินดอลลาร์ อีกทั้งยังมีปัจจัยทางการเมืองที่เพิ่มแรงกดดันต่อผู้กำหนดนโยบาย
3. เสถียรภาพของตลาดพันธบัตรรัฐบาล โดย ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ถูกจับตามากที่สุด เนื่องจากมีหนี้สาธารณะสูงและเริ่มปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งอาจทำให้ดอกเบี้ยระยะยาวทั่วโลกไม่สามารถลดลงได้ นอกจากนี้ยังมีความกังวลในหลายประเทศ เช่น ฝรั่งเศสและสหรัฐ ที่หนี้สาธารณะปรับตัวสูงขึ้นมาก
4. เศรษฐกิจจีน ยังเผชิญปัญหาภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ชะลอตัว คำถามคือมาตรการกระตุ้นของรัฐบาลจีนจะสามารถพยุงเศรษฐกิจได้จริงหรือไม่ หากไม่สำเร็จอาจส่งผลต่อการเติบโตของภูมิภาคและเศรษฐกิจโลก
5. ภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) เหตุการณ์ความขัดแย้ง เช่น การปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐในเวเนซุเอลา แม้ไม่กระทบเศรษฐกิจโดยตรงมากนัก แต่หากความตึงเครียดนำไปสู่การปรับขึ้นราคาน้ำมันอย่างรุนแรง ก็จะกระทบต่อเศรษฐกิจโลกทันที เพราะราคาน้ำมันถือเป็นปัจจัยพื้นฐานสำคัญในอดีตที่เคยสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อเศรษฐกิจโลก
