บล.บัวหลวง เล็งปี 69 หุ้นโลกฟื้น กำไรแกร่ง-ลดดอกเบี้ย-เร่งลงทุน AI

HoonSmart.com>>บล.บัวหลวง(BLS) คาดปี 69 หุ้นโลกฟื้น แรงหนุนกำไรภาคธุรกิจแข็งแกร่ง-ลดดอกเบี้ย-เร่งลงทุน AI แม้เผชิญความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ โดยหลายตลาดมีโอกาสทำจุดสูงสุดใหม่ โดยเฉพาะสหรัฐฯ และอินเดีย และกลุ่มเทคโนโลยีในจีน ส่วนเศรษฐกิจไทยปี 69 เติบโตเปราะบาง คาด GDP โต 1.6% หวังท่องเที่ยว-FDI ช่วยประคอง ขณะที่เวียดนามเศรษฐกิจสดใสกว่า ประเมินกรอบ GDP ปี 69 โต 6.5–7% YoY

บล.บัวหลวง(BLS) Wealth Research ออกรายงาน Cross Asset เดือนมกราคม คาดตลาดหุ้นทั่วโลกปี 2569 จะฟื้นตัวดี โดยหนุนจากกำไรภาคธุรกิจที่แข็งแกร่ง วงจรการลดดอกเบี้ย และการเร่งลงทุนด้าน AI แม้จะมีความเสี่ยงจากนโยบายและภูมิรัฐศาสตร์ แต่ปัจจัยหนุนคาดมีน้ำหนักมากกว่า และคาดว่าหลายตลาดหุ้นมีโอกาสทำจุดสูงสุดใหม่ในปี 2569 โดยเฉพาะสหรัฐฯ และอินเดีย และกลุ่มเทคโนโลยีในจีน ที่ได้รับแรงหนุนจากวัฏจักรดอกเบี้ยผ่อนคลาย และโครงสร้างกำไรที่แข็งแกร่ง

ปี 2569 ภาพรวมสินทรัพย์หลักยังคงมีศักยภาพในการสร้างผลตอบแทนเชิงบวก แต่โมเมนตัมของพันธบัตรและทองคำอาจชะลอตัวลงเมื่อเทียบกับปี 2568 หลังได้อานิสงส์จากช่วงแรกของการผ่อนคลายนโยบายการเงินไปพอสมควรแล้ว ทำให้จุดสนใจของการจัดสรรเงินลงทุนในปีนี้จะเทน้ำหนักไปที่ตลาดหุ้นโลก

ทั้งนี้ ภาพรวมปี 2568 สินทรัพย์ส่วนใหญ่ปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่ง โดยทองคำพุ่งขึ้นอย่างโดดเด่นถึง 70% ดัชนี MSCI ACWI ปรับขึ้น 20% ส่วนตลาดพันธบัตรระยะยาวของโลกให้ผลตอบแทนราว 7% จากแรงหนุนของวัฏจักรดอกเบี้ยขาลง ขณะที่มีเพียงหุ้นไทยและน้ำมันดิบ Brent ที่ร่วง 11% และ 18% ตามลำดับ จากปัจจัยเฉพาะตัว

ความไม่แน่นอนที่ต้องจับตามองในปี 2569 คือนโยบายกำแพงภาษีของรัฐบาลทรัมป์ ซึ่งศาลสูงสุดสหรัฐฯ กำลังพิจารณากฎหมายที่ใช้เป็นฐานในการเรียกเก็บภาษีแบบต่างตอบแทนกับจีน แคนาดา และเม็กซิโก แต่แม้รัฐบาลจะพ่ายแพ้ในศาล ก็ไม่ได้หมายถึงการยกเลิกนโยบาย เพราะประธานาธิบดีทรัมป์จะใช้อำนาจทางกฎหมายผ่านช่องทางอื่นต่อไป

ดังนั้น ภาพที่น่าจะได้เห็นจึงไม่ใช่สงครามการค้ารอบใหม่ แต่จะเป็นการดึงให้ประเทศคู่ค้าเข้าสู่กระบวนการเจรจาข้อตกลงใหม่ ซึ่งเป็นทิศทางที่ตลาดการเงินมักตอบรับในเชิงบวกมากกว่าความขัดแย้งจากการตอบโต้ทางภาษี

ในฝั่งยุโรป ความสัมพันธ์กับจีนกำลังเปลี่ยนจากคู่ค้ามาเป็นคู่แข่งเชิงอุตสาหกรรม การอ่อนค่าของเงินหยวนและการยกระดับตัวเองขึ้นสู่ value chain ที่สูงขึ้นของสินค้าจีนได้เพิ่มแรงกดดันต่อผู้ผลิตยุโรป ในขณะที่บริษัทยุโรปเผชิญอุปสรรคในการเจาะตลาดจีนที่เศรษฐกิจชะลอตัว โจทย์สำคัญคือยุโรปจะใช้มาตรการกำแพงภาษีตอบโต้หรือไม่ ซึ่งหากเกิดขึ้นจริงย่อมส่งผลกระทบต่อกระแสการค้าโลก

แม้มีความเสี่ยงดังกล่าว แต่ปัจจัยหนุนฝั่งบวกยังมีน้ำหนักมากกว่า โดยเฉพาะแนวโน้มการเร่งตัวของกำไรบริษัทจดทะเบียน การคาดการณ์ของ Bloomberg consensus ชี้ว่า EPS ของดัชนี S&P 500 จะขยายตัวราว 16.5% และ Nasdaq 100 สูงถึง 25.8% ซึ่งสูงกว่า MSCI ACWI ที่ประมาณ 15.4%

การลงทุนด้าน AI ไม่เพียงขับเคลื่อนรายได้ แต่ยังเร่งให้ช่องว่างระหว่างผลิตภาพและค่าจ้างแรงงาน (Productivity-Pay Gap) ขยายตัวต่อเนื่อง โดยตั้งแต่ทศวรรษ 1960 productivity เติบโตเร็วกว่าค่าจ้างถึงราว 2.5 เท่า สะท้อนว่าผลประโยชน์จากผลิตภาพที่เพิ่มขึ้นไหลไปสู่กำไรของภาคธุรกิจมากขึ้น โดยเฉพาะหุ้นเทคโนโลยีที่มีโมเดล Asset Light สามารถสร้างรายได้มหาศาลจากนวัตกรรม

สำหรับภาพรวมปี 2569 แม้ตลาดแรงงานจะเผชิญแรงกดดันอยู่บ้าง แต่คาดว่าอัตราการว่างงานจะปรับตัวสูงขึ้นในกรอบที่จำกัด ปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจยังคงได้รับแรงหนุนจากรายได้ภาคครัวเรือนที่มีเสถียรภาพ และ Capex Cycle ที่แข็งแกร่ง เมื่อผสานกับแรงส่งจากนโยบายการคลังเชิงรุกของประธานาธิบดีทรัมป์ และทิศทางการผ่อนคลายนโยบายการเงินของเฟด จึงประเมินว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ จะยังคงเป็นกลุ่มนำในวัฏจักรขาขึ้นรอบนี้

นอกจากนี้ยังมีโอกาสในตลาดหุ้นเอเชีย โดยเฉพาะ Hang Seng Tech ที่คาดสร้างผลตอบแทนดีต่อเนื่องหนุนจากการเติบโตของกำไรที่ 37% และ Valuation น่าดึงดูดที่ Forward PE 19.2 เท่า ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวและใกล้ระดับ -1SD เช่นเดียวกับหุ้นอินเดียที่ยังมุมมองเชิงบวกจาก EPS เร่งตัว

เศรษฐกิจไทยปี 69 เติบโตเปราะบาง หวังแสงสว่างจากท่องเที่ยว-FDI

สำหรับเศรษฐกิจไทย ยังคงมุมมองระมัดระวังโดยประเมิน GDP ปี 2569 ไว้ที่ 1.6% YoY (Base Case) ซึ่งถือเป็นระดับการเติบโตที่เปราะบาง ท่ามกลางความเสี่ยงขาลง (Downside Risks) ที่รุมเร้าทั้งจากภายนอกและภายใน ตั้งแต่นโยบายภาษีของสหรัฐฯ ที่จ่อกดดันภาคส่งออก ไปจนถึงความไม่แน่นอนทางการเมืองที่อาจส่งผลให้ พ.ร.บ. งบประมาณปี 2570 ล่าช้า ซึ่งจะลดทอนประสิทธิภาพของเม็ดเงินภาครัฐในการพยุงเศรษฐกิจ ซ้ำเติมด้วยปัญหาหนี้ครัวเรือนสูงที่กดทับกำลังซื้อและความเชื่อมั่นผู้บริโภค หากขาดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ตรงจุดและมีประสิทธิผล อาจเห็นเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวช้ากว่าคาดการณ์

อย่างไรก็ดี ในความท้าทายยังมีปัจจัยบวกเฉพาะจุดที่คอยประคองเศรษฐกิจ นั่นคือ 1) ภาคการท่องเที่ยว ที่คาดว่าจะดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติได้ถึง 34 ล้านคน (+3.1% YoY) โดยมีแรงหนุนสำคัญจากตลาดอินเดีย รัสเซีย และการกลับมาของนักท่องเที่ยวจีน และ 2) เม็ดเงินลงทุน FDI ที่เริ่มทยอยเข้าสู่ระบบจริง โดยเฉพาะในกลุ่ม Data Center และอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นผลพวงจากการอนุมัติส่งเสริมการลงทุนในช่วงไตรมาส 4/2567-ไตรมาส 2/2568 ที่ผ่านมา

เวียดนาม: แข็งแกร่งด้วย Structural Buffers

เมื่อข้ามมาดูฝั่งเวียดนาม ภาพรวมสดใสกว่าอย่างมีนัยสำคัญ ประเมินการเติบโตของ GDP ปี 2569 ในกรอบ 6.5%–7.0% YoY แม้เวียดนามจะเผชิญแรงกดดันจากมาตรการภาษีสหรัฐฯ และการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกเช่นเดียวกับไทย แต่สิ่งที่ทำให้เวียดนามแตกต่างคือ โครงสร้างการส่งออกที่ยืดหยุ่น โดยเฉพาะสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่มีสัดส่วนถึง 32% ของการส่งออกไปสหรัฐฯ ซึ่งได้รับยกเว้นภาษีนำเข้า ประกอบกับการเป็นฐานการผลิตสินค้า Global Brands (สิ่งทอ/รองเท้า) ทำให้เวียดนามมีเกราะป้องกันผลกระทบที่ดีกว่า นอกจากนี้ ภาคการท่องเที่ยวที่ขยายตัวได้ดี (สัดส่วนราว 8% ของ GDP) ยังทำหน้าที่เป็นอีกหนึ่ง Buffer สำคัญที่ช่วยรักษาเสถียรภาพของดุลบัญชีเดินสะพัด

แม้โครงสร้างระยะยาวจะดูดี แต่ระยะสั้นเวียดนามกำลังเผชิญการชะลอตัวเชิงวัฏจักร (Cyclical Slowdown) ในฝั่งการบริโภค สะท้อนจากยอดค้าปลีกเดือน พ.ย. ที่โตเพียง 6.6% (ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 2 ปี) และภาวะ Destocking ในอุตสาหกรรมยานยนต์ที่กดดันยอดขายและการผลิต อย่างไรก็ตาม มองว่านี่เป็นเพียงการปรับฐานชั่วคราวเพื่อให้ Inventory กลับสู่สมดุล โดยคาดว่าสถานการณ์จะเริ่มคลี่คลายได้ในระยะถัดไป หลังจากที่สินค้าคงคลังกลับเข้าสู่ภาวะปกติราวช่วงกลางปี