
โดย…สาธิต บวรสันติสุทธิ์, CFP นักวางแผนการเงิน
เริ่มปีใหม่ก็เหมือนทุกๆปี หลังกลับจากเที่ยว สังสรรค์ปีใหม่แล้ว ก็ถึงเวลากลับมาพิจารณาตัวเองว่าปี 2025 ที่ผ่านมา ทำอะไรมาแล้วบ้าง
ปี 2025 ถือว่าเป็นปีที่ใช้ร่างกายหนักมากที่สุดปีหนึ่งกับการท้าทายตัวเองด้วยการวิ่ง marathon 9 ครั้ง ultra marathon 2 ครั้ง half marathon 1 ครั้ง virtual run 1,116 กิโลเมตร และวิ่ง mini marathon อีกวันละ 1 – 2 ครั้ง สิ่งดีๆที่รู้สึกได้ คือ ความสุขจากการมีสุขภาพที่ดี ความสงบจากการวิ่ง แต่ก็แลกมากับปัญหาสุขภาพจากการใช้ร่างกายที่หนักเกินไป ค่าใช้จ่ายที่สูงมากทั้งที่พักและการเดินทาง รวมถึงการที่ต้องรบกวนแม่บ้านในการขับรถทางไกล ตื่นกลางดึกเพื่อไปส่งที่งานวิ่ง
มาปีนี้ ก็เลยตั้งใจจะลงงานวิ่งให้น้อยลง เน้นการวิ่งเพื่อสุขภาพจริงๆ แบบไม่ใช้เงินเยอะ และหันมาพัฒนาสุชภาพใจอย่างจริงจังมากขึ้น ก็เลยตั้งปณิธานปีใหม่ในปีนี้ว่า จะอ่าน Daily Stoic ให้ได้วันละ 1 บท นี่ก็เริ่มมาตั้งแต่วันที่ 1 มกราคมล่ะ แต่ก็ไม่รู้ว่าจะทำได้ถึงสิ้นปีหรือไม่ เพราะทุกปีก็ตั้งปณิธานปีใหม่ทุกปี และก็ไม่สำเร็จทุกปี (ไอ้ที่ไม่ตั้งอย่างการวิ่งมาราธอนดันสำเร็จ) และทุกปีก็จะอ้างสถิติการตั้งปณิธานปีใหม่ (New Year’s Resolution) ของคนไทยและทั่วโลกปลอบใจตัวเองว่า
• ทำสำเร็จตลอดรอดฝั่ง: มีเพียงประมาณ 8-10% เท่านั้นที่ทำได้ตามเป้าหมายจนจบปี
• ถอดใจกลางทาง: คนกว่า 80% มักจะล้มเลิกปณิธานภายในช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ (บางตำราเรียกวันที่ 19 มกราคมว่า “Quitter’s Day” หรือวันเลิกล้มแห่งชาติ)
• ล้มเลิกตั้งแต่สัปดาห์แรก: ประมาณ 23% ของคนที่ตั้งเป้าจะถอดใจตั้งแต่ 7 วันแรกของปี
และทุกครั้งเมื่อถึงสิ้นปี เราก็มักกลับมาโทษตัวเอง รู้สึกผิด เสียใจ เสียดายเวลาที่ผ่านไปอีกปี ที่เป็นคนเหลาะแหละ ไม่จริงจัง เรียกว่า “เสียใจที่ไม่ได้ทำ” ทำให้นึกถึงในทางจิตวิทยา ที่งานวิจัยส่วนใหญ่ชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า “เสียใจที่ไม่ได้ทำ” (Regret of Omission) ซึ่งมักจะเจ็บปวดและยาวนานกว่า “เสียใจที่ทำไม่สำเร็จ” (Regret of Commission)
• เสียใจที่ทำไม่สำเร็จ (Regret of Action): ความเจ็บปวดจะเกิดขึ้น “รุนแรงในตอนแรก” แต่จะจางหายไปได้เร็ว เพราะเรามี “ข้อมูล” ที่ชัดเจนว่ามันพลาดตรงไหน เราได้เรียนรู้ และสมองมีกระบวนการที่เรียกว่า Psychological Immune System เพื่อสร้างเหตุผลมาปลอบใจตัวเองว่า “อย่างน้อยเราก็ได้ลองแล้ว”
• เสียใจที่ไม่ได้ทำ (Regret of Inaction): ความเจ็บปวดจะ “เพิ่มขึ้นตามกาลเวลา” เพราะมันไม่มีจุดจบ (Closure) สมองจะจินตนาการถึงสถานการณ์ที่เป็นไปได้ไม่สิ้นสุด (Counterfactual Thinking) เช่น “ถ้าเราทำตามปณิธานปีใหม่ทุกปี ป่านนี้เราคงรวยไปแล้ว” ความเป็นไปได้ที่สวยงามในจินตนาการนี่แหละครับที่ย้อนกลับมาทำร้ายเรา
มาปีนี้ ก็ตั้งใจล่ะ ต้องทำปณิธานปีใหม่ คือ อ่าน Daily Stoic วันละบทให้สำเร็จ ไม่ยอม “เสียใจที่ไม่ได้ทำ” อีกล่ะ ก็เลยหาข้อมูลหน่อย อะไร คือ สาเหตุที่ทำให้คนส่วนใหญ่ทำปณิธานปีใหม่ไม่สำเร็จ จากงานวิจัย สาเหตุที่คนส่วนใหญ่ไปไม่ถึงฝั่งฝัน มักเกิดจาก 3 กับดักนี้ครับ:
• False Hope Syndrome: การตั้งเป้าหมายที่ “ใหญ่เกินจริง” เพราะพลังฮึดช่วงปีใหม่ ทำให้เราลืมประเมินข้อจำกัดของตัวเองในชีวิตประจำวัน
• Lack of System: มีแค่ “เป้าหมาย” (What) แต่ไม่มี “ระบบ” (How) เช่น อยากลดน้ำหนัก แต่ไม่มีตารางออกกำลังกายที่ชัดเจน
• All-or-Nothing Thinking: คิดแบบ “ถ้าทำไม่ได้ 100% คือล้มเหลว” พอพลาดไปวันเดียวก็เลยเลิกทำไปเลย
วิธีแก้: เปลี่ยนจาก “ปณิธาน” เป็น “นิสัย”
หากไม่อยากเป็นส่วนหนึ่งของสถิติ 80% ที่ล้มเลิก ลองใช้เทคนิคนี้ครับ:
• Small Wins: เริ่มให้เล็กจนสมองปฏิเสธไม่ลง เช่น อยากอ่านหนังสือปีละ 12 เล่ม ให้เริ่มที่ “อ่านวันละ 2 หน้า”
• Track Progress: การจดบันทึกจะช่วยให้สมองหลั่งสารโดพามีน (สารแห่งความสุข) เมื่อเห็นตัวเองขยับเข้าใกล้เป้าหมาย
• Identity Shift: แทนที่จะบอกว่า “ฉันจะออมเงิน” ให้บอกว่า “ฉันเป็นคนที่มีวินัยทางการเงิน” การเปลี่ยนที่ตัวตนจะทำให้พฤติกรรมเปลี่ยนตามได้ยั่งยืนกว่า
อ่านๆดูก็เหมือนแนวคิดที่ใช้กับการวิ่งมาราธอนปีที่ผ่านมา ปีนี้ก็แค่เปลี่ยนจาก “วิ่งมาราธอน” เป็น “อ่านมาราธอน” เหนื่อยน้อยกว่าเยอะ ทำง่ายกว่าเยอะ ใช้เวลาน้อยกว่าเยอะ เสียตังค์น้อยกว่าเยอะ แต่จะ “สำเร็จมากกว่าเยอะ” หรือไม่ สิ้นปีมาดูกัน

