HoonSmart.com>> ระทึก”ตะวันออกกลาง”ลุกลาม หุ้นโลกเสี่ยงดำดิ่ง จับตาอิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซ ราคาน้ำมันทะยานขึ้นบล.ฟินันเซียฯมองเงินไหลออกจากสหรัฐฯเข้าหุ้นไทย ฟันด์โฟว์ที่เข้ามามากก.พ.ยังไม่ทิ้ง รอดูกำไรต่อหุ้นบจ. ไตรมาส 1/68 ลุ้น MSCI เพิ่มน้ำหนักไทยมิ.ย. บล.หยวนต้ามองหุ้นเด่น-หุ้นเสี่ยง ด้านตลาดหลักทรัพย์เผยปีนี้อินโดฯเงินไหลออก 710 ล้านดอลลาร์คาดกระจายเข้าภูมิภาครวมถึงไทยมี Valuation ที่น่าสนใจ หนุน 2 เดือน ดัชนี SET พุ่งขึ้น 21.32%
เมื่อวันที่ 28 ก.พ. 2568 สถานการณ์ตะวันออกกลางลุกเป็นไฟ หวั่นอาจส่งผลกระทบอย่างมากต่อตลาดโลก โดยเฉพาะหากอิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งในปี 2568 มีการขนส่งน้ำมันมากกว่า 14 ล้านบาร์เรลต่อวันผ่านช่องแคบดังกล่าว ราวหนึ่งในสามของการส่งออกน้ำมันทางทะเลทั่วโลก ทำให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นกว่า 3% หรือ 2.08 เหรียญต่อบาร์เรล เคลื่อนไหวที่ 67.29 เหรียญ/บาร์เรล และราคาทองคำทะยานขึ้นเฉียด 2% ราคาอยู่ที่ 5,296 เหรียญ ราคาในประเทศปรับขึ้นบาทละ 1,450 บาท เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา
ขณะที่ตลาดหุ้นสหรัฐทั้ง 3 แห่งร่วงลงแรง ดัชนีดาวโจนส์ ปิดตลาด ทรุดลง 521 จุดหรือ 1.05% จากตัวเลขเงินเฟ้อสูงและความกังวลเรื่อง AI แต่ตลาดยังไม่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โจมตีครั้งนี้ คาดว่าจะกระทบต่อตลาดหุ้นโลกในวันจันทร์ที่ 2 มี.ค.ที่จะถึงนี้เป็นต้นไป
โดยน.ส.จิตรา อมรธรรม รองกรรมการผู้จัดการ บล.ฟินันเซีย ไซรัส กล่าวว่า สถานการณ์ตะวันออกกลางเดือดจะสร้างแรงกดดันต่อตลาดหุ้นไทยไม่มากเพราะเป็นสิ่งที่คาดการณ์ไว้ล่วงหน้า ในทางกลับกันยังคงมีเงินไหลออกจากสหรัฐฯเข้าตลาดหุ้นไทยเพิ่มขึ้น ส่วนฟันด์โฟวล์ที่ทะลักเข้ามามากในเดือนก.พ. ก็ยังคงถือหุ้นต่อไป เพื่อรอดูการเติบโตของกำไรต่อหุ้นบจ.ไตรมาส1/69 และมีโอกาสที่ MSCI จะเพิ่มน้ำหนักตลาดหุ้นไทยรอบเดือนมิ.ย. จากมาร์เก็ตแคปที่เพิ่มขึ้นมาก
อย่างไรก็ตาม เงินทุนต่างชาติที่ไหลเข้ามามากในเดือนก.พ. จนทำให้ดัชนีปรับตัวขึ้นแรงและเร็ว เป็นการรับรู้ปัจจัยบวกต่างๆหมดแล้ว คงมีโอกาสปรับขึ้นอีกไม่มาก จะต้องรอข่าวดีใหม่เข้ามากระตุ้นการลงทุน
ส่วนสถานการณ์ตะวันออกกลางคาดจะมีผลกระทบต่อหุ้นธุรกิจเดินเรือไม่มาก เพราะแต่ละบริษัทมีการเปลี่ยนเส้นทางเดินเรือและการบินเตรียมความพร้อมล่วงหน้า
ด้านบริษัทการบินไทยยืนยัน ขณะนี้ยังไม่เปลี่ยนแปลงเส้นทางบิน เพราะไม่ได้ใช้เส้นทางที่มีความขัดแย้งอยู่แล้ว
สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) แจ้งเตือนประชาชนและผู้โดยสารหลังหลายประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลางปิดน่านฟ้าหรือจำกัดการบินเพื่อความปลอดภัยของเที่ยวบินพลเรือน เช่น อิสราเอล สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กาตาร์ และคูเวต ซึ่งอาจส่งผลต่อเส้นทางบินที่ใช้เชื่อมต่อระหว่างยุโรป เอเชีย และเอเชีย-แปซิฟิก ทำให้หลายสายการบินต้องปรับเปลี่ยนเส้นทางบินเพื่อหลบเลี่ยงพื้นที่ที่มีความเสี่ยง ส่งผลให้ปริมาณการบินในภูมิภาคนี้ลดลงและอาจมีผลต่อเที่ยวบินระหว่างประเทศที่ปกติใช้เส้นทางผ่านบริเวณตะวันออกกลาง ดังนั้นผู้โดยสารที่มีแผนจะเดินทางในช่วงนี้โดยเฉพาะเส้นทางไปยังยุโรป ตะวันออกกลาง หรือที่ต้องต่อเครื่องในประเทศที่สาม ควรติดตามข้อมูลจากสายการบินที่ใช้บริการอย่างใกล้ชิด และตรวจสอบสถานะเที่ยวบินก่อนออกเดินทางทุกครั้ง
ทางด้านบล.หยวนต้า(ประเทศไทย)แนะให้นักลงทุนติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพราะถือเป็นปัจจัยเสี่ยงที่อาจกดดันการลงทุนทั่วโลกในสัปดาห์ที่จะถึงนี้ หากอ้างอิงจากสถานการณ์ที่อิสราเอลโจมตีอิหร่านปีก่อน วันที่ 13 มิ.ย. ตลาดหุ้นสหรัฐฯ และ SET Index ลดลงเฉลี่ย -1% ราคาทองคำ +2%, น้ำมัน +6%, VIX +15%
กลุ่ม Outperform คือ พลังงาน (PTT, PTTEP, BCP, TOP, SPRC) เรือขนส่งน้ำมัน (PRM) และ Defensive เช่น โรงพยาบาล รวมถึงธนาคารเพราะมีปันผลสูงคอยค้ำ
กลุ่มที่ Underperform คือ ท่องเที่ยว และกลุ่มที่ถูกกระทบจากราคาพลังงานขึ้น เช่น โรงไฟฟ้า
ทางด้านแหล่งข่าวจากบริษัทหลักทรัพย์ กล่าวว่า กองทุนต่างชาติจากสิงคโปร์ที่เคยลงทุนในตลาดหุ้นอินโดนีเซีย ได้โยกย้ายเม็ดเงินเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทยจำนวนมาก เพราะมีโอกาสในการสร้างกำไรขณะที่ตลาดหุ้นอินโดนีเซียมีความเสี่ยงถูกลดน้ำหนักจากดัชนี MSCI

ด้านตลาดหลักทรัพย์รายงานว่า ปกติข้อมูลการลงทุนของกองทุนต่างชาติไม่ได้เปิดเผยต่อสาธารณะ จึงไม่สามารถยืนยันได้ว่ามีกองทุนใดเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทย แต่สิ่งที่เห็นได้ชัดคือมีเงินไหลออกจากตลาดหุ้นอินโดนีเซียกว่า 710 ล้านดอลลาร์ตั้งแต่ต้นปี (ข้อมูล ณ 24 ก.พ. 2569) และน่าจะกระจายเข้ามาในประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาค รวมถึงไทย ซึ่งมี Valuation ที่น่าสนใจ ทั้งนี้ มีเงินไหลเข้ามาสุทธิ 1,884 ล้านดอลลาร์
นอกจากนั้นในรอบนี้จะเห็นว่านักลงทุนต่างประเทศซื้อสุทธิในตลาดหุ้นไทยมาตั้งแต่เดือนธันวาคม 2568 ถึงปัจจุบันและจากการสังเกต Foreign strategic holding จากจำนวนหุ้น outstanding ของ Foreign shares พบว่ามีจำนวนเพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2568 อย่างชัดเจนโดยเฉพาะในหุ้นของบริษัทขนาดใหญ่ สะท้อนให้เห็นว่าเป็นเงินเย็น และส่งผลให้ ณ สิ้นเดือนม.ค.2569 นักลงทุนต่างประเทศมีสัดส่วนถือครองหุ้นในตลาดหุ้นไทยสูงถึง 37% ทั้งนี้จากการเก็บหุ้นเพิ่มและราคาหุ้นที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น
“ตลาดหุ้นไทยให้ผลตอบแทนดีที่สุดเป็นอันดับ 3 ในภูมิภาคเอเชีย รองจาก เกาหลี และไต้หวัน (ข้อมูล ณ 24 ก.พ. 2569) และมีเงินไหลเข้ามากกว่าตลาดหุ้นอื่นในภูมิภาคอาเซียนตั้งแต่ต้นปี”ตลาดหลักทรัพย์ระบุ
ทั้งนี้ เมื่อเดือนก.พ. 2569 มีเงินทุนต่างประเทศไหลเข้าตลาดหุ้นไทยสุทธิ 54,471.24 ล้านบาท และหากนับตั้งแต่ต้นปี เข้ามาแล้ว 58,826 ล้านบาท รวม 2 เดือนในปีนี้ ดัชนี SET เพิ่มขึ้น 268.59 จุด หรือ+21.32% เทียบกับสิ้นปีก่อนปิดที่ 1,259.67 จุด
เฉพาะวันที่ 27 ก.พ. ดัชนีปิดที่ 1,528.26 จุด ร่วงลง 5.38 จุด หรือ-0.35% ด้วยมูลค่าการซื้อขายมากกว่า 104,314.15 ล้านบาท เพราะมีการขายหุ้นปรับพอร์ตตามน้ำหนักของดัชนี MSCI ที่ลดลง สถาบันไทยขายมากถึง -3,226.27 ล้านบาท สวนทางนักลงทุนไทยซื้อ 2,209 ล้านบาท ต่างชาติซื้อ 968.18 ล้านบาท พอร์ตบล.ซื้อ 49.07 ล้านบาท
