HoonSmart.com>>”กองทุนรวม” ปี 68 มูลค่าทรัพย์สินสุทธิ (AUM) ทะยานแตะ 6.46 ล้านล้านบาท เติบโต 5.51 แสนล้านบาท หรือ 9.34% “กองทุนตราสารหนี้” ยังเป็นเซฟโซนหลบความไม่แน่นอน ท่ามกลางความผันผวน “กองทุนผสม” โดดเด่น AUM เพิ่มขึ้น 40% กองทุนต่างประเทศโตต่อเนื่อง ด้านกองทุนลดภาษี “ThaiESG พุ่ง 217% แตะ 9.39 หมื่นล้านบาท ส่วน “LTF” มูลค่าลดเหลือ 3.86 หมื่นล้านบาท “บลจ.กสิกรไทย” ยังครองแชมป์บริหารเงินสูงสุด 1.46 ล้านล้านบาท

ภาพรวมอุตสาหกรรมกองทุนรวม ในปี 2568 มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ (AUM) ทั้งสิ้น 6,460,453 ล้านบาท เติบโต 551,725 ล้านบาท หรือ 9.34% จากสิ้นปี 2567 มีมูลค่ารวมอยู่ที่ 5,908,726 ล้านบาท จากจำนวนบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม (บลจ.)ทั้งหมด 23 แห่ง ณ วันที่ 31 ธ.ค.2568 (ข้อมูลสมาคมบริษัทจัดการลงทุน : AIMC) โดยมูลค่าทรัพย์สินสุทธิที่เพิ่มขึ้นมาจากมูลค่าหุ้นที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น รวมทั้งเม็ดเงินลงทุนใหม่เข้าสู่ระบบ
กองทุนตราสารหนี้ ซึ่งมีขนาดใหญ่สุดในอุตสาหกรรม มูลค่า AUM อยู่ที่ 3,202,281 ล้านบาท มีสัดส่วน 49.57% เมื่อเทียบกองทุนรวมทั้งระบบ มีมูลค่าเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจำนวน 326,484 ล้านบาท หรือ 11.35% จากสิ้นปีที่ผ่านมามีมูลค่า 2,875,797 ล้านบาท
กองทุนตราสารทุน ขนาดใหญ่เป็นอันดับสอง สัดส่วน 27.75% เมื่อเทียบทั้งระบบ มี AUM อยู่ที่ 1,781,959 ล้านบาท ลดลง 2,555 ล้านบาท หรือ -0.14% จากสิ้นปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 1,784,514 ล้านบาท
กองทุนรวมผสม มีมูลค่าสินทรัพย์สุทธิเติบโตแตะ 497,666 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 142,831 ล้านบาท หรือ 40.25% จากสิ้นปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 354,834 ล้านบาท
กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน มูลค่าทรัพย์สินสุทธิอยู่ที่ 345,628 ล้านบาท ลดลง 5,453 ล้านบาท หรือ -1.55% จากสิ้นปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 351,081 ล้านบาท
ทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REIT) AUM อยู่ที่ 322,031 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 62,191 ล้านบาท หรือ 23.93% จากสิ้นปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 259,840 ล้านบาท
หากแยกรายประเภทกองทุนในปี 2568 กองทุนรวมเพื่อไปลงทุนต่างประเทศ (FIF) เติบโตต่อเนื่อง AUM อยู่ที่ 1,467,433 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 115,130 ล้านบาท หรือ 8.51% จากสิ้นปีก่อนหน้า อยู่ที่ 1,352,302 ล้านบาท
“ThaiESG” โต 217% แตะ 9.39 หมื่นล้าน
ด้านกลุ่มกองทุนลดหย่อนภาษี กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) มี AUM เติบโตแตะ 494,290 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 35,918 ล้านบาท หรือ 7.84% จากสิ้นปีก่อนหน้าอยู่ที่ 458,372 ล้านบาท โดยมีจำนวนกองทุนทั้งสิ้น 407 กองทุน เพิ่มขึ้น 34 กองทุน
กองทุนรวมไทยยั่งยืน (ThaiESG)มีมูลค่า AUM แตะ 93,945 ล้านบาท เติบโต 64,349 ล้านบาท หรือ 217.43% จากปีก่อนหน้า โดยมีจำนวนกองทุนรวมทั้งสิ้น 140 กองทุน เพิ่มขึ้น 87 กองทุน จากปีก่อนหน้า
กองทุนรวมเพื่อส่งเสริมการออมระยะยาว (SSF) มีมูลค่าอยู่ที่ 72,063 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2,626 ล้านบาท หรือ 3.78% จากปีก่อนหน้าและมีจำนวนกองทุนเพิ่มขึ้น 1 กองทุน รวมเป็น 373 กองทุน
ขณะที่กองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) มีมูลค่า AUM ลดเหลือ 38,617 ล้านบาท ลดลง 181,243 ล้านบาท หรือ -82.44% จากปีก่อนหน้า โดยมีจำนวนกองทุนลด 73 กองทุน จาก 107 กองทุนในปี 2567 เหลือเพียง 34 กองทุน

“บลจ.กสิกรไทย” กอดมาร์เก็ตแชร์อันดับหนึ่ง 22.56%
ด้านบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ที่มีมูลค่าทรัพย์สินภายใต้การบริหารสูงสุด จากจำนวนทั้งหมด 23 บลจ. ในปี 2568 อันดับแรกยังเป็นบลจ.กสิกรไทย มูลค่า AUM อยู่ที่ 1,457,762 ล้านบาท ส่วนแบ่งการตลาดอยู่ที่ 22.56% มูลค่าเพิ่มขึ้น 161,456 ล้านบาท หรือ 12.46% จากสิ้นปีก่อนหน้า
อันดับ 2 บลจ.ไทยพาณิชย์ มูลค่า 1,127,215 ล้านบาท ส่วนแบ่ง 17.45% เพิ่มขึ้น 52,715 ล้านบาท หรือ 4.91%
อันดับ 3 บลจ.กรุงไทย มูลค่า 796,670 ล้านบาท ส่วนแบ่ง 12.33% เพิ่มขึ้น 70,138 ล้านบาท หรือ 9.65% ซึ่งขยับขึ้นจากอันดับ 4 ในปี 2567
อันดับ 4 บลจ.บัวหลวง มูลค่า AUM อยู่ที่ 749,454 ล้านบาท ส่วนแบ่ง 11.60% ลดลง 19,378 ล้านบาท หรือ -2.52% ซึ่งปรับลดลงจากอันดับ 3 ในปี 2567
อันดับ 5 บลจ.กรุงศรี มูลค่า 550,697 ล้านบาท ส่วนแบ่ง 8.52% เพิ่มขึ้น 68,609 ล้านบาท หรือ 14.23%
ส่วนอันดับ 6 บลจ.อีสท์สปริง(ประเทศไทย) มูลค่า 417,385 ล้านบาท ส่วนแบ่ง 6.47% ซึ่งเพิ่มขึ้นจำนวน 29,944 ล้านบาท หรือ 7.72%
อันดับ 7 บลจ.เอ็มเอฟซี มูลค่า 381,540 ล้านบาท ส่วนแบ่ง 5.91% เพิ่มขึ้น 22,517 ล้านบาท หรือ 6.27%
อันดับ 8 บลจ.เกียรตินาคินภัทร มุลค่า 273,864 ล้านบาท ส่วนแบ่ง 4.24% เพิ่มขึ้น 58,115 ล้านบาท หรือ 26.94%
อันดับ 9 บลจ.ยูโอบี (ประเทศไทย) มูลค่า 179,840 ล้านบาท ส่วนแบ่ง 2.78% เพิ่มขึ้น 33,246 ล้านบาท หรือ 22.68%
อันดับ 10 บลจ.พรินซิเพิล มูลค่า 86,437 ล้านบาท ส่วนแบ่ง 1.34% เพิ่มขึ้น 4,887 ล้านบาท หรือ 5.99%
ในภาพรวมบลจ.ส่วนใหญ่ 18 แห่งมี AUM เพิ่มขึ้น มีเพียง 5 บลจ. AUM ลดลง ได้แก่ บลจ.ฟิลลิป, บลจ.อเบอร์ดีน,บลจ.เฟิร์ส พลัส (ประเทศไทย) เปลี่ยนชื่อเมื่อ 1 ก.ย.2568 ชื่อเดิมบลจ.เคดับบลิวไอ หลังจากบริษัท เฟิร์ส พลัส ไฟแนนเชียล โฮลดิงส์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทโฮลดิงที่จัดตั้งในสิงคโปร์ มีความเชี่ยวชาญด้านการลงทุนในสินทรัพย์หลากหลายประเภทและได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจบริการด้านตลาดทุน จาก Monetary Authority of Singapore (MAS) นอกจากนี้บลจ.บัวหลวงและวรรณมี AUM ลดลงเช่นกัน
ด้านบลจ.กรุงไทย (KTAM) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจโลกเคลื่อนเข้าสู่ช่วง “เปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้าง” ในช่วงปี 2568 ที่ผ่านมา ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงนโยบายการค้าระหว่างประเทศ ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ การเข้าสู่โหมดการลงทุนขนาดใหญ่ในกลุ่ม AI และวงจรดอกเบี้ยที่เริ่มผ่อนคลายในบางภูมิภาค ศรษฐกิจโลกโดยรวมสามารถประคองตัวได้
ขณะที่ตลาดการเงินเป็นปีที่ “Everything Rally” หลังความกังวลต่อภาษีการค้าและความตึงเครียดเริ่มคลายลง สินทรัพย์เสี่ยงส่วนใหญ่ให้ผลตอบแทนเป็นบวก ทั้งตลาดหุ้นตลาดตราสารหนี้ และสินค้าโภคภัณฑ์ โดยเฉพาะโลหะมีค่าที่มีเงินทุนไหลเข้าอย่างโดดเด่น ขณะที่ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่อ่อนค่าลงก็ช่วยสนับสนุนสินทรัพย์เสี่ยงอีกด้านด้วย
อ่านต่อ : https://hoonsmart.com/archives/397898

