HoonSmart.com>>บล.กสิกรไทยให้แนวรับที่ 1,240 และ 1,230 จุด ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 1,270 และ 1,285 จุด ตามลำดับ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยให้ติดตามกำไรบจ.โดยเฉพาะกลุ่มธนาคาร ถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่เฟด และทิศทางเงินทุนต่างชาติ ส่วนแนวโน้มค่าเงินบาท ธนาคารกสิกรไทยมองกรอบเคลื่อนไหวที่ 31.10-31.80 บาทต่อดอลลาร์ฯ จากสัปดาห์แรกของปี 69 แข็งค่าเล็กน้อยปิดที่ 31.44 บาท
บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย มองหุ้นสัปดาห์ถัดไป (12-16 ม.ค. 2569)ว่า ดัชนีหุ้นมีแนวรับที่ 1,240 และ 1,230 จุด ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 1,270 และ 1,285 จุด ตามลำดับ
บริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามได้แก่ การทยอยประกาศผลประกอบการไตรมาส 4/2568 ของบจ.ไทย โดยเฉพาะกลุ่มแบงก์ ถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่เฟด และทิศทางเงินทุนต่างชาติ ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ ดัชนีราคาผู้บริโภค ยอดขายบ้านมือสอง และผลผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือนธ.ค. 2568 ดัชนีราคาผู้ผลิตและยอดค้าปลีกเดือนพ.ย. 2568 รวมถึงจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์
ขณะที่ปัจจัยเศรษฐกิจต่างประเทศอื่น ๆ ได้แก่ ผลผลิคภาคอุตสาหกรรมเดือนพ.ย.ของยูโรโซนและอังกฤษ ดัชนีราคาผู้ผลิตเดือนธ.ค.ของญี่ปุ่น ตลอดจนตัวเลขส่งออกและยอดปล่อยกู้ใหม่สกุลเงินหยวนเดือนธ.ค. ของจีน
ตลาดหุ้นในสัปดาห์แรกของปี 2569 ดัชนีหุ้น SET Index ผันผวน โดยในวันทำการแรกดีดตัวขึ้น นำโดยแรงซื้อหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีตามทิศทางการปรับตัวขึ้นของหุ้นเทคโนโลยีของสหรัฐฯรวมถึงหุ้นกลุ่มแบงก์ก่อนประกาศงบไตรมาส 4/2568
อย่างไรก็ดี SET Index กลับมาแกว่งตัวในกรอบแคบในช่วงกลางสัปดาห์ เนื่องจากไร้ปัจจัยใหม่ ๆ เข้ามากระตุ้นตลาด ประกอบกับตลาดรอประเมินประเด็นความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ หลังสหรัฐฯเปิดปฏิบัติการโจมตีเวเนซุเอลาและจับกุมผู้นำเวเนซุเอลา รวมถึงติดตามประเด็นการเมืองในประเทศอย่างใกล้ชิด
ดัชนีหุ้นร่วงลงแรงในช่วงท้ายสัปดาห์ท่ามกลางแรงขายของกลุ่มนักลงทุนต่างชาติ นำโดยหุ้นผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่แห่งหนึ่งจากปัจจัยเฉพาะตัว รวมถึงหุ้นกลุ่มไฟแนนซ์จากความกังวลเรื่องหนี้เสียท่ามกลางความเปราะบางของเศรษฐกิจ
อย่างไรก็ดีแรงซื้อคืนหุ้นผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่ที่ร่วงลงแรงก่อนหน้านี้ในช่วงท้ายสัปดาห์มีส่วนช่วยประคองดัชนีหุ้นไม่ให้ร่วงลงต่อ ขณะที่นักลงทุนกลับมารอติดตามข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ รวมถึงคำตัดสินของศาลฎีกาสหรัฐฯเกี่ยวกับประเด็นความชอบด้วยกฎหมายของมาตรการภาษีของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์
ในวันศุกร์ที่ 9 ม.ค. 2569 ดัชนี SET ปิดที่ระดับ 1,254.09 จุด ลดลง 0.44% จากระดับปลายสัปดาห์ก่อน ขณะที่มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 40,600.37 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 44.34% ส่วนดัชนี mai ลดลง 1.00% มาปิดที่ระดับ 214.89 จุด
ส่วนแนวโน้มค่าเงินบาทสัปดาห์ระหว่างวันที่ 12-16 ม.ค. 2569 ธนาคารกสิกรไทยมองกรอบการเคลื่อนไหวที่ระดับ 31.10-31.80 บาทต่อดอลลาร์ฯ ขณะที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ ฟันด์โฟลว์ของต่างชาติ การเคลื่อนไหวของสกุลเงินเอเชียและราคาทองคำในตลาดโลก และถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่เฟด
เงินบาทปิดสัปดาห์แรกของปี 2569 ที่ระดับแข็งค่าเล็กน้อยเมื่อเทียบกับสิ้นปี 2568 เงินบาทแข็งค่าขึ้นในช่วงต้นสัปดาห์ตามการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำในตลาดโลก ซึ่งได้รับอานิสงส์จากประเด็นความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และเวเนซุเอลา อย่างไรก็ดี เงินบาทลดช่วงบวกและเริ่มทยอยอ่อนค่าลงในช่วงระหว่างสัปดาห์สอดคล้องกับการย่อตัวลงของราคาทองคำในตลาดโลก ขณะที่เงินดอลลาร์ฯ ทยอยฟื้นตัวกลับมา หลังดัชนี ISM ภาคบริการของสหรัฐฯ ออกมาดีกว่าที่คาด (ดัชนี ISM ภาคบริการเพิ่มขึ้นไปแตะระดับสูงสุดในรอบ 1 ปีที่ 54.4 เดือนธ.ค. 2568 สูงกว่าตลาดคาดที่ 52.2 และสูงกว่า 52.6 ในเดือนพ.ย.)
อย่างไรก็ดี เงินบาทฟื้นตัวแข็งค่ากลับมาบางส่วนในช่วงท้ายสัปดาห์ เนื่องจากตลาดรอติดตามตัวเลขตลาดแรงงานสหรัฐฯ และคำวินิจฉัยของศาลฎีกาสหรัฐฯในเรื่องภาษีศุลกากรของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์
ในวันศุกร์ที่ 9 ม.ค. 2569 เงินบาทปิดตลาดในประเทศที่ 31.44 บาทต่อดอลลาร์ฯ เทียบกับระดับ 31.55 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในวันอังคารก่อนหน้า (30 ธ.ค. 68)
สำหรับสถานะพอร์ตการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติระหว่างวันที่ 5-9 ม.ค. 2569 นั้น ขายสุทธิหุ้นไทย 4,806 ล้านบาท แต่มีสถานะอยู่ในฝั่ง Net Inflows เข้าตลาดพันธบัตรไทย 6,657 ล้านบาท (ซื้อสุทธิพันธบัตร 7,417 ล้านบาท หักตราสารหนี้หมดอายุ 760 ล้านบาท)
