ThaiBMA มองหุ้นกู้ปี’69 ฟื้นตัว รับมือมูลค่าไถ่ถอนเฉียด 9 แสนล.

HoonSmart.com>>สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย คาดปี’69 มูลค่าการออกหุ้นกู้ภาคเอกชน 8.8-9 แสนล้านบาท ฟื้นตัวเล็กน้อย รองรับหุ้นกู้ครบกำหนดไถ่ถอน 8.75 แสนล้านบาท – Bond Yield ลดลงอีก 0.05-0.10% ดันผลตอบแทนพันธบัตรอยู่ในเกณฑ์ดี ด้านปี’68 ยอดออกใหม่ 8.81 แสนล้านบาท ลดลง 3.5% จากปี 2567 ต่างชาติยังถือครองกว่า 9 แสนล้านบาท

ดร.สมจินต์ ศรไพศาล กรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) เปิดเผยว่า ปี 2569 ประเมินภาคเอกชนจะมีการออกหุ้นกู้ระยะยาว 8.8-9 แสนล้านบาท เพื่อมารองรับหุ้นกู้ที่จะครบกำหนด 8.75 แสนล้านบาท โดย 90% หรือ 7.89 แสนล้านบาท เป็นหุ้นกู้ในกลุ่มอินเวสเม้นท์เกรด ตั้งแต่ BBB- ถึงระดับ AAA ซึ่งมั่นใจว่ากลุ่มนี้สามารถไถ่ถอนหุ้นกู้ได้ตามกำหนด

ส่วนกลุ่มไฮยีลด์ ที่ครบกำหนดมีประมาณ 10% แยกเป็นหุ้นกู้ที่มีอันดับเครดิตต่ำกว่า BBB- 48,814 ล้านบาท และหุ้นกู้ที่ไม่มีอันดับเครดิต 37,681 ล้านบาท ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยง ที่นักลงทุนต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะในภาวะที่เศรษฐกิจชะลอตัวทุกบริษัทต้องใช้ความระมัดระวัง คล้ายกับที่สถาบันการเงินปล่อยสินเชื่อ อาจจะทำให้เกิดหนี้เสียเพิ่มขึ้นในช่วงที่ภาวะเศรษฐกิจโตต่ำ

กลุ่มอุตสาหกรรมที่มีหุ้นกู้ครบกำหนดสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ กลุ่มการเงิน 1.67 แสนล้านบาท,กลุ่มพลังงาน 1.45 แสนล้านบาท
และ กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ 1.44 แสนล้านบาท

อีกเหตุผลหนึ่งที่มีการออกหุ้นกู้ใหม่ คือ เพื่อระดมทุนไปขยายธุรกิจใหม่ๆ เช่น กลุ่มพลังงาน มีการประกาศแผนลงทุนในธุรกิจเทรนด์ใหม่ และขยายธุรกิจในพลังงานทางเลือก

ทั้งนี้ มั่นใจว่าจากสภาพคล่องในระบบเงินออมของไทยที่ยังสูง สามารถรองรับหุ้นกู้ออกใหม่ของภาคเอกชน 9 แสนล้านบาท และพันธบัตรรัฐบาลที่จะออกมาใหม่ได้แน่นอน โดยเงินฝากไทยมีสูงถึง 10 ล้านล้านบาท ยังไม่รวมเงินลงทุนของ 4 นักลงทุนสถาบันขนาดใหญ่ และยังมีเงินจากกองทุนไทยอีเอสจีอีก ที่พร้อมจะเข้ามาลงทุนในหุ้นกู้และพันธบัตรรัฐบาลไทย ที่ให้ผลตอบแทนแน่นอน และอัตราผลตอบแทนค่อนข้างเสถียร เมื่อเทียบกับผลตอบแทนของหุ้นกู้และพันธบัตรรัฐบาลในต่างประเทศ

ประกอบกับ อัตราเงินเฟ้อของไทยยังอยู่ในระดับต่ำ เช่น เมื่อเทียบกับอัตราเงินเฟ้อสหรัฐอเมริกา ทำให้ผลตอบแทนที่แท้จริงของหุ้นกู้ไทย และพันธบัตรรัฐบาลไทย เมื่อหักอัตราเงินเฟ้อแล้ว ยังได้ผลตอบแทนที่ใกล้เคียงกับการลงทุนในหุ้นกู้ และพันธบัตรรัฐบาลของสหรัฐฯ

สำหรับ ปี 2569 คาดว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยจะปรับลดอีก 1 ครั้ง โดยจะลดลง 0.25% มาอยู่ที่ 1% รวมถึงแผนการกู้ของรัฐบาลที่ยังอยู่ในระดับสูง สภาพคล่องในระบบการเงินโลกที่ยังเอื้อต่อสินทรัพย์ปลอดภัย กระแสเงินทุนต่างชาติที่ยังไหลเข้าเป็นระยะ ทำให้อัตราผลตอบแทน (Bond yield) ลดลง 0.05%-0.10% โดยเฉพาะรุ่นอายุ 5 ปี และ 10 ปี ดันราคาหน้าตั๋วของหุ้นกู้หรือพันธบัตรปรับเพิ่มขึ้น(capital gain) ทำให้ผลตอบแทนจากการลงทุนยังอยู่ในระดับสูง แต่จะไม่สูงเท่าปี 2568 ที่อัตราดอกเบี้ยมีการปรับลดลงถึง 4 ครั้ง รวม 1%

ดร.สมจินต์ กล่าวว่า หุ้นกู้ไทย ยังเป็นที่ต้องการของนักลงทุนต่างชาติแต่ไม่มากถึงขั้นกระทบต่อตลาด การเข้ามาของเงินต่างชาติ เพราะฐานะทางการคลังของไทยยังมีเรทติ้งที่ดี สามารถลงทุนได้ อัตราเงินเฟ้อไทยค่อนข้างต่ำ อัตราผลตอบแทนของหุ้นกู้มีการลดลง สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนในการเข้ามาลงทุนในหุ้นกู้

ประกอบกับ การเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยนโยบาย และอัตราผลตอบแทนของหุ้นกู้ไทยมีการเปลี่ยนแปลงค่อยเป็นค่อยไป ไม่ได้หวือหวาเหมือนตลาดสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นผลมาจากตลาดหุ้นกู้ไทยมีความลึกพอสมควรสำหรับนักลงทุนในประเทศ และเปิดกว้างสำหรับนักลทุนต่างชาติ จะเห็นว่าปี 2568 ที่ผ่านมาต่างชาติมีการซื้อหุ้นกู้ไทยในไตรมาส 1 ไตรมาส 2 และไตรมาส 4 รวมกัน 7.56 หมื่นล้านบาท มีการขายออกไปไตรมาสเดียวคือไตรมาส 3 ทำให้ ณ สิ้นปี 2568 ถือครองหุ้นกู้ไทยประมาณ 9.2 แสนล้านบาท คิดเป็น 5.1% ของมูลค่าคงค้าง 17.91 ล้านล้านบาท

สำหรับ ปี 2568 มูลค่าคงค้างตลาดตราสารหนี้ไทยเท่ากับ 17.91 ล้านล้านบาท คิดเป็น 96% ของจีดีพี เพิ่มขึ้น 4.67% จากปี 2567 แยกเป็นพันธบัตรรัฐบาล 54% ตามด้วยหุ้นกู้เอกชน 25% พันธบัตรที่ออกโดยธนาคารแห่งประเทศไทย 14% SOE bond 6% และ Baht bond 1% เป็นผลจากการเพิ่มขึ้นของตราสารหนี้ภาครัฐเป็นหลัก ในขณะที่มูลค่าคงค้างตราสารหนี้ภาคเอกชนลดลงเล็กน้อยเป็นปีที่ 2 นับจากปี 2566

การออกตราสารหนี้ภาคเอกชนระยะยาวลดลง 3.51% จากปี 2567 มาอยู่ที่ 8.81 แสนล้านบาท โดยกลุ่มพลังงาน กลุ่มการเงิน และ กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ ออกมากสุด

ด้านผู้ออกหุ้นกู้ที่ถูกปรับลดอันดับเครดิตเริ่มมีจำนวนลดลงอยู่ที่ 34 รายในปี 2568 จากผู้ออกทั้งหมด 218 บริษัท เทียบกับปี 2567 ที่มี 47 รายจากผู้ออกทั้หมด 217 บริษัท ขณะที่หุ้นกู้ที่ถูกอัพเกรดเพิ่มขึ้นเป็น 18 รายในปี 2568 เมื่อเทียบกับปี 2567 ที่ได้รับการอัพเกรด 13 ราย

ส่วนหุ้นกู้ที่เลื่อนกำหนดชำระ รวม 21 ราย (รายใหม่ 14 ราย อีก 7 รายเป็นเจ้าเดิม) วงเงินรวม 59,804 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปี 2567 ที่มีมูลค่าเลื่อนกำหนดชำระ 37,963 ล้านบาท จากผู้ออก 17 ราย

หุ้นกู้ผิดนัดชำระ 8 ราย วงเงิน 8,319 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ที่มี 5 ราย วงเงินรวม 3,172 ล้านบาท