HoonSmart.com>> ดัชนีดาวโจนส์ปิดพุ่ง 417 จุด ส่งท้ายไตรมาสแรก แรงซื้อหุ้นการเงิน สินค้าอุปโภคบริโภค พลังงาน ขายกลุ่มเทค ก่อนมีการปรับขึ้นภาษีนำเข้าของประธานาธิบดีทรัมป์ 2 เม.ย.นี้ ด้าน “ราคาน้ำมันดิบ WTI” พุ่ง 3.06% ปิด 71.48 ดอลลาร์/บาร์เรล ฟาก “ตลาดหุ้นยุโรป” ปิดลบ
ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ (Dow Jones Industrial Average: DJIA) วันที่ 31 มีนาคม 2568 ปิดที่ 42,001.76 จุด เพิ่มขึ้น 417.86 จุด หรือ +1.00% และปิดฉากเดือนและไตรมาสที่ผันผวน จากความกังวลเกี่ยวกับสงครามการค้าที่เพิ่มมากขึ้นก่อนที่จะมีการปรับขึ้นภาษีนำเข้าของประธานาธิบดีทรัมป์ในช่วงปลายสัปดาห์
ดัชนี S&P 500 ปิดที่ 5,611.85 จุด เพิ่มขึ้น 30.91 จุด, +0.55%
ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 17,299.29 จุด ลดลง 23.70 จุด, -0.14%
ในรอบไตรมาสนี้ เป็นไตรมาสที่แย่ที่สุดนับตั้งแต่ปี 2022 ของดัชนี S&P 500 และ Nasdaq โดย S&P 500 ลดลงกว่า 4.6% และ Nasdaq ลดลง 10.5% ส่วน ดัชนีดาวโจนส์ปรับตัวลงทั้งสิ้น 1.3% จากความไม่แน่นอนเกี่ยวกับวาระเศรษฐกิจของรัฐบาลทรัมป์ที่ส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในไตรมาสแรกของปี 2025
กลุ่ม Magnificent Seven ซึ่งผลักดันให้ตลาดปรับตัวสูงขึ้นในช่วงตลาดกระทิงที่กินเวลายาวนานถึงปี 2023 และ 2024 ส่งผลอย่างหนักต่อตลาดหุ้นสหรัฐฯ เนื่องจากนักลงทุนได้ขายหุ้นออก ส่งผลให้ในไตรมาสนี้หุ้น Tesla ลดลงราว 36% และหุ้น Nvidia ลดลงเกือบ 20%
สำหรับเมื่อวานนี้ หุ้น Nvidia ลดลง 1.2% หุ้นลดลง 1.7%
นักลงทุนกำลังเตรียมรับมือกับมาตรการภาษีศุลกากรที่ครอบคลุมที่สุดเท่าที่มีมาของสหรัฐฯ ที่จะมีการเปิดเผยในวันที่ 2 เมษายนนี้ ซึ่งประธานาธิบดีบอกว่าจะเป็น “วันแห่งการปลดปล่อย”
ทรัมป์กล่าวว่าเขามีแผนที่จะเก็บภาษีศุลกากรต่อ “ทุกประเทศ” ตั้งแต่เริ่มต้น ซึ่งทำให้ความหวังที่ว่าจะจำกัดวงการบังคับใช้ลดลง รายงานของวอชิงตันโพสต์เมื่อสุดสัปดาห์นี้ระบุว่าประธานาธิบดีกำลังกดดันที่ปรึกษาให้กำหนดนโยบายภาษีศุลกากรให้ “มากขึ้น”
อย่างไรก็ตามเมื่อวานนี้ตลาดได้มองข้ามความไม่แน่นอนเกี่ยวกับแผนภาษีที่จะมีผลบังคับใช้ในเร็วๆ นี้ของรัฐบาลทรัมป์ออกไปชั่วคราว
หุ้นกลุ่มการเงินช่วยหนุนดัชนี S&P 500 ในวันจันทร์ ทั้ง Discover Financial Services และ Capital One Financial ต่างก็พุ่งขึ้น 7.5% และ 3.3% ตามลำดับ เนื่องจากนักลงทุนคาดว่าการควบรวมกิจการของทั้งสองบริษัทจะได้รับการอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแล
กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งมักถูกมองว่าเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยในตลาดหุ้น ยังคงนำการปรับขึ้น โดยเพิ่มขึ้น 1.6% หุ้นพลังงานก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน ตามการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันดิบ
ดัชนี CBOE Volatility Index (VIX) ซึ่งเป็นมาตรวัดความวิตกของนักลงทุนในตลาดหุ้น พุ่งขึ้น 2.91% มาที่ 22.28 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 2 สัปดาห์
ขณะเดียวกัน ตลาดยังคงจับตาสัญญาณแรงกดดันทางเศรษฐกิจ หลังจากที่ดัชนี PCE ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ(เฟด)ให้ความสำคัญออกมาดีเกินคาด โดยการจ้างงานประจำเดือนมีนาคมมีกำหนดเผยแพร่ในวันศุกร์นี้ ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญของสัปดาห์ และมีข้อมูลอัปเดตเกี่ยวกับการจ้างงานภาคเอกชนและตำแหน่งงานว่างในรายงานด้วย นักลงทุนจับตาการกล่าวสุนทรพจน์ของเจอโรม พาวเวล ประธานเฟด ในการประชุมประจำปีของ Society for Advancing Business Editing and Writing (SABEW)ในวันศุกร์เช่นกัน
ความไม่แน่นอนของภาษีศุลกากร ทำให้ Goldman Sachs ได้เพิ่มโอกาสที่สหรัฐฯ จะเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยจาก 20% เป็น 35% พร้อมทั้งปรับลดเป้าหมายสิ้นปีของดัชนี S&P 500 ลงเหลือ 5,700 จุด และคาดการณ์ว่าเฟด จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยอีก
หุ้นกลุ่มบริษัทผลิตยาร่วงลง หลังจากมีรายงานว่า ปีเตอร์ มาร์กส์ เจ้าหน้าที่ระดับสูงด้านวัคซีนของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (FDA) ของสหรัฐฯ ได้ถูกบีบให้ลาออกจากตำแหน่ง โดยหุ้น Moderna ร่วงลง 8.9% หุ้น Taysha Gene Therapies และหุ้น Solid Biosciences ร่วงลง 28% และ 14.4% ตามลำดับ
ตลาดหุ้นยุโรปปิดลบ จากความกังวลก่อนที่แผนภาษีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐจะมีผลบังคับใช้ หุ้นเกือบกลุ่มอยู่ในแดนลบ
ในช่วงต่ำสุดของวัน ดัชนี FTSE 100 ของลอนดอนร่วงลงกว่า 100 จุด และการเทขายยังเกิดขึ้นในดัชนีสำคัญอื่นๆ ของยุโรป
เดือนมีนาคมถือเป็นเดือนแรกของปีที่ดัชนี Stoxx 600 ลดลง โดยลดลงเกือบ 3% ตามข้อมูลของ LSEG อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ในปี 2025 ดัชนี Stoxx 600 ยังคงทำผลงานได้ดีกว่าดัชนี S&P 500 ของสหรัฐฯ
ความวิตกเรื่องภาษีศุลกากรมีมากขึ้นในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีทรัมป์ยังคงไม่มีท่าทีจะผ่อนปรน โดยกล่าวว่าไม่มีประเทศไหนที่จะหลีกเลี่ยงการเรียกเก็บภาษีศุลกากรตอบโตจากเขาได้ ซึ่งทำให้ความหวังในการผ่อนปรนภาษีในนาทีสุดท้ายหายไป
มาตรการภาษีศุลกากรต่างๆ ของทรัมป์ที่จะมีผลบังคับใช้ในวันพุธนั้นรวมถึงภาษี 25%จาก รถยนต์ทุกรุ่นที่ไม่ได้ผลิตในสหรัฐฯ
กลุ่มรถยนต์และชิ้นส่วนลดลง 2.6% โดยหุ้น Volkswagen ร่วงลง 3.5% หุ้น Mercedes-Benz ลดลง 2.8% และหุ้น Renault ลดลง 2%
หุ้นของ IAG ซึ่งจดทะเบียนใน FTSE 100 และเป็นเจ้าของ British Airways ร่วงลงเกือบ 7% หลังจาก Virgin Atlantic ซึ่งเป็นสายการบินคู่แข่งประกาศว่าบริษัทกลับมามีกำไรได้เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2016
ดัชนี STOXX 600 ปิดที่ 533.92 จุด ลดลง 8.18 จุด, -1.51%
ดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 8,582.81 จุด ลดลง 76.04 จุด, -0.88%
ดัชนี CAC-40 ตลาดหุ้นฝรั่งเศสปิดที่ 7,790.71 จุด ลดลง 125.37 จุด, -1.58%,
ดัชนี DAX ตลาดหุ้นเยอรมนีปิดที่ 22,163.49 จุด ลดลง 298.03 จุด, -1.33%
ราคาน้ำมันดิบ WTI งวดส่งมอบเดือนพฤษภาคม เพิ่มขึ้น 2.12 ดอลลาร์ หรือ 3.06% ปิดที่ 71.48 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และราคาน้ำมันดิบ Brent ทะเลเหนือ งวดส่งมอบเดือนพฤษภาคม เพิ่มขึ้น 1.11 ดอลลาร์ หรือ 1.51% ปิดที่ 74.74 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล