“ทรีนีตี้” มองแผ่นดินไหวกระทบ”ตลาดหุ้น”ไม่รุนแรงเท่าสึนามิ-โควิด เปิดโผกลุ่มได้-เสีย

HoonSmart.com>>บล.ทรีนีตี้ ประเมินผลกระทบแผ่นดินไหวไม่รุนแรง-ลากยาวเหมือน “ช่วงสึนามิ-โควิด” มอง ITD กระทบหนักสุด ส่วนกลุ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะคอนโดแนวสูง-กลุ่ม REIT ออฟฟิศอาคารสูง กระทบปานกลาง ด้าน “กลุ่มประกันภัย-ท่องเที่ยว-เดินทาง-ห้างสรรพสินค้าและนันทนาการ-แบงก์” กระทบเล็กน้อย ด้าน “วัสดุก่อสร้าง-บริการปรึกษาด้านวิศวกรรม-กลุ่ม Home improvement-ICT และสินค้า IT” ได้ผลบวกเล็กน้อย

บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด วิเคราะห์ผลกระทบของเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งนี้ที่จะมีต่อ SET Index

-Earthquake: ไม่คิดว่าผลกระทบของเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งนี้ที่จะมีต่อ SET Index จะรุนแรงและลากยาวเหมือนกับเหตุการณ์ภัยพิบัติธรรมชาติที่ประเทศไทยเคยเผชิญก่อนหน้านี้ ทั้งเหตุการณ์สึนามิในปี 2004 และเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในปี 2011 เนื่องจากทั้ง 2 เหตุการณ์นั้น ต่างต้องใช้เวลายาวนานในการบูรณะสิ่งก่อสร้างต่างๆให้กลับมาอยู่ในสภาพเดิม รวมไปถึงการเดินทางสัญจรต่างๆให้กลับเข้าสู่ภาวะปกติ

-Covid-Lite: หากให้เทียบเคียงผลกระทบในระยะสั้น เรามองว่าผลกระทบในครั้งนี้อาจเหมือนเหตุการณ์การระบาดของโรค Covid-19 ในช่วงแรก ซึ่งเป็นช่วงที่ผู้คนอาจมีความหวาดกลัวในการใช้ชีวิตบ้าง จนทำให้บางส่วนตัดสินใจใช้ชีวิตอยู่กับบ้านมากขึ้น แต่จะกินระยะเวลาที่สั้นกว่ามาก
 

-Negative impact: มองผลกระทบลบระยะสั้นในเชิงจิตวิทยาต่อกลุ่มหุ้นต่างๆ ดังต่อไปนี้

1) หุ้นที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบเชิงลบในระดับสูง ได้แก่ ผู้ให้บริการรับเหมาก่อสร้างในตึกอาคารที่มีการถล่ม ได้แก่ ITD

2) Sector ที่เราประเมินว่าจะได้รับผลกระทบเชิงลบปานกลาง ได้แก่

กลุ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะผู้เล่นที่มีสัดส่วนคอนโดแนวสูงมาก จากแนวโน้มยอดขายและ Margin ที่อาจได้รับผลกระทบ รวมถึง SG&A ที่อาจสูงขึ้น เช่น ANANDA, ORI, SC

กลุ่ม REITs โดยเฉพาะตัวที่มีพอร์ตสินทรัพย์หลักเป็นตึก Office อาคารสูง จากแนวโน้มค่าเช่าที่อาจลดลง รวมถึงค่าใช้จ่ายกองที่เพิ่มสูงขึ้น

 
3) Sector ที่เราประเมินว่าจะได้รับผลกระทบเชิงลบเล็กน้อย ได้แก่

กลุ่มประกันภัย ที่มีผลิตภัณฑ์รับประกันเกี่ยวกับสิ่งปลูกสร้าง รวมถึงกลุ่มรับประกันภัยต่อ เช่น TIPH, BKI, THRE จากประเด็นความกังวลเกี่ยวกับฐานะการเงินในระยะสั้น

กลุ่มที่เกี่ยวข้องกับภาคการท่องเที่ยว ตามความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่อาจลดลงในระยะสั้น เช่น AOT, AAV, BA, ERW, CENTEL, MINT, AWC

กลุ่มที่เกี่ยวข้องกับ Traffic การเดินทาง เช่น BEM, BTS, OR

กลุ่มห้างสรรพสินค้าและนันทนาการ เช่น CPN, MAJOR รวมถึงร้านอาหารต่างๆ เป็นต้น

กลุ่มธนาคาร (BANK) จากความกังวลเรื่อง NPL ของบริษัทรับเหมาขนาดใหญ่ และมาตรการช่วยเหลือด้านสินเชื่อที่ทยอยออกมา

 

– Positive impact: ในทางกลับกัน มองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น อาจเป็นปัจจัยจิตวิทยาเชิงบวกต่อหุ้นบางกลุ่มในระยะสั้น ดังนี้

1) Sector ที่เราประเมินว่าจะได้รับผลกระทบเชิงบวกปานกลาง ได้แก่
กลุ่มวัสดุก่อสร้าง อาทิ SCC, SCCC, SCGD, TPIPL, DCC, DRT, TOA, DPAINT จากดีมานด์การใช้วัสดุเพื่อซ่อมแซมและบูรณะที่สูงขึ้น

กลุ่มผู้ให้บริการปรึกษาด้านวิศวกรรม อาทิ TEAMG, STI, PPS จากจำนวนงานตรวจสอบและควบคุมการก่อสร้างที่อาจเพิ่มขึ้น

2) Sector ที่เราประเมินว่าจะได้รับผลกระทบเชิงบวกเล็กน้อย ได้แก่

กลุ่ม Home improvement อาทิ HMPRO, GLOBAL, DOHOME จากความต้องการซ่อมแซมอาคารชุดที่อาจเพิ่มขึ้น

กลุ่ม ICT และสินค้า IT ที่อาจเห็นดีมานด์สูงขึ้นจากการ WFH เช่น ADVANC, TRUE, COM7

 
 
 
 
 
———————————————————————————————————————————————————–