“บล.ดาโอ” เปิดโผหุ้นได้รับ sentiment เชิงลบ-บวก เหตุแผ่นดินไหว

HoonSmart.com>>บล.ดาโอ คาดแผ่นดินไหวกระทบช่วงสั้น เป็นลบกับบางกลุ่มอุตสาหกกรรมอย่าง “กลุ่มอสังหาฯ-ท่องเที่ยว-ขนส่งภาคพื้นดิน” ด้านกลุ่มได้ผลบวก “กลุ่มค้าปลีก สินค้าปรับปรุงบ้าน คาดระยะสั้นหนุนหุ้น HMPRO , DOHOME , GLOBAL จะ outperform

บริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ ประเมินผลกระทบต่อบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ (SET) จากเหตุการณ์แผ่นดินไหวขนาด 7.4 แมกนิจูด (ใหญ่ที่สุดอันดับ 2 ในประวัติศาสตร์) ซึ่งมี
ศูนย์กลางอยู่ ที่ ประเทศเมียนมาและรับรู้ได้ในหลายพื้นที่ ของประเทศไทยโดยเฉพาะกรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 28 มี.ค.ที่ผ่านมาว่า เบื้องต้นผลกระทบต่อเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมหลักของไทยมีจำกัด เมื่อเทียบกับเหตการณ์สึนามิที่ ภาคใต้ในปี 2004 และน้ำท่วมใหญ่ในปี 2011

อย่างไรก็ตามคาดว่า เหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งนี้จะส่งผลกระทบในระยะสั้น โดยจะกระทบเชิงลบมากกว่าบวก และกับหุ้นในบางกลุ่มอุตสาหกรรมเท่านั้น

บล.ดาโอ มอง : เป็นลบต่ออสังหาริมทรัพย์, ท่องเที่ยว, การขนส่งภาคพื้นดิน,รับเหมาก่อสร้างแต่อาจเป็นบวกบางส่วนต่อกลุ่มค้าปลีก (ปรับปรุงบ้าน) โดยหุ้นที่คาดว่าจะกระทบเชิงลบมากสุดคือ กลุ่มอสังหาฯโดยเฉพาะที่เน้นโครงการแนวสูง (ANAN, ORI, LPN) และกลุ่มท่องเที่ยว (ERW, CENTEL, MINT, SHR)

สำหรับกลุ่มที่ได้อานิสงส์เชิงบวกคือ กลุ่ม Home Improvement (HMPRO,DOHOME, GLOBAL), วัสดุก่อสร้าง และที่ปรึกษาด้านวิศวกรรม (TOA,SCGD, SCCC, DCC, TEAMG)

หุ้นที่แนะนำที่คาดว่าจะ outperform SET ระยะสั้น คือ HMPRO (ซื้อ/เป้า 12.00 บาท), DOHOME (ซื้อ/เป้า 7.50 บาท), GLOBAL (ถือ/เป้า 8.00 บาท)

สำหรับผลกระทบ

(-) กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ (Neutral): เป็น sentiment เชิงลบต่อความเชื่อมั่นในการซื้อที่อยู่อาศัยที่เป็นอาคารสูง เช่น คอนโดมิเนียม จากความกังวลด้านความปลอดภัยส่งผลให้ผู้บริโภค อาจเปลี่ยนการตัดสินใจไปซื้อที่อยู่อาศัยแนวราบหรือคอนโดมิเนียมที่เป็นอาคารที่ไม่สูงมาก (low rise building) มากขึ้น รวมถึงอาจทำให้โครงการคอนโดที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างต้องล่าช้าออกไป เพื่อรอการตรวจสอบความปลอดภัย ในขณะที่อาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมในการซ่อมแซมคอนโดมิเนียมที่อยู่ระหว่างการขายที่ได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหวผู้ประกอบการที่เน้นคอนโดแนวสูงมากกว่าที่อยู่อาศัยแนวราบได้แก่ ANAN (no coverage), ORI (ขาย/เป้า 2.90 บาท), LPN (ขาย/เป้า 1.80 บาท)

(-) กลุ่มท่องเที่ยว (Neutral): นักท่องเที่ยวมีโอกาสตัดสินใจเลื่อนแผนการเดินทางมาประเทศไทยระยะสั้น เพื่อรอดูสถานการณ์ ว่าอาจมีแผ่นดินไหวตามมาอีกไหม และการพักในโรงแรมที่เป็นอาคารสูง อาจไม่ปลอดภัย หุ้นที่กระทบ ERW (ถือ/เป้า 4.40 บาท), CENTEL (ซื้อ/เป้า 44.00 บาท), MINT (ซื้อ/เป้า 34.00 บาท), SHR (ซื้อ/เป้า 3.20 บาท)

(-)กลุ่มขนส่งภาคพื้นดิน (Neutral): เป็น sentiment เชิงลบจากการปิดให้บริการรถไฟฟ้าชั่วคราว (ปัจจุบันได้เปิดให้บริการแล้ว) เพื่อตรวจสอบความแข็งแรงของโครงสร้างทางรถไฟและระบบหลังแผ่นดินไหว รวมถึงพื้นผิวทางด่วนที่ได้รับผลกระทบ (ส่วนที่เสียหายจากการรายงาน คือ ทางด่วนขั้นที่ 1 ซี่งเป็นโครงการภายใต้ความรับผิดชอบของ กทพ.) ในขณะเดียวกัน คาดว่าจะมีผู้มาใช้บริการระบบขนส่งรถไฟฟ้าน้อยลง (ระยะสั้น ช่วงหลังแผ่นดินไหว) จากความกังวลด้านความปลอดภัย และบริษัทเอกชนหลายแห่งมีนโยบายให้พนักงาน work from home (WFH) หลังแผ่นดินไหว หุ้นที่เกี่ยวข้องได้แก่ BEM (ซื้อ/เป้า 10.00 บาท), BTS (ถือ/เป้า 6.00 บาท)

(-/+) กลุ่มพาณิชย์ (Overweight): CRC (ซื้อ/เป้า 45.00 บาท), CPN (ซื้อ/เป้า 62.00 บาท) คาดว่าจะกระทบเชิงลบ จากการต้องปิดทาการชั่วคราวหลังแผ่นดินไหว เพื่อตรวจสอบความปลอดภัยของอาคารที่จากัด โดยปัจจุบันทุกสาขาไม่ได้รับความเสียหายและสามารถกลับมาเปิดให้บริการตามปกติในวันที่ 29 มี.ค. 2025 ทั้งนี้ บล.ดาโอ ยังมองผลกระทบจากจะมีผู้มาใช้บรการ (traffic) ลดลง จากความกังวลด้านความปลอดภัยในอาคารใหญ่ หากเกิดแผ่นดินไหวตามมาอีก อย่างไรก็ตาม คาดจะเป็นบวกระยะสั้นต่อ CPAXT (ซื้อ/เป้า 36.00 บาท), CPALL (ซื้อ/เป้า 86.00 บาท) จากการซื้อสินค้าอุปโภคและบริโภค (อาหารแห้ง) เก็บไว้กรณีเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินในอนาคต

นอกจากนี้ คาดว่ากลุ่ม Home Improvement จะได้รับ sentiment เชิงบวก จากความต้องการสสินค้าวัสดุก่อสร้าง เช่น กระเบื้องปูพื้นและผนัง, สีทาผนัง, ปูนซีเมนต์ และอุปกรณ์ซ่อมแซมอาคารอื่นๆ ที่ได้รับความเสียหายมาก โดยหุ้นที่ได้ประโยชน์มากสุด คือ HMPRO (ผลกระทบในเขตพื้นที่เมืองใหญ่มากกว่าต่างจังหวัด), GLOBAL, DOHOME

(+) Construction Materials (no weighting): ได้รับ sentiment เชิงบวกเล็กน้อย จากความต้องการสินค้าวัสดุก่อสร้างในซ่อมแซมอาคาร และสิ่งปลูกสร้างที่ได้รับความเสียหาย เช่น สี, ฝ้าเพดาน, กระเบื้องพื้นและผนัง,ปูนซีเมนต์ เป็นต้น หุ้นที่เกี่ยวข้อง (แต่เราไม่ได้ cover) คือ TOA, SCCC, SCGD, DCC

(+/-) Construction Services (Neutral): แม้มีโอกาสได้อานิสงส์จากงานซ่อมแซมฟื้นฟูความเสียหาย แต่มองว่า จะเป็นบวกไม่มากเนื่องจากผู้รับเหมาหลักในตลาดส่วนใหญ่เน้นงานโครงการ infrastructure ขนาดใหญ่ ขณะที่อาจมี sentiment ลบบางส่วนหลังงานก่อสร้างอาคาร สตง. ของ ITD (no coverage) ถล่ม รวมถึงงานก่อสร้างทางคู่เด่นชัยฯ ของ CK (ซื้อ/เป้า 22.00 บาท) และ STECON (ซื้อ/เป้า 7.00 บาท) ที่มีเหตุการณ์คานหล่น

ทั้งนี้เหตุการณ์งานก่อสร้างทางคู่เด่นชัยฯ ไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บและมีประกันคุ้มครอง อย่างไรก็ตามนอกเหนือจากผู้รับเหมารายใหญ่ เรามองว่าบริษัทที่ปรึกษาด้านวิศวกรรม เช่น TEAMG (no coverage) คาดว่า จะมีงานเพิ่มจากการเข้ารับการตรวจสอบความปลอดภัยของโครงการอาคารสูงต่างๆ

(0) Food and Beverage (Neutral): โรงงานผลิตเครื่องดื่มชูกาลัง ของ OSP (ถือ/เป้า 15.50 บาท) อยู่ที่นิคมอุตสาหกรรมติละวา กรุงย่างกุ้ง ไม่ได้รับความเสียหายจากแผ่นดินไหวครั้งนี้ เนื่องจากมีโครงสร้างรองรับแรงสั่นสะเทือนได้ถึง 8.5 สาหรับ CBG (ซื้อ/เป้า 95.00 บาท) โรงงานอยู่ที่ย่างกุ้ง ไม่ได้รับผลกระทบ แผนการเปิดโรงงานใน 2H25 ยังเป็นไปตามแผน

บล.ดาโอ มองว่า เหตุการณ์แผ่นดินไหว 28 มี.ค.68 ทำให้ “แผ่นดินไหว” กลายเป็นปัจจัยเสี่ยงใหม่ต่อตลาดหุ้นไทย ตลาดหุ้นโดยรวมไม่น่าจะเกิด Panic Sell ยกเว้นแรงขายหุ้นที่เกี่ยวข้องทางตรง/อ้อม กับสถานการณ์ครั้งนี้ ได้แก่ ธุรกิจอสังหาฯ ที่ เน้นคอนโดฯ สูงอาจได้รับผลกระทบมากขึ้น รวมถึงกลุ่มท่องเที่ยว-ผู้รับเหมาก่อสร้าง (โดยเฉพาะ ITD) -ค้าปลีกในภาคเหนือ (ที่ให้ศูนย์กลางการเกิดแผ่นดินไหว) และบริษัทประกันภัยที่อาจมีการเคลมเพิ่มขึ้น

หากคิดเฉพาะผลกระทบ จากราคาหุ้นกลุ่มอสังหาฯ จะมีการปรับตัวลงในวันจันทร์ เนื่องจากมี Market Cap 5.0% ของตลาด (SET Index) ทุกๆ การปรับตัวลง/ขึ้น +/-1.0% จะมีผลต่อดัชนีฯ +/-0.6 จุด (ถ้าคิดกรณีเลวร้ายสุดของหุ้นกลุ่มอสังหาฯ กลุ่มเดียวในวันจันทร์ หากปรับตัวลง 30% จะมีผลต่อดัชนีฯ ราว -18 จุด)

“คาดดัชนีฯ ปรับตัวลงจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว นำโดยหุ้นอสังหาฯ โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจสิ่งก่อสร้าง-อาคาร-ที่อยู่อาศัย แต่หลังจากนี้ จะค่อยๆดีขึ้น”

ส่วนต่างประเทศสัปดาห์นี้มีตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐฯ และจีน คือ PMI ประเทศจีน และ Non-farm Payroll ของสหรัฐฯ รวมถึงการบังคับใช้มาตรการภาษีนำเข้าทรัมป์ที่คาดว่าจะมีการประกาศเพิ่มเติมอีก ประเมินกรอบดัชนีฯ สัปดาห์นี้ ไว้ที่ 1150-1185 จุด