HoonSmart.com>> ท่ามกลางความผันผวน “ตลาดหุ้นไทย” กองทุนหุ้นที่โฟกัส “หุ้นปันผล” ปัจจัยพื้นฐานดี จ่ายปันผลสม่ำเสมอ หนึ่งในทางเลือกช่วยลดความเสี่ยงจากการลงทุน ด้วย “กระแสเงินสดรับ” จากหุ้นปันผล หนุนผลตอบแทนโดยรวม ผสมผสานการคัดเลือกหุ้นหนุน 2 กองทุน “KT-HiDiV-D ควงคู่ KT-HiDiV RMF” บริหารจัดการโดย บลจ.กรุงไทย (KTAM) ยืนหนึ่งคว้ารางวัล “กองทุนยอดเยี่ยม” จาก Morningstar Awards for Investing Excellence 2025 ประเภทกองทุนหุ้นกลุ่ม Large Cap – กองทุน RMF เป็นเป็นปีที่สองติดต่อกัน
ภาพรวม “ตลาดหุ้นไทย” ปี 2567 ที่ผ่านมา ให้ผลตอบแทนแย่กว่าหุ้นโลก 2 ปีซ้อนและเป็นครั้งแรกในรอบ 26 ปี ที่ให้ผลตอบแทนติดลบ 2 ปีติดต่อกัน ทว่ายังมี “กองทุนหุ้นไทย” ที่สร้างผลตอบแทนเป็นบวก สวนดัชนี SET ติดลบ 1.09% (อยู่ในอันดับท้ายของโลก) จากการลงทุนใน “หุ้นปันผล” หนึ่งในกองทุน อย่าง KT-HiDiV-D ผลตอบแทน 6.10% ในปี 2567 และกองทุน KT-HiDiV RMF ในกลุ่มกองทุนลดหย่อนภาษี ผลตอบแทน 5.75%
“กองทุนเปิดกรุงไทย หุ้นไฮดิวิเดนด์ ชนิดจ่ายเงินปันผล” (KT-HiDiv-D) ได้รับรางวัลกองทุนยอดเยี่ยมปี 2025 ประเภท “กองทุนรวมหุ้นขนาดใหญ่” และ “กองทุนเปิดกรุงไทย หุ้นไฮดิวิเดนด์ เพื่อการเลี้ยงชีพ” (KT-HiDiV RMF) ได้รับรางวัล “กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพยอดเยี่ยมปี 2025” ประเภท “ตราสารทุน” (Retirement Mutual Fund – Equity)
fทั้ง 2 กองทุนยังได้รับรางวัลดังกล่าวต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 จาก Morningstar Awards for Investing Excellence พิสูจน์ฝีมือการบริหารจัดการของทีมผู้จัดการกองทุน บลจ.กรุงไทย ได้เป็นอย่างดี
กองทุน “KT-HiDiV-D และ KT-HiDiV RMF” (มีความเสี่ยงระดับ 6) เน้นลงทุนในหุ้นของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยที่มีปัจจัยพื้นฐาน ผลการดำเนินงานที่ดีและมีประวัติการจ่ายเงินปันผลที่ดีสม่ำเสมอ โดย KT-HiDiV-D เป็นกองทุนรวมหุ้น ส่วน KT-HiDiV RMF เป็นกองทุน RMF ลดหย่อนภาษี
“บลจ.กรุงไทย” บริหารจัดการกองทุนแบบ Active และให้ความสำคัญกับการวิเคราะห์ลงลึกรายบริษัท (Bottom-up approach) โดยผู้จัดการกองทุนคัดเลือกหุ้นที่มีคุณภาพของกำไรที่ดี โดยให้ความสำคัญกับหุ้นที่จ่ายเงินปันผลที่ดีสม่ำเสมอ คัดเลือกหุ้นที่มีมูลค่าที่ดีที่มีราคาที่ต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริงและเหมาะสมกับศักยภาพในการเติบโต โดยหลีกเลี่ยงการไล่ซื้อหุ้นที่ราคาได้สะท้อนความคาดหวังที่สูงมาก
ขณะเดียวกันผู้จัดการกองทุน มีการติดตามสถานการณ์ต่างๆและปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการลงทุนอย่างใกล้ชิด และพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนหลักทรัพย์เมื่อสถานการณ์และข้อมูลของหลักทรัพย์มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ กลยุทธ์การบริหารกองทุนดังกล่าวช่วยให้กองทุนมีผลการดำเนินงานที่ดีได้อย่างต่อเนื่อง
หัวใจสำคัญ “คัดเลือกหุ้น”
“บลจ.กรุงไทย” เผยวิธีรับมือกับการผันผวนของตลาดในปี 2567 ที่ผ่านมา ท่ามกลางภาวะตลาดหุ้นมีความผันผวนสูง “การคัดเลือกหุ้น” เป็นหัวใจสำคัญ ซึ่งผู้จัดการกองทุนได้ใช้การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน ติดตามและใช้ข้อมูลเชิงคุณภาพและปริมาณจากแหล่งข้อมูลที่หลากหลายเพื่อทำการประเมินมูลค่าหุ้น และค้นหาหุ้นที่ราคาตลาดยังต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง เพื่อช่วยเพิ่มโอกาสในการสร้างผลตอบแทนส่วนเพิ่มให้กองทุน และการวิเคราะห์เชิงลึกยังช่วยหลีกเลี่ยงผลกระทบจากการลงทุนในหุ้นที่มีโอกาสพลาดเป้าประมาณการผลการดำเนินกิจการ
ทั้งนี้ การประเมินสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงและทบทวนพอร์ตการลงทุนอย่างต่อเนื่องของผู้จัดการกองทุนจะทำให้สามารถปรับพอร์ตการลงทุนได้ทันต่อสถานการณ์ ช่วยลดความเสี่ยงที่กระทบต่อพอร์ตการลงทุน และสามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีได้อย่างสม่ำเสมอ ขณะเดียวกัน การให้ความสำคัญกับคุณภาพของผลการดำเนินงาน และความสามารถในการจ่ายเงินปันผลที่สม่ำเสมอของบริษัท ก็เป็นอีกวิธีที่ช่วยรับมือกับการผันผวนของตลาดในปี 2567
“ทีมเวิร์คแข็งแกร่ง”
จุดแข็งของทีมบริหารการลงทุนที่ทำให้กองทุนนี้ประสบความสำเร็จมาจาก การที่ “บลจ.กรุงไทย” มีการร่วมกันทำงานแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่าง “ทีมผู้จัดการกองทุน ทีมกลยุทธ์การลงทุน ทีมวิจัยภายใน บลจ. และคณะกรรมการจัดการลงทุน” โดยในทีมลงทุนมีการสื่อสารข้อมูลความคิดเห็นในทีมอย่างสม่ำเสมอ และใช้ความสามารถในการเลือกหุ้นที่ผู้จัดการกองทุนมีความเชี่ยวชาญในแต่ละสถานการณ์ตลาด เพื่อให้สามารถคัดสรรหุ้นและให้น้ำหนักลงทุนรายหุ้นสอดคล้องกับสภาวะตลาดที่เปลี่ยนแปลงไป ขณะเดียวกัน ทีมลงทุนประกอบด้วยบุคคลากรที่มีประสบการณ์ในตลาดหุ้น มีการศึกษารายละเอียดและติดตามข้อมูลของหลักทรัพย์อย่างสม่ำเสมอ และมีวินัยในการลงทุนตามแผนการ
พร้อมกันนั้น “ทีมกลยุทธ์การลงทุน” ยังช่วยประเมินสถานการณ์ของแต่ละสินทรัพย์ในภาพ Top Down และ “ทีมวิจัย” ภายในบลจ. ช่วยสนับสนุนให้ข้อมูลรายหลักทรัพย์ในเชิงลึก ทำประมาณการผลการดำเนินงาน และให้คำแนะนำในลักษณะของการมองไปข้างหน้าเพื่อประเมินหามูลค่าที่เหมาะสมตามปัจจัยพื้นฐานของหุ้น และมี “คณะกรรมการจัดการลงทุน” ช่วยกลั่นกรองให้การลงทุนอยู่ภายใต้ความเสี่ยงที่เหมาะสม
“มองหุ้นไทยปี 68 ผันผวนสูง-ระมัดระวังลงทุน”
“บลจ.กรุงไทย” ประเมินเศรษฐกิจไทยในปี 2568 จะเติบโตได้ประมาณ 2.9% ต่อปี จากภาคการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวต่อเนื่อง ภาครัฐขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านการใช้จ่าย การลงทุน และการออกมาตราการกระตุ้นเศรษฐกิจ ในขณะที่ปัจจัยเสี่ยงมาจาก ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงจะกระทบต่อการบริโภคภายในประเทศ การผลิตภาคอุตสาหกรรมของไทยถูกกดดันจากความสามารถในการแข่งขัน และการส่งออกมีแนวโน้มชลอตัวลง ตามปริมาณการค้าทั่วโลกที่คาดว่าจะลดลงจากนโยบายกีดกันทางการค้า
ในขณะที่ดอกเบี้ยในประเทศคาดว่าจะปรับลดลงได้ในช่วงครึ่งหลังของปีจากเงินเฟ้อในประเทศที่อยู่ในระดับต่ำและแนวโน้มดอกเบี้ยของประเทศหลักๆอยู่ในแนวโน้มขาลง
“ในส่วนของตลาดหุ้นไทยในปีนี้ คาดว่าจะมีความผันผวนสูงและผลตอบแทนจากการลงทุนมีความไม่แน่นอน เรามีมุมมองระมัดระวังต่อแนวโน้มการเติบโตของผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนท่ามกลางความไม่แน่นอนของการกีดกันทางการค้าจากสหรัฐ กระแสเงินไหลออกของนักลงทุนต่างชาติ และการชะลอตัวของการบริโภคของไทยจากหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง”
อย่างไรก็ตามปัจจัยที่ช่วยหนุนตลาดหุ้นไทยในปีนี้จะมาจากการคาดการณ์กำไรปี 2568 ที่สูงขึ้นของบริษัทจดทะเบียนที่มีรายได้มาจากกิจการในประเทศ เนื่องจากฐานที่ต่ำในปีที่แล้ว ในขณะเดียวกัน มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ การเติบโตอย่างต่อเนื่องของการท่องเที่ยว และการลงทุนใหม่ ๆ จะช่วยเสริมสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจในประเทศ ซึ่งจะชดเชยผลกระทบเชิงลบจากการส่งออกที่ชะลอตัวได้
นอกจากนี้ “ระดับราคา” ปัจจุบันของหุ้นไทยส่วนใหญ่ มีมูลค่าที่น่าสนใจเมื่อเทียบกับปัจจัยพื้นฐาน โดยราคาหุ้นที่ปรับลงได้สท้อนปัจจัยลบด้านปัจจัยเศรษฐกิจและข่าวเชิงลบรายหลักทรัพย์ที่ประกาศออกมาพอสมควร ดังนั้น การลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่ที่มีคุณภาพกำไรที่สม่ำเสมอ ฐานะการเงินมั่นคง และจ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอ น่าจะให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลไทยได้
“กังวลเศรษฐกิจฉุดกำไรบจ.ต่ำเป้า”
ในด้านความเสี่ยงที่น่ากังวลมากที่สุดในปี 2568 มาจากการพลาดเป้าการเติบโตของผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนไทยที่อาจเติบโตได้ต่ำกว่าที่คาดการณ์ ซึ่งเป็นผลจากเศรษฐกิจไทยที่เติบโตได้น้อยกว่าคาด อันเกิดจากมาตราการกีดกันการค้าที่ส่งผลกระทบรุนแรง ภาวะการเงินตึงตัวจากอัตราดอกเบี้ยสหรัฐที่อยู่สูงนานขึ้น ทำให้การปรับลดดอกเบี้ยของไทยชลอออกไป
“หากความเสี่ยงดังกล่าวเกิดขึ้น เราควรจัดพอร์ตโดยเน้นลงทุนในบริษัทที่สามารถอยู่รอดท่ามกลางความผันผวนดังกล่าวได้อย่างแข็งแกร่ง มีความยั่งยืนของการดำเนินธุรกิจและการเงิน เช่น มีกระแสเงินสดที่แข็งแกร่ง มีความสามารถจ่ายเงินปันผลได้อย่างสม่ำเสมอ และลดการลงทุนในหุ้นที่ราคาสูง จากความคาดหวังการเติบโตของกำไรที่สูง ขณะเดียวกันเลือกลงทุนในกลุ่มหุ้นที่รายได้หลักมาจากการดำเนินธุรกิจในประเทศมากกว่ากลุ่มที่พึ่งพาตลาดต่างประเทศและมีความเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนและมาตารการกีดกันทางการค้า”
“เปิดพอร์ตถือหุ้นชั้นนำ”
ด้านพอร์ตการลงทุนของกองทุน KT-HiDiV-D และ KT-HiDiV RMF หน้าตาคล้ายกันจากนโยบายการลงทุนที่เหมือนกัน ณ วันที่ 28 ก.พ.2568 ลงทุนในหมวดธุรกิจการเงินสูงสุด รองลงมาทรัพยากร,เทคโนโลยี,บริการ,อสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง
หุ้นในพอร์ต 5 อันดับแรกที่ลงทุนสูงสุดเหมือนกัน ได้แก่ ADVANC, BBL, KBANK,PTT และ PTTEP ต่างกันที่น้ำหนักลงทุนในแต่ละหุ้น
ขณะที่ผลการดำเนินงานที่ผ่านมาในปี 2567 กองทุน KT-HiDiV-D มีผลตอบแทนอยู่ที่ 6.10% และ KT-HiDiV RMF อยู่ที่ 5.75%
“ชู KT-HiDiV RMF เหมาะลงทุนระยะยาวรับเกษียณ”
สำหรับ KT-HiDiV RMF ซึ่งเป็นกองทุนรวมกลุ่มประหยัดภาษี ซึ่ง “บลจ.กรุงไทย” แนะนำนักลงทุนที่สนใจลงทุนกองทุนหุ้นเพื่อการเกษียณอายุ ซึ่ง KT-HiDiV RMF เป็นกองทุนที่เน้นลงทุนหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานดีที่มี Valuation เหมาะสมกับศักยภาพในการเติบโต โดยจะคัดเลือกหุ้นที่มีคุณภาพของกำไรที่ดีที่สามารถจ่ายเงินปันผลสูงสม่ำเสมอ เป็น Core Portfolio และให้ความสำคัญกับสภาวะการลงทุนและแนวโน้มเศรษฐกิจ เพื่อคัดเลือกหุ้นที่จ่ายเงินปันผล มีศักยภาพในการเติบโต เพื่อที่จะสามารถจ่ายเงินปันผลที่เพิ่มขึ้นในอนาคต (Satellite Portfolio) สำหรับผสมในพอร์ตการลงทุนให้ได้ผลตอบแทนเพิ่มขึ้น
แนวการลงทุนนี้จะช่วยสะสมให้ได้ผลตอบแทนที่ดี และมีความผันผวนที่น้อยกว่าความผันผวนของตลาดหุ้นในภาพรวม ซึ่งเหมาะสมสำหรับผู้ที่ต้องการลงทุนในระยะยาวเพื่อการเกษียณอายุ
ทั้ง 2 กองทุนโดดเด่นด้วยกระแสเงินสดรับ สร้างรายได้สม่ำเสมอจาก “หุ้นปันผลสูง” ฝ่าความผันผวน สร้างความมั่งคั่ง เสริมพอร์ตมั่นคง