TISCO กางแผน JUMP+ ปักธง ROE 17% ปี ’71 ชูธรรมาภิบาล- Agentic AI-ESG ขับเคลื่อนโฮลดิ้ง

HoonSmart.com >>กลุ่มทิสโก้ ประกาศยุทธศาสตร์ความยั่งยืนภายใต้โครงการ JUMP+ ตั้งเป้า ROE ที่ 15-17% ปี’71 รักษาระดับปันผลเด่นต่อเนื่องเฉลี่ย 7-7.75 บาทต่อหุ้น เร่งเครื่องนำ ‘Agentic AI’ เสริมแกร่งงานบริการ-คุมความเสี่ยง ควบคู่การเพิ่มสัดส่วนกรรมการอิสระเกินกึ่งหนึ่งภายในปี’69 มุ่งสร้างความเชื่อมั่นนักลงทุนผ่านความโปร่งใส-โมเดลโฮลดิ้งที่มั่นคง ยันผลทดสอบวิกฤติผ่านฉลุย

นายศักดิ์ชัย พีชะพัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป (TISCO) เปิดเผยว่า กลุ่มทิสโก้ เข้าร่วมโครงการ JUMP+ ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการสำคัญที่มุ่งสนับสนุนการยกระดับศักยภาพของบริษัทจดทะเบียน และส่งเสริมการสร้างมูลค่าอย่างยั่งยืนให้กับระบบตลาดทุนไทย

ตามแผน 3 ปี ภายใต้โครงการ JUMP+ ทิสโก้ มีเป้าหมายในการสร้างผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) อย่างสม่ำเสมอ โดยตั้งเป้าไว้ที่ประมาณ 15-17% โดยที่ผ่านมา 17 ปี บางช่วงสูงถึง 20%

แม้ในช่วงที่เศรษฐกิจไทยเติบโตต่ำและมีข้อจำกัดด้านเงินกองทุน (BIS Ratio) ที่สูง ทำให้การขยายตัวแบบก้าวกระโดดทำได้ยากขึ้น บริษัทจึงเน้นนโยบายการจ่ายเงินปันผลที่สูงและสม่ำเสมอ โดยเฉลี่ยประมาณ 7 บาท ถึง 7.75 บาทต่อหุ้น เพื่อลดความเสี่ยงด้านลบให้กับนักลงทุนเน้นการบริหารจัดการเงินทุนให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด (Capital Optimization) หากโอกาสในการเติบโตของสินเชื่อมีจำกัด บริษัทจะเน้นการจ่ายเงินปันผลจากเงินทุนส่วนเกินเพื่อรักษาดับ ROE ให้สูงที่สุด แต่หากมีโอกาสในการเติบโตที่ดีก็จะปรับสมดุลระหว่างการขยายตัวและการจ่ายปันผลให้เหมาะสม

หากบริษัทมีอัตราการจ่ายเงินปันผล (Payout Ratio) ที่ระดับ 90% จะยังคงมีเงินกองทุนเหลืออีกประมาณ 1.5% เพื่อรองรับการขยายธุรกิจแบบ Organic Growth ให้เติบโตได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน

สำหรับ กรอบการดำเนินงานผ่านโครงการ JUMP+ จะครอบคลุม 3 มิติ ได้แก่ ด้านธุรกิจ ด้านธรรมาภิบาล และด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นรากฐานของการเติบโตอย่างยั่งยืน

ในด้านธุรกิจ เน้นการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้มาเป็นกลไกขับเคลื่อนการพัฒนาองค์กร 3 ระดับ ทั้งในมิติของการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน เพิ่มคุณภาพการให้บริการลูกค้า เพิ่มความแม่นยำ รวดเร็ว และสม่ำเสมอในการดูแลลูกค้าโดยเฉพาะ ‘Agentic AI’ AI ที่สามารถตัดสินใจและดำเนินงานได้ด้วยตนเอง (Autonomous) เพื่อลดต้นทุนปฏิบัติการ เช่น “พี่รู้ดี AI Virtual Coach” ระบบผู้ช่วยอัจฉริยะที่ช่วยลดระยะเวลาฝึกอบรมพนักงานจาก 4 เดือนเหลือ 2 เดือน และช่วยวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อวางแผนการเงิน (Wealth Management) แบบเฉพาะบุคคลผ่านแพลตฟอร์ม TISCO My Goal ช่วยให้พนักงานสามารถให้คำแนะนำและให้บริการลูกค้าได้ตรงจุด และมีมาตรฐานเดียวกันทุกสาขาทั่วประเทศ ทั้งในส่วนของธนาคารและสมหวัง เงินสั่งได้ โดยคาดหวังว่าจะมีลูกค้ารายย่อยเข้ามาใหม่ 175,000 คนในปี 2571 จากปี 2568 ที่ผ่านมามีเข้ามา 164,991 ราย

การนำ AI มาเชื่อมโยงเข้ากับทุกมิติของการบริหารความมั่งคั่ง โดยผสานกับความเชี่ยวชาญของที่ปรึกษาทางการเงินเข้ากับแพลตฟอร์ม TISCO My Goal, My Wealth และ My Fund เพื่อมอบประสบการณ์การวางแผนการเงิน การป้องกันความเสี่ยง และการดูแลสุขภาพ ที่ตอบโจทย์เฉพาะบุคคล และเสริมความพร้อมด้านการวางแผนเกษียณแก่ลูกค้าทั้งกลุ่มการเงินทิสโก้ ในการตอบโจทย์สังคมผู้สูงวัย ซึ่งเป็น Mega Trend ของไทย

ตั้งเป้ายกระดับการให้ความรู้ทางการเงิน โดยเฉพาะกับกลุ่มลูกค้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพซึ่ง ทิสโก้มีส่วนแบ่งการตลาดเป็นอันดับ 1 ดูแลพนักงานกว่า 6 แสนรายจาก 6,000 บริษัท เพื่อช่วยในการวางแผนเกษียณและสร้างความมั่นคงทางการเงินในระยะยาว

ทั้งนี้ คาดว่าจะมีจำนวนลูกค้าใหม่ที่ใช้โซลูชันเพื่อสุขภาวะการเงินที่ดี 40,886 รายในปี 2571 จากปี 2568 มีจำนวน 32,887 ราย

ด้านธรรมาภิบาล มุ่งยกระดับมาตรฐานการกำกับดูแลกิจการอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมสร้างความโปร่งใสและตรวจสอบได้ โดยตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนกรรมการอิสระให้เกินกว่า 50% ของคณะกรรมการบริษัทภายในปี 2569 ที่จะเสนอเพิ่มจำนวนกรรมการอิสระเป็น 7 ใน 13 ท่าน (เกินครึ่งหนึ่ง) จากปัจจุบัน 6 คน แม้ตามเกณฑ์จะกำหนดไว้เพียง 1 ใน 3 ก็ตาม เพื่อให้เกิดการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีตำแหน่ง Lead Independent Director เข้ามาช่วยกำกับดูแลในกรณีที่ประธานกรรมการอาจมีส่วนได้ส่วนเสียในวาระต่างๆ

พร้อมทั้งขยายมาตรการต่อต้านทุจริตคอร์รัปชันไปยังคู่ค้าสำคัญมากขึ้น ทั้งการไม่ให้และไม่รับ รวมถึงการขยายขอบเขตไปยังคู่ค้าในโซ่อุปทาน (Supply Chain) และได้รับการรับรองจากแนวร่วมปฏิบัติของภาคเอกชนไทยในการต่อต้านทุจริต (CAC) อย่างต่อเนื่องเป็นรอบที่ 4

ตลอดจนเตรียมนำกรอบความรับผิดชอบด้านปัญญาประดิษฐ์ (Responsible AI Reporting Framework) มาใช้ในการกำกับดูแล ประเมินความถูกต้องและโปร่งใส

สะท้อนความตั้งใจของกลุ่มทิสโก้ในการเสริมสร้างธรรมาภิบาลที่เข้มแข็ง และยกระดับมาตรฐานการบริหารจัดการองค์กรให้สอดคล้องแนวปฏิบัติที่ดีในระดับสากล เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในระยะยาวแก่ผู้ถือหุ้น นักลงทุน และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย

ด้านสิ่งแวดล้อม ตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Scope 1และ 2) รวม 30% ภายใน 3 ปี ผ่านการติดตั้งโซลาร์เซลล์ในสาขาของธนาคารและสาขาสมหวัง เงินสั่งได้ ทั่วประเทศ รวม 800 แห่ง เพื่อเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนภายในองค์กร รวมถึงการปรับเปลี่ยนรถยนต์ใช้น้ำมันภายในองค์กรเป็นรถยนต์ไฟฟ้า (EV) เพื่อลดการปล่อยคาร์บอนในระยะยาว โดยดำเนินการควบคู่กับมิติในด้านธุรกิจ ด้วยการส่งเสริมสินเชื่อสีเขียว (Green Financing) และควบคุมการให้สินเชื่อที่อาจส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม รวมถึงโครงการปลูกป่าที่ร่วมกับชุมชนเพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ ทั้งหมดนี้เพื่อขับเคลื่อนองค์กรสู่เป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นรูปธรรม

Carbon Emission เราทำมาตั้งแต่ปี 2560 รวม 8 ปี สามารถลดการปล่อยก๊าซใน Scope 1 และ Scope 2 ไปได้แล้วถึง 26% โดยมีผลรับรองจากหน่วยงานภายนอก

ส่วนในด้าน Scope 3 (ห่วงโซ่อุปทาน) ปัจจุบันยังอยู่ระหว่างการรวบรวมและปรับปรุงคุณภาพข้อมูลให้มีความแม่นยำและน่าเชื่อถือเพียงพอ ก่อนจะนำมาประกาศเป็นเป้าหมายอย่างเป็นทางการในอนาคต

ปรับกลยุทธ์ลดเสี่ยง

​จากสถานการณ์ความไม่สงบระหว่างประเทศ ทางทีม Risk Management ได้ติดตามผลกระทบอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะผลกระทบราคาน้ำมันต่อเศรษฐกิจไทย จากการวิเคราะห์พบว่า หากราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นทุก 10% จะส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น 0.8% และอาจทำให้ GDP Growth ลดลงประมาณ 0.3% ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ส่งผลโดยตรงต่อความสามารถในการชำระหนี้ของลูกค้า

อย่างไรก็ตาม จากการที่ธนาคารได้ปรับตัวมาก่อนหน้านี้ โดยการขยายสัดส่วนสินเชื่อไปยังกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งมีสัดส่วนสูงถึง 35-36% ในปีที่ผ่านมา ช่วยลดความเสี่ยงด้านต้นทุนพลังงาน

นอกจากนี้ รูปแบบธุรกิจของทิสโก้ยังมีลักษณะ Counter-cyclical คือในช่วงที่ดอกเบี้ยเป็นขาลง ธนาคารจะสามารถบริหารส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ย (Spread) ให้กว้างขึ้นได้ เนื่องจากพอร์ตสินเชื่อส่วนใหญ่เป็นอัตราดอกเบี้ยคงที่ (Fixed Rate) ถึง 70% ซึ่งช่วยรองรับผลกระทบในช่วงที่ NPL อาจปรับตัวสูงขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจ

​นอกจากนี้ ยังทำงานร่วมกับสมาคมธนาคารไทย ธนาคารแห่งประเทศไทย และกระทรวงการคลัง ในการออกมาตรการแก้หนี้ครัวเรือนอย่างยั่งยืน เช่น มาตรการ “ผ่อนน้อยผ่อนสบาย” ที่ช่วยลดค่างวดให้ลูกหนี้เหลือเพียงครึ่งหนึ่ง ซึ่งจากการติดตามพบว่าลูกหนี้กว่า 90% สามารถดำเนินธุรกิจหรือใช้ชีวิตต่อไปได้โดยไม่ตกชั้นเป็นหนี้เสีย โดยมาตรการนี้มีการช่วยเหลือเรื่องดอกเบี้ยจากกองทุนฟื้นฟูฯ และธนาคารร่วมกัน เพื่อให้เงินที่ลูกหนี้จ่ายเข้ามานำไปตัดเงินต้นได้รวดเร็วขึ้น

ในส่วนของผลกระทบต่อพอร์ตลูกค้า ยอมรับว่าแม้จะยังไม่มีผลกระทบโดยตรงในขณะนี้ แต่ปัจจัยทางสภาพเศรษฐกิจโดยรวมย่อมส่งผลกระทบอย่างแน่นอน ทำให้ต้นทุนด้านเครดิต (Credit Cost) ที่เคยคาดการณ์ไว้ในกรอบเดิม อาจขยับไปอยู่ในระดับที่สูงขึ้น

อย่างไรก็ตาม ธนาคารมีระบบการบริหารจัดการ (Management Overlay) และการมองไปข้างหน้า (Forward Looking) เพื่อเตรียมพร้อมรับมือปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตผ่านโมเดลความเสี่ยงและการตั้งสำรองที่ทันสมัย

“เมื่อนำสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในปัจจุบันมาพิจารณาประกอบกัน โดยเฉพาะในกลุ่มลูกค้าระดับที่มีความเสี่ยงปานกลาง (Moderate Case) มองว่ายังไม่น่ากังวลนัก แต่หากสถานการณ์รุนแรงขึ้นจนกลายเป็นระดับที่มีความเสี่ยงสูง (Severe Case) ทางธนาคารพร้อมที่จะกลับมาทบทวนแผนงานอีกครั้งอย่างใกล้ชิด”นายศักดิ์ชัย กล่าว

นายศักดิ์ชัย กล่าวว่า สำหรับ การตั้งเป้าหมายอัตราส่วนผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) ที่ระดับ 15-17% นั้น อยู่ภายใต้สิ่งที่เป็นไปได้ เพราะอดีตแม้จะมีภาวะวิกฤติในบางช่วงยังโตถึง 20% จากดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียม

ปัจจุบันรายได้ดอกเบี้ยสุทธิคิดเป็น 70% ธนาคารมีนโยบายเชิงรุกในการเข้าหาลูกค้าให้ใกล้ชิดมากขึ้น โดยเฉพาะผ่านบริษัทลูกอย่าง “ไฮเวย์” ที่ดูแลด้านสินเชื่อจำนำทะเบียนรถ เพื่อสร้างความเข้าใจในความต้องการของลูกค้าในทุกกลุ่ม

สำหรับ สินเชื่อทุกประเภทมีหลักประกันที่ครอบคลุม (Secured Loan) และมีการปรับใช้โมเดลความเสี่ยงที่ยืดหยุ่นตามสถานการณ์ปัจจุบัน เพื่อรักษามาตรฐานการดำเนินงานที่รอบคอบและยั่งยืนต่อไป

ส่วนรายได้จากค่าธรรมเนียมคิดเป็น 30% ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาเห็นการเติบโตที่ชัดเจนจากฝั่งตลาดทุน (Capital Market) ที่มีปริมาณการซื้อขายเพิ่มขึ้น รวมถึงการออกกองทุนรวมใหม่ ๆ ที่ได้รับการตอบรับที่ดี

ในระยะยาว ธนาคารมุ่งหวังที่จะเติบโตอย่างสมดุลทั้งจากรายได้ดอกเบี้ยและการขยายสินเชื่อที่ยังคงรักษาอัตรากำไร (Margin) ไว้ได้

​”ทุกการสื่อสารออกไปคือความตั้งใจจริงของบุคลากรทุกคนในองค์กร โดยยึดหลักความโปร่งใส (Transparency) และการเปิดเผยข้อมูลอย่างตรงไปตรงมาเป็นหัวใจสำคัญ หากสิ่งใดที่ทำได้หรือไม่ได้จะมีการสื่อสารอย่างสมเหตุสมผลเพื่อให้ตลาดและนักลงทุนเกิดความเข้าใจและเชื่อมั่น”นายศักดิ์ชัย กล่าว

นายศักดิ์ชัย กล่าวว่า การเข้าร่วมโครงการ JUMP+ ไม่เพียงช่วยยกระดับแนวทางการพัฒนาองค์กรของทิสโก้เท่านั้น หากยังสะท้อนความมุ่งมั่นของบริษัทในการเป็นส่วนหนึ่งของการยกระดับคุณภาพตลาดทุนไทย พร้อมสร้างคุณค่าให้แก่ผู้ถือหุ้น ลูกค้า พนักงาน และสังคมอย่างยั่งยืน ภายใต้หลักธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และการดำเนินธุรกิจอย่างรับผิดชอบและเป็นธรรม ซึ่งเป็นสิ่งที่ธนาคารยึดมั่นมาตลอด

จะเห็นว่า นับตั้งแต่ปี 2551 ทิสโก้ ได้ปรับโครงสร้างองค์กรเป็น Financial Group Holding โดยมีบริษัทแม่เป็นโฮลดิ้งที่ถือหุ้นในลูกๆ อีก 10 บริษัท ทั้งธนาคาร, บล., บลจ., ประกันภัย และลีสซิ่ง การเลือกจดทะเบียนเพียงบริษัทเดียวในตลาดหลักทรัพย์ช่วยให้ภาพรวมของกลุ่มมีความแข็งแกร่ง และสามารถนำเสนอโซลูชันทางการเงินที่ครบวงจร (Total Solution) ให้แก่ลูกค้าได้มากกว่าการขายผลิตภัณฑ์เดี่ยวๆ

​นอกจากนี้ โครงสร้างแบบโฮลดิ้งยังช่วยในเรื่องการบริหารจัดการความเสี่ยง (Risk Segregation) ได้ดีกว่าการให้ธนาคารเป็นบริษัทแม่ เพราะหากเกิดปัญหาในบริษัทลูก ความเสี่ยงจะไม่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเงินฝากของประชาชนในธนาคาร ซึ่งเป็นธุรกิจที่เน้นความเชื่อมั่น (Trust) สูง

ภายใต้โครงสร้างนี้ บริษัทแม่ที่เป็นโฮลดิ้ง จะกำกับดูแลมาตรฐานเดียวกันทั้งกลุ่ม ทั้งในด้านบรรษัทภิบาล (Governance), นโยบายทรัพยากรบุคคล (HR) และการจัดการความเสี่ยง

โครงการ JUMP+ หรือการเพิ่มมูลค่าองค์กรได้รับความสนใจจากนักลงทุนเป็นอย่างมาก จากการที่ได้พบกับนักลงทุนต่างประเทศ เนื่องจากนักลงทุนได้เห็นทั้งประวัติการดำเนินงาน (Track Record) ที่ดี และความมุ่งมั่นตั้งใจของฝ่ายบริหารในการเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใสและเท่าเทียม

​”หัวใจสำคัญของการดำเนินงานในช่วงแรกคือการสร้างการสื่อสารที่ชัดเจนเพื่อดึงดูดนักลงทุนให้เข้ามาในตลาดหลักทรัพย์ โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงข้อมูลระหว่างนักลงทุนรายใหญ่และรายย่อย ซึ่ง TISCO มุ่งเน้นการเปิดเผยข้อมูล (Disclosure) ให้ทุกคนเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียมกัน”นายศักดิ์ชัย กล่าว