กบข.จับจังหวะหุ้นไทยร่วงซื้อเข้าพอร์ต ปรับกลยุทธ์ลงทุนรับมือปี 68 ผันผวนหนัก

HoonSmart.com>> กบข.ทยอยเพิ่มสัดส่วนลงทุนหุ้นไทย เฟ้นหุ้นในดัชนี SET50FF ราคาลงลึก แนวโน้มเติบโต ปันผลสูงเก็บเข้าพอร์ต พร้อมโชว์ผลงานปี 67 สร้างผลตอบแทนชนะตลาด ชู “แผนสมดุลตามอายุ” ผลตอบแทนพุ่ง 8.93% มองแนวโน้มปี 68 ความผันผวนสูงขึ้น พร้อมปรับกลยุทธ์ลงทุนรับมือความท้าทาย คาดเศรษฐกิจสหรัฐฯ ชะลอตัว เฟดลดดอกเบี้ยเหลือ 2 ครั้ง มอง “บวก” สินทรัพย์กลุ่มเติบโต ชูตลาดพัฒนาแล้ว กระจายลงทุนตราสารหนี้ลดความผันผวน

นายทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ เลขาธิการคณะกรรมการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) เปิดเผยถึงสถานการณ์ตลาดหุ้นไทยที่ปรับตัวลงมาว่า กบข.ได้ทยอยเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในหุ้นไทยตั้งแต่ปี 2567 จากปี 2566 มีสัดส่วนอยู่ที่ 4% ของพอร์ตลงทุนและในปี 2568 นี้ก็ได้เพิ่มการลงทุน ซึ่งตั้งแต่ปีที่ผ่านมากบข.ได้ปรับดัชนีอ้างอิงภายในการเลือกหุ้นอิงจากดัชนี SET50 เป็น SET50 Free Float หรือ SET50FF ซึ่งสะท้อนผลตอบแทนที่แท้จริงมากกว่า SET50 และในปีที่ผ่านมากบข.สามารถสร้างผลตอบแทนเป็นบวกชนะผลตอบแทนตลาดหลักทรัพย์ (SET) ที่ติดลบ

“กบข.ไม่ได้มองตลาดหุ้นไทยเป็นตะกร้า แต่มองหุ้นไทยเป็นรายตัว เน้นการทำ Selection หากหุ้นตัวไหนยังมีแนวโน้มเติบโตดี ให้ผลตอบแทนเงินปันผลสูง มีราคาต่อมูลค่าทางบัญชี (P/BV) ต่ำ และอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมที่เติบโตก็เข้าลงทุน อาทิเช่น หุ้นกลุ่มท่องเที่ยว หุ้นที่เกี่ยวเนื่องกับการใช้จ่าย รวมทั้งยังมีการลงทุนหุ้นนอกตลาดในรูป Private investment, Private Equity รวมถึงเข้าลงทุนในกรีนบอนด์ในปีที่ผ่านมา”นายทรงพล กล่าว

ขณะเดียวกัน กบข.ได้ติดตามสถานการณ์การลงทุนทั้งในและต่างประเทศอย่างใกล้ชิด พร้อมปรับกลยุทธ์ให้สอดรับกับแนวโน้มเศรษฐกิจโลก อาทิ การเติบโตของหุ้นเทคโนโลยีจากกระแส AI First ราคาทองคำที่เพิ่มขึ้นจากแรงซื้อของธนาคารต่างๆ และแนวโน้มดอกเบี้ยนโยบายสหรัฐฯ ปรับลดลง ซึ่ง กบข.ได้ปรับกลยุทธ์การลงทุนให้เหมาะสมกับสภาวะตลาด กระจายการลงทุนในสินทรัพย์หลากหลายประเภท เช่น หุ้นประเทศพัฒนาแล้ว หุ้นตลาดเกิดใหม่ ตราสารหนี้ และทองคำ

ณ สิ้นปี 2567 กบข. มีขนาดกองทุนใหญ่ขึ้น 1.06 แสนล้านบาท รวมมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ (รวมเงินสำรอง) ที่ประมาณ 1.4 ล้านล้านบาท สามารถสร้างผลตอบแทนแผนสมดุลตามอายุ (สัดส่วนใหม่) 8.93% แผนทองคำ 24.67% แผนหลัก 3.73% ซึ่ง กบข.สามารถดำเนินงานได้ตามเป้าหมายผลตอบแทนการลงทุนระยะยาวชนะอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ย 10 ปีย้อนหลัง บวก 2%

พร้อมทั้งคาดว่ามูลค่าสินทรัพย์สุทธิในสิ้นปี 2569 แตะ 1.6 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเงินออมของสมาชิกเติบโตเฉลี่ย 4-5% รวมถึงผลตอบแทนจากการลงทุนส่งผลให้มูลค่าสินทรัพย์เพิ่มขึ้น

นายทรงพล กล่าวว่า สำหรับปี 2568 กบข. ประเมินเศรษฐกิจสหรัฐฯ มีแนวโน้มชะลอตัวที่ 2.10% ขณะที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) อาจปรับลดดอกเบี้ย 2 ครั้งในปีนี้ ด้านเศรษฐกิจไทยคาดว่าจะขยายตัวในช่วง 2.4-2.8% กบข.จึงมีมุมมองเชิงบวกต่อสินทรัพย์กลุ่มเติบโต (Growth Assets) โดยให้ความสำคัญกับการลงทุนในหุ้นตลาดพัฒนาแล้ว พร้อมกระจายการลงทุนไปยังตราสารหนี้ เพื่อลดความผันผวน

ขณะเดียวกัน ทองคำยังเป็นสินทรัพย์ที่น่าสนใจ แต่ต้องลงทุนอย่างระมัดระวัง และ กบข. ยังคงติดตามปัจจัยเสี่ยงจากนโยบายการคลังและภาวะเงินเฟ้ออย่างใกล้ชิด พร้อมปรับกลยุทธ์การลงทุนให้สอดคล้องกับสถานการณ์ เพื่อสร้างผลตอบแทนที่มั่นคงและยั่งยืนให้แก่สมาชิก

ส่วนการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลยังติดตามอย่างใกล้ชิด ต้องทำความเข้าใจ และต้องมีคุณลักษณะของความเป็นสินทรัพย์ก่อน ดังนั้นอาจเร็วเกินไปที่จะตอบได้ว่าสนใจที่จะลงทุน หรือไม่สนใจขอดูพัฒนาการก่อนและภายในปีนี้จะเริ่มลงทุนผ่านกองทุนที่ลงทุนในโครงการที่อยู่อาศัยหลังเกษียณในต่างประเทศ เนื่องจากมีความสนใจในโครงการดังกล่าวเพื่อนำมาประยุกต์ใช้กับการลงทุนในประเทศไทย เพราะถือว่าสอดคล้องกับนโยบายการลงทุนของกบข.ที่มีการลงทุนโครงการอสังหาฯ ซึ่งปัจจุบันมีการลงทุนอาคารสำนักงาน และ โรงแรม

“แนวโน้มปี 2568 จะมีความผันผวนมากกว่าปี 2567 ความไม่แน่อนมากขึ้นกว่าเดิม หลายปัจจัยจะเริ่มเห็นความชัดเจนมากขึ้น เช่น นโยบายภาษีของทรัมป์ แต่ก็ปัจจัยเสี่ยงที่มากขึ้นจากการกีดดันการค้าที่จะรุนแรงมากขึ้น ทุกประเทศต้องหากลยุทธ์ให้เศรษฐกิจตัวเองดีขึ้น แต่ทางเลือกการลงทุนมีหลากหลายขึ้น จึงมองปี 2568 เป็นปีที่ท้าทายกว่าปี 2567 “เลขาธิการ กบข. กล่าว

นอกจากนี้กบข.ได้ปรับนิยามประเภทสินทรัพย์การลงทุนใหม่ จากเดิมแบ่งเป็นกลุ่มสินทรัพย์ประเภท Risky – Safety Assets หรือ สินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูง / สินทรัพย์ปลอดภัย เปลี่ยนมาเป็น Growth – Defensive Assets หรือ สินทรัพย์ที่มีการเติบโต ส่งผลให้ตราสารหนี้ ซึ่งเดิมมองว่าเป็นสินทรัพย์ความเสี่ยงต่ำ จากมีการจัดอันดับความน่าเชื่อถือเป็น Invesment Grade แต่ในช่วงที่ผ่านมามีการผิดนัดชำระทำให้ความเสี่ยงมีการเปลี่ยนแปลงไป

ปัจจุบันกบข.ยังอยู่ระหว่างจัดทำ Strategic Asset Allocation (SAA) ฉบับใหม่ กำหนดกรอบนโยบายการลงทุนระหว่างปี 2568-2570 ร่วมกับบริษัทที่ปรึกษาคาดว่าจะออกมาใน 2 เดือนข้างหน้า

“หลักการลงทุนของกบข.ใช้ความระมัดระวังในการลงทุนและเน้นการ Selective โดยพิจารณาจาก 4 ปัจจัยหลัก ไดแแก่ 1.สินทรัพย์ที่จะลงทุน 2.ประเทศที่จะลงทุน 3.ความเสี่ยงของสินทรัพย์ที่จะลงทุน และ 4.อัตราแลกเปลี่ยนของสินทรัพย์ที่จะลงทุน”นายทรงพล กล่าว

นอกจากนี้ กบข. ยังได้ศึกษาความเพียงพอ ณ เกษียณของสมาชิก กบข. พบว่า 82% จากสมาชิก 1.2 ล้านราย มีโอกาสที่จะไม่บรรลุเป้าหมายความเพียงพอ ณ เกษียณในระดับดี ปัจจัยหลักมาจากอายุขัยเฉลี่ยที่ยืนยาวขึ้นถึง 80 ปี หนี้สินเฉลี่ยของสมาชิกวัยใกล้เกษียณ (55-60 ปี) สูงถึง 1.95 ล้านบาทต่อคน และค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 2% ต่อปี

กบข.เตรียมเดินหน้าส่งเสริมทักษะทางการเงินร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร และจัดกิจกรรมทั่วประเทศ เพื่อสื่อสารกระตุ้นให้สมาชิกออมเพิ่ม และเปลี่ยนแผนการลงทุนตามระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ หรือเลือกเปลี่ยนแผนการลงทุนมาอยู่ในแผนสมดุลตามอายุ เพื่อเพิ่มโอกาสให้สมาชิกสามารถบรรลุเป้าหมายทางการเงิน มีคุณภาพชีวิตที่มั่นคงหลังเกษียณ และเกษียณอย่างมีสุข