“คิงส์ฟอร์ด” แนะ BAFS-BEM

HoonSmart.com>> “บล.คิงส์ฟอร์ด” คาดดัชนี SET วันนี้ทรงตัว รอรายงานกำไร PTTEP ประชุมเฟดและ ECB สัปดาห์หน้า แนะทยอยซื้อ AAV, ERW, BAFS, BEM ค้าปลีก BJC, CPN เก็งกำไร BE8, KEX, NER พร้อมคัดหุ้นเด่นเสิร์ฟ BAFS, BEM

บริษัทหลักทรัพย์คิงส์ฟอร์ด คาดดัชนี SET วันนี้ทรงตัวในกรอบแนวรับ 1,660 – 1,670 จุด แนวต้าน 1,680 – 1,685 จุดรอรายงานกำไร Q4/65 PTTEP คาดชะลอตัว QoQ และรอผลประชุมเฟด, ECB ในสัปดาห์หน้า แนะนำทยอยซื้อ AAV, ERW, BAFS, BEM ค้าปลีก BJC, CPN เก็งกำไร BE8, KEX, NER

ตลาดหุ้นสหรัฐ DJIA +0.61%, S&P500 +1.10%, Nasdaq +1.76% กลุ่มพลังงาน, สินค้าฟุ่มเฟือย, สินค้าอุปโภคบริโภคปรับขึ้น หลังกระทรวงพาณิชย์สหรัฐเผย GDP Q4/65 +2.9% ดีกว่าคาดที่ +2.8% QoQ ขณะที่รายงานยอดขายบ้านใหม่ ธ.ค. +2.3% MoM เพิ่มขึ้นเป็นเดือนที่3 และคำสั่งซื้อสินค้าคงทน ธ.ค. +5.6% & คาด +2.5% ส่วน Tesla +10.97% รับกำไร Q4/65 ดีกว่าคาด

หุ้นแนะนำวันนี้ ได้แก่ BAFS (ซื้อเก็งกำไร / ราคาเป้าหมาย IAA Consensus 35.50 บาท) BAFS เป็นหุ้นที่ได้รับประโยชน์จากแผนการเปิดประเทศและความหวังจากกิจกรรมทางด้านการบินที่ทยอยฟื้นตัว โดยในปี 66 ผู้บริหารคาดว่าปริมาณเติมน้ำมันอากาศยานมีโอกาสเติบโตสู่ระดับ 4.2 พันล้านลิตร +40%YoY ส่วนธุรกิจขนส่งน้ำมันทางท่อ NFPT คาดว่าจะอยู่ที่ 600 ล้านลิตร +41% YoY

ด้านแนวโน้มผลการดำเนินงาน 4Q65 คาดขาดทุนลดลงต่อเนื่อง และมีโอกาสพลิกเป็นกำไรได้ใน 1Q66 ซึ่งเป็นช่วงไฮซีซั่นของการท่องเที่ยว และรับอานิสงส์จีนเริ่มเปิดประเทศในวันที่ 8 ม.ค.66 ส่วนใน 2H65 สนามบินสุวรรณูมิจะเปิดอาคาร Satellite-I ในเดือน ก.ย.66 รองรับจำนวนเที่ยวบินที่จะเพิ่มมากขึ้น

หุ้น BEM (ซื้อ / ราคาเป้าหมาย IAA Consensus 11.10 บาท) คาดว่าจะเห็นการฟื้นตัวได้อย่างต่อเนื่องตาม Traffic การเดินทางที่สูงขึ้นหลังสถานการณ์การระบาดของ Covid-19 คลี่คลาย โดยช่วงเดือน ธ.ค. 65 ที่ผ่านมา ปริมาณจราจรของ BEM และจำนวนผู้โดยสารรถไฟฟ้า MRT ฟื้นตัวมาอยู่ที่ระดับ 1,128.49 พันเที่ยวต่อวัน(+6.99% YoY, +2.74% MoM) และ 351.00 พันเที่ยวต่อวัน (+72.06% YoY, -0.85% MoM) ใกล้เคียงระดับ Precovid-19 ที่ 1,230 พันเที่ยวต่อวัน และ 350-400 พันเที่ยวต่อวัน

นอกจากนี้ BEM ยังมีประเด็นบวกจากโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ทั้งนี้ตลาดคาด EPS ปี65 และ ปี66 ของ BEM* จะฟื้นตัวต่อเนื่องจากฐานต่ำในปี 64 ที่ 0.07 บาท/หุ้น มาอยู่ที่ 0.16 บาท/หุ้น, และ 0.23 บาท/หุ้น ตามลำดับ