อินโนเวสท์ฯชี้ SET ต่ำสุด Q2 รอรับ 1,550 จัด 10 หุ้นเด่น-เล่น 2 พอร์ต

HoonSmart.com>>บล.อินโนเวสท์เอ็กซ์ คาด SET ลงต่ำสุดไตรมาส 2/66 ที่ 1,550-1,600 จุด กดดันจากนโยบายการเงินตึงตัว ความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจ และผลการดำเนินงานชะลอตัว ก่อนฟื้นตัวในครึ่งปีหลังแตะสูงสุดที่ 1,750 ชี้ธุรกิจแนวโน้มดีปี 66 อาทิ กลุ่มพาณิชย์ ขนส่ง อาหารและเครื่องดื่ม และท่องเที่ยว รวมถึงธนาคาร และการแพทย์ แนะนักลงทุนแบ่ง 2 พอร์ต เล่นหุ้นใหญ่ 70% และหุ้นเก็งกำไร 30% เชียร์ 10 หุ้นเด่น  AOT, BBL, BDMS, CPALL, CRC, GPSC, SCGP, AU, HANA และ SECURE

นายสุกิจ  อุดมศิริกุล กรรมการผู้จัดการ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ หรือ InnovestX ให้ความเห็นว่า แนวโน้มภาวะเศรษฐกิจ และการลงทุนในปี 66 ในไตรมาสที่ 1 ความเสี่ยงด้านนโยบายการเงินตึงตัวแม้จะมีแนวโน้มลดลงแต่ยังคงไม่จบ ในขณะที่ความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจและผลการดำเนินงานชะลอตัวกำลังเพิ่มขึ้น ส่วนการเปิดประเทศของจีนเป็นปัจจัยบวกที่ช่วยลดความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจชะลอตัวได้บ้าง

ในไตรมาส 2 คาดว่าจะเห็นสัญญาณของเศรษฐกิจและกำไรผ่านจุดต่ำสุด รวมถึงความเสี่ยงของการส่งผ่านผลกระทบจากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯ ราคาพลังงานของสหภาพยุโรป เหตุการณ์สำคัญในไตรมาส 2 ที่อาจกระตุ้นให้ตลาดถึงจุดต่ำสุด ได้แก่ 1) นโยบายการเงินที่เริ่มลดระดับการตึงตัว  2) Real yield กลับมาเป็นบวก ซึ่งหมายความว่าดอลลาร์จะอ่อนค่าลง ซึ่งจะส่งผลดีต่อสินทรัพย์เสี่ยง โดยเฉพาะตลาด Emerging Market โดยจุดเข้าซื้อที่สำคัญอยู่ระหว่าง 1,550 -1,600 จุด คาดว่าตลาดหุ้นน่าจะยังมี downside อีกมากหากเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยอย่างเต็มรูปแบบในช่วงไตรมาส 2 ของปีนี้

ส่วนในไตรมาส 3 ตลาดหุ้นไทยรับประโยชน์จากเศรษฐกิจในประเทศที่เติบโตได้ดีกว่าสหรัฐฯ ยุโรป รวมถึงได้รับประโยชน์จากเงินทุนต่างชาติไหลเข้าตลาดหุ้นเอเชีย และไตรมาส 4 ผลตอบแทนของตลาดดูเหมือนจะมีจำกัด เนื่องจากแนวโน้มการเติบโตของปี 2567 กลับมาสู่ภาวะปกติ valuation คาดว่าจะตึงตัวหลังจาก Rally อย่างแข็งแกร่ง โดยคาดการณ์ดัชนีอยู่ที่ 1,750 จุด

บล.อินโนเวสท์เอ็กซ์ ประเมินว่า ข้อจำกัดเกี่ยวกับ COVID ส่งผลทำให้ GDP Output ของจีนปรับลดลงราว 4-5% จากระดับ Trend ทำให้ GDP ขยายตัวราว 5% เชื่อว่าตลาดหุ้นไทยจะตอบรับเชิงบวกต่อการผ่อนคลายนโยบายของจีน เนื่องจากจีนคิดเป็น 1 ใน 3 ของ Traffic และรายได้จากการท่องเที่ยวของประเทศไทย และจะช่วยกระตุ้นให้เม็ดเงินต่างชาติไหลเข้าสุทธิ หากตลาดหุ้นจีนฟื้นตัว ตลาดหุ้นไทยจะได้รับประโยชน์จาก Rally และส่งผลดีต่อ 4 กลุ่มอุตสาหกรรม ได้แก่ กลุ่มพาณิชย์ ขนส่ง  อาหารและเครื่องดื่ม และท่องเที่ยว เนื่องจากเศรษฐกิจในปี 66 จะฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง

หุ้นที่มีแนวโน้มที่ดีในปีนี้ยังมีกลุ่มพาณิชย์ คาดว่ากำไรของกลุ่มธนาคารจะเติบโต 13% ในปี 66 จากการคาดการณ์ว่าสินเชื่อจะเติบโต 6% Net Interest Margin (NIM ) จะขยายตัว 6 bps ส่วน Non-Nll จะอยู่ในระดับทรงตัว และ Credit Cost จะเพิ่มขึ้นเล็กน้อย 7 bps

นอกจากนี้ คาดการณ์ว่ากำไรของกลุ่มการแพทย์จะเติบโต มีมาร์จิ้นแข็งแกร่ง เนื่องจากมีอำนาจกำหนดราคาสูง คาดว่าจะเห็นพัฒนาการเพิ่มมากขึ้นในธุรกิจใหม่ เช่น บริการสุขภาพดิจิทัล และบริการ Wellness  การบริการด้าน Healthcare ที่ไม่เกี่ยวกับโควิดจะเติบโตเพิ่มขึ้น รวมถึงการฟื้นตัวของบริการผู้ป่วยต่างชาติจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยสนับสนุนให้ผลประกอบการออกมาดี

ส่วนหุ้นในกลุ่มที่ยังไม่สดใสในปี 66 อาทิ วัสดุก่อสร้าง จากต้นทุนวัตถุดิบที่แพง, กลุ่มปิโตรเคมี, กลุ่มยานยนต์ และกลุ่ม อิเลกทรอนิกส์ รับผลกระทบจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก

นายสุกิจ กล่าวว่า หุ้นไทยเน้นการฟื้นตัวจากปัจจัยภายในและการท่องเที่ยว แม้ว่าปัจจัยภายนอกค่อนข้างท้าทายแต่เศรษฐกิจไทยในปี 66 ยังอยู่ในทิศทางฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจัยสนับสนุนสำคัญ คือ การเปิดประเทศของจีนที่จะทำให้การท่องเที่ยวฟื้นตัวได้ดีต่อเนื่องจากปี 65 การบริโภคภายในประเทศยังแข็งแกร่ง ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงจากการส่งออกที่ชะลอตัว บริษัทจดทะเบียนไทยมีสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง นโยบายการเงินก็เป็นอย่างค่อยเป็นค่อยไปทำให้ตลาดไม่ผันผวน

สิ่งที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในปี 66 ได้แก่ 1) นักท่องเที่ยวต่างชาติเติบโตโดดเด่น ภาคบริการฟื้นตัว 2) ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น 3) ผลกระทบจากนโยบายการเงินค่อนข้างจำกัด 4) นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีแรกปี 66 และ 5) การเติบโตมีแนวโน้มชะลอตัวลงในไตรมาสที่ 2 ของปีนี้

สำหรับกลยุทธ์การลงทุนในปีนี้ ด้วยสภาพตลาดหุ้นที่ยังคงมีความผันผวน จึงแนะนำแบ่งหุ้นเป็น 2 พอร์ต สัดส่วน 70:30 โดยพอร์ตที่ 1 (70%) เน้นหุ้นพื้นฐานดีที่ได้ประโยชน์จากเปิดเมืองของจีนและเศรษฐกิจในประเทศฟื้นตัว 2) มีอัตราการเติบโตดีต่อเนื่อง 3) มีความเป็นหุ้นเชิงรับ ส่วนพอร์ตที่ 2 (30%) เป็นหุ้นเก็งกำไร ที่คาดว่าผลการดำเนินงานจะ Turnaround ได้ในปี 2023 โดยเป็นบริษัทที่ความเสี่ยงด้านฐานะทางการเงินต่ำ  โดยหุ้นแนะนำ ในพอร์ตที่ 1 ได้แก่ AOT, BBL, BDMS, CPALL, CRC, GPSC และ SCGP ส่วนในพอร์ตที่ 2 ได้แก่ AU, HANA และ SECURE

 

#AOT #BBL #BDMS #CPALL #CRC #GPSC #SCGP #AU #HANA #SECURE #บล.อินโนเวสท์เอ็กซ์