BCP ดีลเทกฯ ESSO 5.55 หมื่นล้าน ได้หุ้นถูกและดี เกิดซินเนอยี 2 พันล้านบ.

HoonSmart.com>>”บางจาก คอร์ปอเรชั่น-BCP” ตั้งงบลงทุนซื้อ”เอสโซ่ฯ-ESSO” มูลค่า 55,500 ล้านบาท ได้ทรัพย์สิน รับภาระหนี้ ไม่ได้แบรนด์ ส่วนราคาหุ้นยังไม่สรุป ประเมินได้โรงกลั่น-โรงพาราไซรีนมาฟรี ๆ ดีลเกิดซินเนอยีประมาณ 1.5-2 พันล้าน เพิ่มกระแสเงินสดต่อยอดเร่งโต ยัน EBITDA เข้าเป้า 1 แสนล้านในปี’73  ดีลเกิด 3 ประโยชน์ บริษัทมีโรงกลั่น 2 แห่ง เพิ่มความมั่นคง เตรียมกู้เงินแบงก์ใหญ่ซื้อกิจการ เพิ่ม D/E จาก 0.6 เท่า อยู่ที่ 1.7 เท่า จาก 0.6 เท่า นักวิเคราะห์เชียร์บางจากฯ ซื้อของดีได้ราคาถูก บล.ทรีนีตี้ให้มูลค่า 40 บาท ด้านหุ้น BCP วิ่งฉิวรับข่าวดี   สวนทาง ESSO ดิ่งลงแรง  

นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจากและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น (BCP) เปิดเผยว่า บริษัทตั้งงบในการซื้อบริษัทเอสโซ่ (ประเทศไทย) (ESSO) ครั้งนี้ มูลค่า 55,500 ล้านบาท ถ้าซื้อหุ้นในราคา 3 หมื่นล้านบาท และมีหนี้เงินกู้อีก 3 หมื่นล้านบาท ไม่ได้ซื้อแบรนด์ ส่วนราคายังไม่ได้สรุป เนื่องจากต้องประเมินทรัพย์สินอีกครั้ง เช่น มีปริมาณน้ำมันอยู่ในถังเท่าไร  โดยซื้อหุ้นสัดส่วน 65.99% จาก ExxonMobil  และที่เหลือจัดทำคำเสนอซื้อหุ้นจากประชาชนทั่วไป(เทนเดอร์ออฟเฟอร์)

ทั้งนี้มองว่าดีล ESSO ซื้อได้ในราคาที่สมเหตุสมผล จากการประเมินราคาทรัพย์สินเบื้องต้น เช่น ที่ดินที่ศรีราชา 800 ไร่ จ.ชลบุรี ตกไร่ละ 50 ล้านบาท มีมูลค่า 40,000 ล้านบาท สถานีบริการน้ำมันกว่า 700 แห่ง ลงทุนแห่งละ 20 ล้านบาท เท่ากับ 14,000 ล้านบาท ถือว่าได้โรงกลั่นน้ำมันเอสโซ่กำลังการกลั่น 174,000 บาร์เรล/วัน จ. ชลบุรี และโรงพาราไซลีนผลิตอีก 5 แสนตัน มาฟรี

“การซื้อโรงกลั่นของเอสโซ่ครั้งนี้ เป็นไปตามแผนกลยุทธ์ระยะยาวที่คุยกับที่ปรึกษาต่างประเทศ เมื่อ 4 ปีก่อน บริษัทต้องมีโรงกลั่นแห่งที่สอง ผ่านการเข้าซื้อกิจการ (M&A) ไม่ใช่ลงทุนสร้างเองที่ต้องใช้เวลานาน ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาก็มีโรงกลั่น 3 แห่งเข้ามาเสนอขาย หนึ่งในนั้นก็คือ ESSO เมื่อรวมกันแล้ว ทำให้มีกระแสเงินสดมาต่อยอดการเติบโต เพิ่มความสามารถในการแข่งขัน บางจากฯมีกำลังการกลั่นน้ำมันรวม 294,000 บาร์เรลต่อวัน เป็นโรงกลั่นที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย และเครือข่ายสถานีบริการกว่า 2,100 แห่ง มีส่วนแบ่งอันดับสอง ประมาณ 40% ไม่ได้ผูกขาด ก่อให้เกิดซินเนอร์ยี่  มูลค่า 1.5-2 พันล้านบาท ใน 4 ด้าน เช่น การจัดหาน้ำมันราคาถูก มีท่อและถัง ต้นทุนลดลงจากการรวมกัน และได้กำไรที่แม่สูงสุด”นายชัยวัฒน์กล่าว

ส่วนขั้นตอนการซื้อขายหุ้น บริษัทฯ เตรียมเสนอต่อผู้ถือหุ้นอนุมัติในต้นเดือนเม.ย.นี้ จากนั้นจะขออนุญาตจากภาครัฐ คาดว่าดีลจะเสร็จสิ้นได้ในเดือน ส.ค.-ก.ย.2566 หากมีการเปลี่ยนรัฐบาล จะทำให้ดีลนี้ล่าช้าไปในเดือนธ.ค.หรือปี 2567 ทั้งนี้ตามงบการเงินสอบทานในไตรมาส 3/2565 ของ ESSO จะได้ราคาเบื้องต้นประมาณ 8.84 บาท/ หุ้น หากใช้ข้อมูล ณ สิ้นไตรมาสที่ 2  ราคาซื้อหุ้นจะอยู่ที่ 9.63 บาท  ซึ่งต่ำกว่าราคาในตลาด

นายชัยวัฒน์กล่าวว่า การซื้อ ESSO จะส่งผลดี ใน 3 ด้าน คือ ดีต่อประเทศ  ได้โครงสร้างพื้นฐานมาอยู่ในมือคนไทย เพิ่มความมั่นคงทางด้านพลังงาน และเพิ่มประสิทธิภาพให้กับประเทศ, ดีต่อผู้บริโภค เข้าถึงสถานนีบริการน้ำมันเพิ่มขึ้น ในราคาสมเหตุสมผล รองรับความต้องการใช้น้ำมันที่มีมาตรฐาน และดีต่อบริษัท  จะเพิ่มความมั่นคงมากขึ้น

ส่วนแผนการดำเนินงานภายหลังจากซื้อกิจการ ESSO ได้สำเร็จ เบื้องต้นบริษัทฯ จะดำเนินการปรับปรุงปั๊มน้ำมัน ESSO ที่มีอยู่ทั้งหมดเป็นปั๊มน้ำมันบางจาก ซึ่งมีเวลา 2 ปี ขณะเดียวกันก็ยังมุ่งเน้นการทำเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ ภายในปี 2050 ควบคู่กันไป

นางสาวภัทร์ภูรี ชินกุลกิจนิวัฒน์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มงานบัญชีและการเงิน BCP กล่าวว่า บริษัทได้เตรียมกระแสเงินสดและเงินกู้จากธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่แล้ว  เพื่อรองรับการซื้อหุ้นและหนี้ของ ESSO ไว้ครบถ้วนแล้ว คาดว่าจะใช้เงินประมาณ 55,500 ล้านบาท ทำให้สัดส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E) ของบริษัทฯ เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 1.7 เท่า จากเดิม 0.6 เท่า  ยังไม่เกิน 2 เท่า ปัจจุบันบริษัทบางจากฯและลูกมีเงินสด 20,000 ล้านบาท

วันที่ 12 ม.ค. ราคาหุ้น BCP ตอบรับในทางบวก 8.66% ปิดที่ 34.50 บาท สวนทาง ESSO ดิ่งลงแรง -17.12% ปิดที่ 9.20 บาท เนื่องจากราคาซื้อขายต่ำกว่าในตลาดมาก นอกจากนี้ นักวิเคราะหืต่างแนะนำให้ซื้อหุ้นบางจากฯ เช่น บล.ทรีนีตี้ให้ราคาเป้าหมาย 40 บาท

ขณะเดียวกันการได้เอสโซ่มา ยังช่วยเพิ่มความสามารถทำกำไรของบางจากฯ เห็นได้จาก ณ วันที่ 30 ก.ย.2565  BCP มี ROA 15.76% และ ROE 24.11% ต่ำกว่า ESSO ที่ 18.29% และ 50.30% ตามลำดับ