TH เทรด 6 วันร่วง 33.92% คาดผลจากประมูลหนี้ล่าช้า-เทคนิคขาลง

HoonSmart.com>>หุ้น TH เทรด 6 วัน ราคาร่วง 33.92% โบรกฯคาดรับผลจากการประมูลหนี้เกิดความล่าช้า ส่งผลต่อการรับรู้ในไตรมาส 1/66 ด้านสัญญาณทางเทคนิคเป็นขาลงหลังราคาหุ้นร่วงต่อเนื่องหลายวัน พร้อมให้แนวรับ 2.60-2.50 แนวต้าน 2.86-2.90 บาท

เมื่อเวลา 11.27 น.หุ้น TH ร่วง 7.38% มาอยู่ที่ 2.76 บาท ลดลง 0.22 บาท มูลค่าซื้อขาย 120.10 ล้านบาท โดยเปิดตลาดที่ 2.86 บาท ขึ้นสูงสุด 3.00 บาท และต่ำสุด 2.70 บาท
เมื่อวันที่ 18 พ.ย.หุ้น TH ร่วง 12.35% ปิดที่ 2.98 บาท ลดลง 0.42 บาท
เมื่อวันที่ 17 พ.ย.หุ้น TH ร่วง 9.57% ปิดที่ 3.40 บาท ลดลง 0.36 บาท
เมื่อวันที่ 16 พ.ย.หุ้น TH ลบ 3.09% ปิดที่ 3.76 บาท ลดลง 0.12 บาท
เมื่อวันที่ 15 พ.ย.หุ้น TH ลบ 1.02% ปิดที่ 3.88 บาท ลดลง 0.04 บาท
เมื่อวันที่ 14 พ.ย.หุ้น TH ลบ 0.51% ปิดที่ 3.92 บาท ลดลง 0.02 บาท

นายณัฐพล คำถาเครือ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) กล่าวว่า ราคาหุ้นบริษัท ตงฮั้ว โฮลดิ้ง (TH) ปรับตัวลงต่อเนื่องมาหลายวันต่อเนื่อง คาดว่าจะเป็นผลจากแรงขายทำกำไรออกมาก่อนหลังเห็นว่าการประมูลหนี้เกิดความล่าช้า ซึ่งจะมีผลต่อการรับรู้รายได้ในไตรมาส 1 ปีหน้า (2566) โดยปกติภายในเดือนพ.ย.จะมีความคืบหน้าเกี่ยวกับการประมูลซื้อหนี้มาบริหารแล้ว แม้แต่คนขายก็ยังไม่เห็นมีการประกาศขายหนี้ออกมา

ทั้งนี้ สัญญาณทางเทคนิคเป็นขาลง โดยมีแนวรับ 2.60-2.50 บาท แนวต้าน 2.86-2.90 บาท

ด้านบล.ฟินันเซีย ไซรัส แนะ”ถือ”หุ้น TH ธุรกิจ AMC ติดตามหนี้ยาก แม้กำไรไตรมาส 3/65 จะทำจุดสูงสุด แต่มาจากผลกำไรจากการลงทุน ในขณะที่ผลประกอบการของ THAM ลดลงจากความสามารถในการชำระคืนหนี้ของลูกหนี้ที่อ่อนแอ ทั้งจากฤดูกาล ค่าครองชีพที่สูง การฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ยังกระจายตัวไม่ทั่วถึง จึงปรับลดประมาณการกำไรปี 2566-2567 ลงเฉลี่ยปีละ 17-20% จากการปรับลดสมมติฐานการซื้อหนี้ที่ลดลง ราคารับซื้อหนี้อาจสูงขึ้นตามคุณภาพสินทรัพย์ที่ไม่ได้แย่อย่างที่คาด และการติดตามเก็บหนี้ที่ฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป ทำให้ราคาเป้าหมายปี 2566 ลดลงเป็น 4.20 บาท

กำไรสุทธิไตรมาส 3/65 จะทำจุดสูงสุดและดีกว่าคาดถึง 16% เป็น 81.1 ล้านบาท แต่มาจากรายได้ดอกเบี้ยและผลตอบแทนจากเงินลงทุน 41.8 ล้านบาท ลำพังเฉพาะธุรกิจของ THAM มีผลประกอบการลดลง ทำกำไรได้เพียง 39.3 ล้านบาท -26.0% Q Q ความสามารถในการชำระคืนหนี้ของลูกหนี้อ่อนแอลงจากผลกระทบของฤดกาล ค่าครองชีพสูงขึ้น และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจยังลงไปไม่ถึงรากหญ้า ขณะที่ในไตรมาสนี้จะยังไม่สามารถหนี้เพิ่มได้จากที่มี 4 พันล้านบาทตั้งแต่ต้นปี แนวโน้มไตรมาส 4/65 อาจฟื้นตัวแต่เป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป

กำไรสุทธิ 9 เดือนปี 65 ทำได้ 193.7 ล้านบาท โต 3.7 เท่าจากช่วงเดียวกันของปีก่อนซึ่งเริ่มทำธุรกิจ AMC ตั้งแต่ไตรมาส 4/64 คงประมาณการกำไรปี 2565 ที่ 240 ล้านบาท +140.2% Y-Y โดยคาดกำไรไตรมาส 4/65 ที่ระดับ 46.3 ล้านบาท -43.0% Q-Q, +4.4% Y-Y กำไรที่คาดลดลงแรง Q-Q ส่วนใหญ่มาจากการลดลงของกำไรจากการเงินลงทุนที่คาดแบบระมัดระวัง โดยคงกำไรปี 2565 แต่ปรับปี 2566-2567 ลง โดยปรับลดสมมติฐานการซื้อหนี้ โดยปรับประมาณการกำไรปี 2566-2567 ลงเฉลี่ยปีละ 17-20% จากการปรับลดสมมติฐานการซื้อหนี้จากสถาบันการเงินที่คาดว่าจะซื้อได้ต่อปี 4 พันล้านบาทเป็น 3 พันล้านบาท การรับซื้อหนี้ที่เคยทำได้ในราคา 10% น่าจะต้องใช้เงินลงทุนเพิ่มขึ้น ตามคุณภาพสินทรัพย์ โดยตัดประเด็นการจัดตั้ง JV AMC กับธนาคารออกเพราะเชื่อว่าจะเกิดขึ้นได้ยากด้วยเงื่อนไขรายละเอียดที่ค่อนข้างยุ่งยากเกินไป จากการปรับลดประมาณการดังกล่าว ทำให้คาดกำไรปี 2566-2567 +8.6% Y-Y เป็น 260.7 ล้านบาท และ +2.6% Y-Y เป็น 267.5 ล้านบาท คิดเป็นการเติบโตเฉลี่ย 5.6% CAGR (2576-2567) ทั้งนี้ ตัวแปรสำคัญของประมาณการคือกำไรจากเงินลงทุนในตราสารทุน

จุดแข็งของ TH ยังคงเป็นสภาพคล่องทางการเงินที่สูงโดยมีเงินสดและสินทรัพย์ทางการเงินราว 680 ล้านบาท (0.71 บาทต่อหุ้น) สิ้นไตรมาส 3/65 ได้เปรียบผู้ประกอบการรายอื่นด้านต้นทุนทางการเงิน