PCC ผู้นำ Smart Grid ครบวงจร เน้นเติบโตยั่งยืน เพิ่มมูลค่าหุ้น

HoonSmart.com>>พรีไซซ คอร์ปอเรชั่น (PCC) ผู้นำ Smart Grid ครบวงจรของไทย เน้นโตยั่งยืน ดันกำไรพุ่ง เพิ่มมูลค่าหุ้น

 

หุ้นที่มีการทำธุรกิจในรูปแบบเน้นการเติบโตอย่างยั่งยืน กำลังเป็นเทรนด์ใหม่สำหรับการลงทุนในตอนนี้ ซึ่งกลยุทธ์เลือกหุ้นที่จะลงทุนไม่เพียงแต่จะเลือกหุ้นที่เป็นบริษัทที่มีพื้นฐานดี และมีแนวโน้มที่เติบโตเท่านั้น แต่บริษัทนั้นยังต้องดำเนินธุรกิจโดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล หรือ Environment, Social, Governance (ESG) เพื่อให้ผู้ลงทุนมั่นใจได้ว่าเงินลงทุนนั้นจะสามารถเติบโตอย่างยั่งยืนได้ในระยะยาว

นักลงทุนส่วนใหญ่ เริ่มหันมาให้ความสนใจลงทุนหุ้นที่มีรูปแบบธุรกิจยั่งยืนมากขึ้น เนื่องจากความผันผวนของตลาดหุ้นทั่วโลก จากผลกระทบเศรษฐกิจชะลอตัว โรคระบาดใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา รวมถึงภาวะความขัดแย้งจนกลายเป็นสงครามระหว่างประเทศ ขณะเดียวกัน มีผลศึกษาที่สะท้อนให้เห็นว่า บริษัทที่มีผลการดำเนินงานด้านความยั่งยืน จะมีความเสี่ยงต่ำกว่า และมีต้นทุนของเงินทุนต่ำกว่า รวมถึงมีความได้เปรียบในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน และสิ่งสำคัญหุ้นของบริษัทเหล่านั้นจะมีความผันผวนน้อยกว่าในระยะยาว

บริษัท พรีไซซ คอร์ปอเรชั่น (PCC) ผู้นำธุรกิจโซลูชั่นครบวงจรของ Smart Grid และยังเป็นหุ้นรายแรกที่เน้นระบบส่ง และจำหน่าย Smart Grid ของตลาดหุ้นไทย ซึ่งปัจจุบัน หุ้น PCC ได้เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่ประเทศไทย เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2565 ในกลุ่มอุตสาหกรรม ทรัพยากร พลังงานและสาธารณูปโภค

บริษัทฯ มีเป้าหมายที่จะไปพัฒนาต่อยอดอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่อง คือ ห่วงโซ่อุปทานครบวงจรของอุตสาหกรรมไผ่ พืชพลังงาน พืชเศรษฐกิจ และอุตสาหกรรม 4.0 ตามแนวทางเศรษฐกิจสีเขียว Bio-Circular-Green Economy (BCG) ซึ่งเป็นเมกะเทรนด์ของโลก สร้าง New S Curve ให้กับธุรกิจ ผลักดันแนวโน้มผลการดำเนินงานเติบโตอย่างมั่นคง และยั่งยืน สร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับผู้ถือหุ้น ดังนั้น จึงน่าจะเป็นหนึ่งในหุ้นที่มีคุณสมบัติครบตรงตามนิยามว่า “หุ้นยั่งยืนเติบโตมั่นคง”

ภายใต้แกนนำของหัวเรือใหญ่ “กิตติ สัมฤทธิ์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ PCC กล่าวว่าบริษัทฯจะนำเงินที่ได้จากการระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯราว 1.2 พันล้านบาท เพื่อเดินหน้าขยายการลงทุนโครงการในอนาคตตามแผนงานที่วางไว้ประกอบด้วย การตั้งศูนย์การขายและการตลาด (Group Integration Sale & Marketing Center) ใช้เป็นสำนักงานขายสำหรับฝ่ายขายและฝ่ายการตลาด นอกจากนี้ยังเป็น point of sale ของกลุ่มบริษัท เพื่อขยายยอดขาย เนื่องจากบริษัทฯเพิ่ม scale ของการผลิตในสินค้าเดิมและขยายสินค้าใหม่

พร้อมนำไปลงทุนในโครงการเพิ่มกำลังการผลิตของหม้อแปลงไฟฟ้าระบบจำหน่าย โดยที่เพิ่มกำลังการผลิต 3 เท่า หรือคิดเป็นกำลังการผลิตรวมประมาณ 1,080 MVA ต่อปี ภายในปี 2567 และโครงการการเพิ่มกำลังการผลิตตัวถังหม้อแปลงไฟฟ้าจากกำลังการผลิตประมาณ 2,000 ถังต่อปี เพิ่มเป็นประมาณ 7,500 ถังต่อปี รวมทั้งมีโครงการเพิ่มกำลังการผลิตตู้โลหะสำหรับ ตู้สวิตช์เกียร์ และตู้สวิตช์บอร์ด อุปกรณ์ควบคุม จากกำลังการผลิตประมาณ 2,000 ตู้ต่อปี เพิ่มเป็น 3,200 ตู้ต่อปี

ขณะเดียวกันอยู่ระหว่างการก่อสร้างโรงงานผลิตในประเทศกัมพูชา โดยผลิตสินค้าหม้อแปลงไฟฟ้า หม้อแปลงเครื่องวัด และตู้ควบคุมไฟฟ้าชนิดต่างๆ ในประเทศกัมพูชา เพื่อให้ได้รับการสนับสนุนในฐานะผู้ผลิตในประเทศ และได้รับการส่งเสริมการลงทุน สำหรับขายสินค้าดังกล่าวโดยตรงกับการไฟฟ้ากัมพูชา คาดว่าเริ่มผลิตและจำหน่ายอุปกรณ์ได้ในต้นปี 2566 ผลักดันให้ผลการดำเนินงานในช่วง 1-3 ปีข้างหน้า เติบโตอย่างต่อเนื่อง ตามกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้น

โครงการติดตั้งระบบจัดการพลังงาน (Factory Energy Management) มีแผนติดตั้งระบบบริหารจัดการพลังาน เพื่อควบคุมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และยังเป็น pilot project เพื่อนำเสนอลูกค้าภายนอกในอนาคต

รวมถึงนำไปลงทุนในโครงการธุรกิจไผ่ อำเภอศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ ประกอบด้วย 2 โครงการย่อย 1.ตั้งโรงผลิตต้นกล้าไผ่ (Bamboo Plant Factory-Tissue Culture) เพื่อพัฒนาต้นกล้าไผ่ ปลูกแม่พันธุ์ และลานอนุบาลต้นกล้าไผ่สายพันธ์ต่างๆ เพื่อขายให้กับผู้สนใจในการปลูกไผ่ เพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมไผ่ในอนาคต

2.ผลิตสินค้าบรรจุภัณฑ์ปลอดเคมีจากเยื่อไผ่ (Bamboo Packaging) ที่ปลอดภัยในการสัมผัสกับอาหาร และไม่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อจัดจำหน่ายให้แก่ภัตตาคาร ร้านอาหาร และผู้รับจัดเลี้ยง ตลอดจนการขายผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-commerce platform) โดยทั้งสองโครงการนี้ทางหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) ให้ทุนร่วมในการสนับสนุนด้วย

นอกจากนี้โอกาสการเติบโตของ PCC จะยังจะเกิดจากการที่ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) และการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) มีแผนการลงทุนในเฉพาะส่วนของ Smart Grid มีมูลค่าสูงถึง 2 แสนล้านบาท ซึ่งจะทำให้PCC มีโอกาสได้รับเข้ารับงานมากขึ้นสร้างรายได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ปัจจุบันบริษัทฯมีมูลค่างานในมือ (Backlog) ณ 30 มิถุนายน 2565 อยู่ที่กว่า 2.3 พันล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะทยอยรับรู้รายได้ในปี2565-2566

สำหรับภาพรวมผลการดำเนินงานสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม ปี 2562 – 2564 และงวดหกเดือนแรก ปี 2564 และ 2565 บริษัทฯ มีกำไรสุทธิ 342.24 ล้านบาท 279.96 ล้านบาท 228.32 ล้านบาท และ 80.14 ล้านบาท และ 134.46 ล้านบาท ตามลำดับ ซึ่งงวดบัญชีสิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2565 บริษัทฯ กำไรสุทธิของบริษัทฯ มีการปรับตัวเพิ่มขึ้น 67.78% จากช่วงปีก่อน เนื่องมาจากรายได้รวมที่เพิ่มสูงขึ้น และอัตรากำไรขั้นต้นของรายได้จากการให้บริการและโครงการก่อสร้างที่สูงขึ้น

“PCC มีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาโครงการในอนาคตให้เติบโตอย่างยั่งยืน พร้อมทั้งให้ความสำคัญกับการเติบโตอย่างมั่นคง ซึ่งจะช่วยสนับสนุนให้รายได้และกำไรเติบโตอย่างต่อเนื่อง ในฐานะผู้นำขององค์กรได้ทำงานอยู่ในธุรกิจนี้มาเกือบ 40 ปี มีความเชื่อมั่นในธุรกิจ smart grid technology platform ซึ่งเป็นพื้นฐานของระบบสาธารณูปโภคพลังงานไฟฟ้าของประเทศ และได้มีพันธะสัญญาระหว่างประเทศในโลกตามกฎเกณฑ์เรื่องแก้ปัญหาภาวะโลกร้อน จึงเชื่อมั่นว่ามีความพร้อมในทางวิศวกรรมที่จะพัฒนาเทคโนโลยีและขยายธุรกิจให้มีศักยภาพการเติบโตต่อไปข้างหน้า และสร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับผู้ถือหุ้นต่อไปได้ในอนาคต”นายกิตติ กล่าว

นอกจากนี้ หากพิจารณาราคาพื้นฐานของหุ้น PCC จาก 5 โบรกเกอร์ ประกอบด้วย บล.ทรีนีตี้,บล.เอเอสแอล,บล.ซีจีเอส-ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย) ,บล.กสิกรไทย ,บล.ดาโอ (ประเทศไทย)ได้ประเมินราคาตามปัจจัยพื้นฐานไว้ที่ระดับ 4.70-4.80 บาท ซึ่งคาดการณ์ผลกำไรปี 2565-2566 เติบโตด้วย CAGR กว่า 39.2% จาการเพิ่มกำลังการผลิตของหม้อแปลงไฟฟ้า-ตัวถังหม้อแปลงไฟฟ้า (PMW) จากกำลังการผลิต 2,000 ถังต่อปี เป็น 7,500 ถังต่อปี รวมถึงเพิ่มกำลังการผลิตตู้โลหะสำหรับตู้สวิตช์เกียร์ และตู้สวิตช์บอร์ด อุปกรณ์ควบคุม จากกำลังการผลิต 2,000 ตู้ต่อปีเป็น 3,200 ตู้ต่อปีและโรงงานผลิตในกัมพูชาจะเป็นปัจจัยสนับสนุนที่สำคัญ

บล.ทรีนีตี้ ประเมินแนวโน้มผลประกอบการในปี 2565 – 2566 คาดกำไรสุทธิจะอยู่ที่ 343 ล้านบาท และ 393 ล้านบาท คิดเป็นอัตราการเติบโตของกำไรสุทธิ 69% และ 15% ซึ่งเป็นผลมาจากการเพิ่มกำลังการผลิตของหม้อแปลงไฟฟ้า (PEM) ตลอดจนการเปลี่ยนเครื่องจักรที่ใช้ในการผลิตให้เป็นเครื่องจักรอัตโนมัติที่มีประสิทธิภาพสูง เช่นเดียวกันกับการเพิ่มกำลังการผลิตของตัวถังหม้อแปลงไฟฟ้า (PMW) จากกำลังการผลิต 2,000 ถังต่อปี เป็น 7,500 ถังต่อปี

รวมถึงเพิ่มกำลังการผลิตตู้โลหะสำหรับตู้สวิตช์เกียร์ และตู้สวิตช์บอร์ด อุปกรณ์ควบคุม จากกำลังการผลิต 2,000 ตู้ต่อปีเป็น 3,200 ตู้ต่อปีและมีแผนที่จะขยายโรงงานผลิตไปยังกัมพูชา ซึ่งคาดว่าจะเริ่มผลิตและจำหน่ายอุปกรณ์ได้ในต้นปี 2566 รวมถึงการทำธุรกิจปลูกกัญชงในระบบปิดที่คาดว่าจะรับรู้รายได้เชิงพานิชย์ภายในปี 2565

ทั้งนี้ได้ใช้วิธีประเมินมูลค่าหุ้น ได้ราคาเหมาะสมปี 2566 ที่ 4.8 บาท ซึ่งมาจากการประเมินมูลค่าหุ้นด้วย PE Ratio เทียบกับบริษัทฯใกล้เคียงในตลาด โดยหุ้นที่นำมาเปรียบเทียบได้แก่ QTC ซึ่งประกอบธุรกิจขายหม้อแปลงไฟฟ้า AKR ซึ่งประกอบธุรกิจขายหม้อแปลงไฟฟ้าและบริการซ่อมบำรุงและรับออกแบบติดตั้งรวมทั้งก่อสร้างสถานีไฟฟ้า และ GUNKUL ซึ่งประกอบธุรกิจผลิต จัดหา และจำหน่ายอุปกรณ์สำหรับระบบไฟฟ้า รับเหมาก่อสร้าง และให้บริการบำรุงรักษาโรงไฟฟ้า โดยใช้ค่า PE เฉลี่ยย้อนหลัง 3 ปี (21/08/2563 – 22/8/2565) เท่ากับ 15 เท่า ในขณะที่ประมาณการ EPS 2566 อยู่ที่ 0.32 บาท