FPT โชว์กำไร 750 ลบ. Q1/65 โต 67% ค่าใช้จ่ายลดลง

HoonSmart.com>> “เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้” โชว์กำไรไตรมาส 1/65 จำนวน 750 ล้านบาท เติบโต % จากงวดปีก่อน รับรู้กำไรขายอสังหาริมทรัพย์เพิ่มการลงทุน กำไรจากไถ่ถอนหน่วยลงทุนกองทุนรวมสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์โกลด์ ด้านรายได้รวมอยู่ที่ 4.042 ล้านบาท ลดลง 2.6% ต้นทุนค่าใช้จ่ายลด 10.5% กางแผนปี 65 เปิดโครงการบ้านแนวราบเพิ่มขึ้น สร้างฐานรายได้ประจำจากโครงการกลุ่มพาณิชยกรรมและอุตสาหกรรม

บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) หรือ FPT เปิดเผยผลการดำเนินงานไตรมาส 1 ปีงบประมาณปี 2565 (ก.ย.-ธ.ค.2564) มีกำไรสุทธิ 750.12 ล้านบาท กำไรต่อหุ้น 0.32 บาท เติบโต 67.09% จากปี 2563 มีกำไรสุทธิ 448.94 ล้านบาท กำไรต่อหุ้น 0.19 บาท

บริษัทฯ มีรายได้รวม จำนวน 4,042.7 ล้านบาท ลดลง 2.6% หรือ 108.1 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน

รายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ปรับตัวลดลง 310.4 ล้านบาท หรือ -10.2% เนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจโดยรวมยังฟื้นตัวได้ไม่ดี ความเชื่อมั่นของการบริโภคได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์ Omicron ที่มีอัตราการแพร่เชื้อที่รวดเร็ว ส่งผลให้กิจกรรมการขายการตลาดยังไม่สามารถดำเนินการได้อย่างเต็มที่ อีกทั้งหนี้สินครัวเรือนที่ทรงตัวในระดับสูงทำให้มีผลต่อยอดปฏิเสธสินเชื่อและการตัดสินใจซื้อบ้านของลูกค้าที่ลดลง โดยตลาดทาวน์โฮมเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบพอสมควร

ทั้งนี้ บริษัทฯ เดินหน้ากลยุทธ์ขยายช่องทางขายออนไลน์ ร่วมกับการพัฒนาสินค้าเพื่อรองรับกลุ่มเป้าหมายระดับกลางถึงบนที่มีกำลังซื้อ ซึ่งกลุ่มบ้านเดี่ยวและบ้านแฝดยังมีดีมานด์สูงและสร้างยอดขายได้ดี ร่วมกับแรงหนุนจากมาตรการผ่อนปรน LTV ของภาครัฐ

รายได้จาการเช่าและบริการที่เกี่ยวข้อง ปรับตัวลดลง 13.4 ล้านบาท หรือ -2.3% โดยมีสาเหตุหลักมาจากอาคารโกลเด้นแลนด์บิวดิ้งที่ใกล้หมดสัญญาเช่าที่ดิน ทำให้ผู้เช่าบางส่วนทยอยตัดสินใจไม่ต่อสัญญา นอกจากนี้สถานการณ์แพร่ระบาดระลอกใหม่ ส่งผลให้ผู้เช่าบางส่วนมีแนวโน้มขอปรับลดพื้นที่เพื่อควบคุมค่าใช้จ่าย ทั้งนี้ บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับกลยุทธ์การบริหารสัญญาเช่าอย่างยืดหยุ่น ร่วมกับความเชี่ยวชาญในการให้บริการอาคารสำนักงานเกรดเอคุณภาพสูงใจกลางย่านธุรกิจ ส่งให้ภาพรวมอาคารสำนักงานภายใต้การบริหารของกลุ่มเฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ คอมเมอเชียล ยังคงรักษาอัตราการเช่าได้ในระดับสูงกว่า 90%

ด้านธุรกิจโรงงานและคลังสินค้ามีรายได้ค่าเช่าปรับลดลงเล็กน้อย เนื่องจากการขายทรัพย์เข้ากองทรัสต์ FTREIT ในรอบปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามแนวโน้มความต้องการพื้นที่เช่ายังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่องด้วยอัตราการเช่ารวมสูงถึง 86% ซึ่งขับเคลื่อนโดยภาคธุรกิจที่เติบโตสูง อาทิ กลุ่มอีคอมเมิร์ซและอิเล็คทรอนิกส์รวมถึงทิศทางการค้าการลงทุนที่ไหลเข้ามาในภูมิภาคอาเซียนและประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง จากการย้ายฐานการผลิตของนักลงทุนเพื่อบริหารห่วงโซ่สินค้าอย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งสถานการณ์โควิดยังส่งผลให้มีความต้องการพื้นที่เช่าคลังสินค้าระยะสั้นต่อไป

รายได้จากธุรกิจโรงแรม เพิ่มขึ้น 25.3 ล้านบาท หรือ 69.9% จากนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นภายใต้มาตรการผ่อนคลายการเดินทางเข้าประเทศ Test&Go ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2564 ก่อนที่จะปิดรับลงทะเบียนชั่วคราวในช่วงธันวาคม 2564 อย่างไรก็ตาม บริษัทได้รับผลกระทบอย่างจำกัด เนื่องจากธุรกิจโรงแรมมีสัดส่วนเพียง 1.5% จากรายได้รวม

รายได้ค่าบริหารจัดการเพิ่มขึ้น 18.9 ล้านบาท หรือ 10.8% จากพอร์ตโฟลิโอทรัพย์สินภายใต้การบริหารที่เพิ่มขึ้น ร่วมกับการให้บริการในการจัดการด้านต่าง ๆ แก่หน่วยธุรกิจภายใต้การลงทุนของกลุ่มบริษัท

นอกจากนี้บริษัทฯ บันทึกกำไรจากการจำหน่ายอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุนจำนวน 45.9 ล้านบาท โดยเป็นเงินที่ได้รับจากการอุทธรณ์ค่าเวนคืนที่ดิน นอกจากนั้น บริษัทฯ รับรู้กำไรจากการไถ่ถอนหน่วยลงทุนของเงินลงทุนในบริษัทร่วมจำนวน 381.1 ล้านบาทเนื่องจากกองทุนรวมสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์โกลด์ได้ยกเลิกการดำเนินงาน และจ่ายเงินคืนทุนทั้งหมดหลังการชำระบัญชีให้แก่ผู้ถือหน่วยลงทุนบริษัทฯ มีต้นทุนและค่าใช้จ่ายรวม 3,003.6 ล้านบาท ลดลง 10.5% หรือ 354.0 ล้านบาท

สำหรับภาพปี 2565 กลุ่มธุรกิจบ้าน ยังเป็นปีที่ท้าทาย แม้ว่าได้รับปัจจัยบวกจากมาตรการภาครัฐ ซึ่งเป็นผลดีต่อตลาดและช่วยกระตุ้นการตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัยในกลุ่มที่มีความพร้อมทางการเงิน แต่ความเสี่ยงของโควิดระลอกใหม่ยังคงอยู่ทำให้กำลังซื้อยังอ่อนแรง ส่งผลให้ธุรกิจน่าจะยังเติบโตได้จำกัด

อย่างไรก็ดี อัตราดอกเบี้ยที่มีแนวโน้มทรงตัวในระดับต่ำทำให้ผู้ประกอบการเพิ่มการลงทุน คาดว่าแผนเปิดโครงการใหม่และแนวโน้มการขายจะทยอยฟื้นตัว โดยเน้นทำเลแหล่งชุมชนและบ้านเดี่ยวสำหรับลูกค้าระดับกลาง-บนเป็นหลัก เพื่อตอบรับกำลังซื้อในตลาดที่คาดว่าจะฟื้นตัวดีขึ้น

ด้านกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่ออุตสาหกรรม มีแนวโน้มสดใสจากการย้ายฐานการผลิต และการสนับสนุนการลงทุนจากภาครัฐ รวมถึงความต้องการเช่าที่เพิ่มขึ้นจากกลุ่มธุรกิจที่เติบโตสูง

สำหรับกลุ่มอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์คาดว่าจะทยอยฟื้นตัว จากภาคธุรกิจปรับรูปแบบการทำงานแบบผสมผสาน ขณะที่ส่วนงานรีเทลมุ่งเน้นกลยุทธ์ที่มีความคล่องตัวยืดหยุ่นสูง ผสานความร่วมมือกับคู่ค้าพร้อมบริหารพื้นที่และผู้เช่าอย่างมีประสิทธิภาพ ขณะที่ธุรกิจโรงแรมมีสัญญาณบวกจากภาครัฐอนุมัติTest&Go อีกครั้งในเดือน ก.พ.2565

บริษัทฯ ตั้งเป้าปี 2565 มีแผนการเปิดโครงการบ้านแนวราบเพิ่มขึ้นเพื่อขยายฐานลูกค้ากลุ่มศักยภาพ ขณะเดียวกัน บริษัทฯ มีแผนเสริมสร้างฐานรายได้ประจำจากการพัฒนาโครงการในกลุ่มพาณิชยกรรมและอุตสาหกรรมหลากหลายโครงการ อาทิ อาคารสีลมเอจโครงการมิกซ์ยูสแห่งใหม่ใจกลางสีลม เพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่และผู้ประกอบการสตาร์ทอัพ โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือนก.ย.2565 ร่วมกับการพัฒนาอาคารเชิงอุตสาหกรรมทันสมัยในรูปแบบ Built-to-suit รวมพื้นที่เช่ากว่า 1 แสนตารางเมตร ที่จะแล้วเสร็จในปีนี้เช่นกัน