บล.ทรีนีตี้จับตา Omicron กรณีวัคซีนเดิมเอาไม่อยู่โอกาสหลุด 1,550 จุด

HoonSmart.com>> บล.ทรีนีตี้ มองไวรัสกลายพันธุ์โอไมครอนพบในจังหวะเฟดเตรียมลด QE เร่งขึ้นดอกเบี้ยฉุดหุ้นปรับฐานแรง ประเมินกรณีโอไมครอนยังไม่เลวร้าย ประเมินแนวรับ 1,580 จุด แนวรับสำคัญ 1,550 จุด ในทางกลับกันกรณีเลวร้ายไวรัสกลายพันธุ์วัคซีนเดิมเอาไม่อยู่ โอกาสหลุด 1,550 จุด จากมาตรการการใช้ชีวิตสู่ WFH อีกครั้ง ลุ้นเฟดผ่อนคลายนโยบายการเงินประคองตลาดหุ้น จับตาโอไมครอน หากเข้าไทยคาดฉุดหุ้นร่วงแรง คาดรัฐออกมาตรการจำกัดการเดินทางกระทบหุ้นกลุ่ม Domestic consumption และกลุ่ม Opening

บริษัทหลักทรัพย์ทรีนีตี้ มองจังหวะของการระบาดของสายพันธุ์ใหม่โอไมครอน เกิดขึ้นในจังหวะที่ไม่ค่อยดีนัก โดยในด้านหนึ่งด้วยระดับ Valuation ของตลาดหุ้นทั่วโลกที่อยู่ในระดับสูง ณ ขณะนี้ โดยเฉพาะตลาดทางฝั่งประเทศพัฒนาแล้ว เช่น สหรัฐฯ และยุโรป จึงมีความเปราะบางต่อการปรับฐานได้โดยง่าย ส่วนในอีกด้านหนึ่งก็คือในแง่ของนโยบายการเงิน หากเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงที่นโยบายการเงินทั่วโลกยังผ่อนคลายแบบสุดโต่งก็คงจะไม่มีผลอะไรมากนัก แต่ปรากฎว่าช่วงนี้เป็นช่วงที่ตลาดกำลัง Price in ความเป็นไปได้ที่ Fed จะเริ่มเข้มงวดนโยบายการเงินมากขึ้น ทั้งการเพิ่มอัตราเร่งในการลดวงเงิน QE และการขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย Fed ที่อาจเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงกลางปีหน้า ดังนั้นสถานการณ์แบบนี้จึงค่อนข้างทำให้ตลาดหุ้นเผชิญกับการปรับฐานได้โดยง่าย

บล.ทรีนีตี้ ประเมิน Base case ยังไม่อยากมองไปถึงขั้นเลวร้าย การกลายพันธุ์ของโรคโควิดไม่ใช่เรื่องใหม่ เนื่องจากก่อนหน้านี้ก็มีเรื่องของสายพันธุ์ Variant ต่างๆ มาให้เห็นแล้ว แม้จะเริ่มมีหลักฐานว่าสายพันธุ์โอไมครอนนี้จะมีการแพร่ระบาดอย่างรวดเร็วเปรียบเทียบกับสายพันธุ์อื่นๆ ก่อนหน้านี้ แต่หากพิสูจน์ได้ว่าผลกระทบในแง่ของความสูญเสียนั้นไม่ได้แตกต่างกันมากหรือที่สำคัญที่สุดพิสูจน์ได้ว่ากลุ่มวัคซีนเดิมๆ ที่เคยผลิตและฉีดไปแล้วก่อนหน้านี้ สามารถที่จะมีประสิทธิผลในการต่อต้านและป้องกันสายพันธุ์ใหม่นี้ได้ โดยเชื่อว่าจะทำให้นักลงทุนลดความกังวลได้อย่างฉับพลันในกรณีฐานแบบนี้ เชื่อว่ามาตรการเข้มงวดต่างๆ ที่ออกมานั้นจะจำกัดอยู่เพียงแค่การเดินทางระหว่างประเทศเท่านั้น

“ประเมินกรอบแนวรับแรกของ SET Index ที่บริเวณ 1,580 จุด และแนวรับสำคัญที่บริเวณ 1,550 จุด”บล.ทรีนีตี้ ระบุ

ในทางกลับกันกรณี Worse case เลวร้ายสุดเกิดเริ่มพิสูจน์ได้ว่าไวรัสกลายพันธุ์ใหม่นี้มีความสามารถในการหลบหลีกวัคซีนตัวเดิมได้ จนกระทั่งถึงต้องการมีการพัฒนาวัคซีนและนับหนึ่งฉีดกันใหม่ มีโอกาสสูงทีเดียวที่ SET จะหลุดแนวรับสำคัญ 1,550 จุด เนื่องในกรณีเชื่อว่าการ Lockdown จะไม่ได้เป็นเพียงแค่ลักษณะของการปิดชายแดนแล้ว แต่คงต้องถึงขั้นกลับมาจำกัดการใช้ชีวิตของผู้คนให้อยู่กับบ้านอีกครั้ง สถานการณ์แบบนี้มีแนวโน้มนำมาสู่ความกังวงเรื่อง Double dip recession ได้

นอกจากนี้มองตัวแปรอันหนึ่งที่จะทำหน้าที่แปรผันตรงกับความรุนแรงของไวรัสสายพันธุ์ใหม่คือการผ่อนคลายทางด้านนโยบายเศรษฐกิจทั้งด้านนโยบายการเงินและนโยบายการคลัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของนโยบายการเงินที่ทำได้เร็ว ซึ่งหากมีสถานการณ์ที่ไม่สู้ดีเกิดขึ้น เชื่อว่าธนาคารต่างๆ โดยเฉพาะ Fed มีแนวโน้มสูงที่จะลดอัตราเร่งโครงการ QE Tapering ที่ประกาศไปก่อนหน้านี้หรืออย่างน้อยที่สุด คือ การชะลอขึ้นดอกเบี้ย Fed Funds ออกไปก่อน

บล.ทรีนีตี้ มองในช่วงแรกกลุ่มหุ้นที่คงโดนผลกระทบทันที ได้แก่ กลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการเดินทางสัญจรระหว่างประเทศ เช่น โรงแรม สายการบินและสนามบิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเป็นบริษัทที่มีธุรกิจในยุโรปก็อาจโดนกระทบมากหน่อย เนื่องจากบางประเทศในแถบนั้นเริ่มระงับการเดินทางเข้ามาของคนที่มาจากประเทศกลุ่มเสี่ยงแล้ว ไม่นับรวมกับการระบาดที่เพิ่มขึ้นชองประเทศในยุโรปกันเองอีกด้วย

“แนะนำหลีกเลี่ยงบริษัทที่เกี่ยวข้องไปก่อน เช่น MINT, CRC, S, AOT รวมถึงกลุ่มน้ำมันที่ได้รับผลกระทบเชิงลบจากราคาน้ำมันดิบที่ปรับลงจากคาดการณ์ Demand ที่ถูกผลกระทบ ณ ขณะนี้” บล.ทรีนีตี้ แนะนำ

พร้อมกันนี้ต้องจับตาในช่วงถัดไปว่าสายพันธุ์ใหม่นี้จะสามารถแพร่ระบาดเข้ามาในไทยได้หรือไม่ หลังล่าสุดเริ่มพบการติดเชื้อในประเทศเอเชีย อย่าง ฮ่องกงแล้ว ซึ่งหวังว่าจะไม่เกิดเชานนั้น แต่หากมีข่าวร้านพบว่าเชื้อเข้าไทย มองว่าวันแรกที่ข่าวออกมา ดัชนี SET มีโอกาสปรับตัวลงแรงได้ทันที เนื่องจากนักลงทุนจะเริ่มกังวลแล้วว่ามาตรการจำกัดการเดินทางภายในอาจจะเริ่มถูกนำมาใช้อีกครั้ง ซึ่งหากถึงขั้นนี้ หุ้นกลุ่ม Domestic consumption และกลุ่ม Opening ภายในมีโอกาสที่จะถูกกระทบอย่างหนักได้ มองเป็น Downside risk ที่สำคัญที่สุดของ SET Index ในช่วงถัดไป

บล.ทรีนีตี้ มองว่าปัจจัยดังกล่าวทั้งหมดอาจทำให้ในระยะสั้นมีการโยกย้ายเม็ดเงินเก็งกำไรเข้าสู่กลุ่มหุ้นที่ได้อานิสงส์ทางอ้อมจากการระบาด เช่น กลุ่มโรงพยาบาลและกลุ่มถุงมือยาง เป็นต้น แต่ไม่แนะนำนักลงทุนระยะกลาง-ยาวเข้าลงทุนในหุ้นกลุ่มนี้ เนื่องจากหากพิสูจน์ได้ว่าสายพันธุ์ใหม่นี้ไม่ได้น่ากลัวมากนัก ราคาหุ้นเหล่านี้มีโอกาสปรับตัวลงแรงได้ทันที

ในทางกลับกัน หากตัดประเด็นสายพันธุ์ใหม่นี้ออกไปและโฟกัสที่พัฒนาการของโรคโควิดสายพันธุ์เดิมในแต่ละประเทศ ณ ขระนี้จะพบว่าโซนยุโรปยังคงมีการระบาดที่รุนแรงต่อเนื่อง จนนำมาสู่มาตรการจำกัดการเดินทางในประเทศที่เพิ่มขึ้น จึงมองกลุ่มหุ้นที่ปลอดภัยทั้งสำหรับการเก็งกำไรระยะสั้นและการลงทุนระยะกลาง เพื่อคาดหวัง Earnings momentum เชิงบวกที่แน่นอนไปยังกลุ่มหุ้นส่งออกสินค้าอาหาร เกษตรของไทย ที่มีแนวโน้มได้ประโยชน์จาก Demand ที่สูงขึ้น ไม่นับรวมกับปัจจัยเงินบาทที่ยังอ่อนค่าอย่างมากอยูา ณ ขณะนี้ เลือก XO และ ASIAN เป็น Top pick ของกลุ่มต่อไป