ดาวโจนส์ปิดพุ่งกว่า 480 จุด ข้อมูลเศรษฐกิจสดใส

HoonSmart.com>> ตลาดหุ้นสหรัฐฯ บวก ดัชนีดาวโจนส์ปิดพุ่งกว่า 480 จุด แรงซื้อหุ้นได้ประโยชน์เปิดเศรษฐกิจ ขานรับข้อมูลเศรษฐกิจสดใส ข่าวพัฒนายาเม็ดรักษาโรคโควิดหนุน ด้านตลาดหุ้นยุโรปปิดลบ ราคาน้ำมันดิบปรับเพิ่มขึ้น

ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ (Dow Jones Industrial Average:DJIA) วันที่ 1 ตุลาคม 2564 ปิดที่ 34,326.46 จุด เพิ่มขึ้น 482.54 จุด หรือ 1.43% หลังจากนักลงทุนก้าวผ่านความผันผวนของเดือนกันยายน รวมทั้งจากรายงานข่าวการพัฒนายาเม็ดรักษาโรคโควิด ซึ่งส่งผลให้หุ้นที่ได้ประโยชน์จากการเปิดเศรษฐกิจปรับตัวขึ้น และข้อมูลเศรษฐกิจสดใส

ดัชนี S&P 500 ปิดที่ 4,357.04 จุด เพิ่มขึ้น 49.50 จุด, +1.15%

ดัชนี Nasdaq ปิดที่14,566.70 จุด เพิ่มขึ้น 118.12 จุด, +0.82%

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปีอ่อนตัวลงมาที่ 1.50%

หุ้น Merck เพิ่มขึ้น 8.4% หลังจากบริษัทและ Ridgeback Biotherapeutics ประกาศว่ายาเม็ด รักษาโรคโควิดที่ยับยั้งไวรัสโควิดในช่องทางลดความเสี่ยงที่จะเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลหรือเสียชีวิตได้ถึง 50% ในผู้ป่วยที่มีอาการเล็กน้อยหรือปานกลาง ซึ่งบริษัทเตรียมจะขออนุมัติเพื่อใช้เป็นกรณีฉุกเฉิน

รายงานการพัฒนายาต้านโควิดของ Merck ส่งผลให้หุ้นกลุ่มเดินทางและเรือสำราญเพิ่มขึ้น โดยหุ้นโรยัล แคริบเบียนเพิ่มขึ้น หุ้น3.8% ลาสเวกัสแซนด์เพิ่มขึ้น 4.3% หุ้นเซ้าท์เวสต์แอร์ไลน์เพิ่มขึ้น 5.6% หลังจากเจพีมอร์แกนปรับคำแนะนำขึ้น ว่าหุ้นเกือบทั้งกลุ่มซื้อแบบเก็งกำไรได้

นักวิเคราะห์จาก Edward Jones มองว่า สถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิดดีขึ้น จำนวนผู้ติดเชื้อลดลงจากระดับสูงสุดของเดือนก่อน และข่าวพัฒนายาเม็ดรักษาโรคของ Merck ก็น่าจะทำให้ดีขึ้นอีก

กระทรวงพาณิชย์รายงาน ดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) พื้นฐานซึ่งไม่นับรวมหมวดอาหารและพลังงานเดือนสิงหาคมเพิ่มขึ้น 3.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็นการเพิ่มขึ้นมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 1991 และสูงกว่า 3.5% ที่นักวิเคราะห์คาด และเมื่อเทียบรายเดือน ดัชนี PCE พื้นฐานเพิ่มขึ้น 0.3% สูงกว่า 0.2% ที่นักวิเคราะห์คาด

ดัชนี PCE ทั่วไปเพิ่มขึ้น 4.3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็นการเพิ่มขึ้นมากสุดนับตั้งแต่เดือนมกราคม 1991 เมื่อเทียบรายเดือน ดัชนี PCE ทั่วไปเพิ่มขึ้น 0.4%

การใช้จ่ายส่วนบุคคลของผู้บริโภคเพิ่มขึ้น 0.8% สูงกว่า 0.7% ที่นักวิเคราะห์คาด รายได้ส่วนบุคคลเพิ่มขึ้น 0.2% อัตราการออมของผู้บริโภคเพิ่มขึ้น 9.4% สู่ระดับ 1.71 ล้านล้านดอลลาร์

นักวิเคราะห์จาก โกลด์แมนแซคส์ ระบุในบทวิเคราะห์ว่า มีหลายปัจจัยทั้งเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง นโยบายการเงินที่ไม่ได้เอื้ออีกต่อไป สถานการณ์ในจีน มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่เริ่มหมดลง และปัญหาห่วงโซ่อุปทานยังคงมีผลต่อนักลงทุน ขณะที่เข้าสู่ไตรมาสสุดท้ายของปี

นักวิเคราะห์จาก Direxion มองว่า ตลาดจะคงผันผวนสูงในเดือนตุลาคมจากปัจจัยฤดูกาล เพราะจะมีการรายงานการดำเนินงานไตรมาสสามที่คาดหวังไว้สูง

ตลาดหุ้นยุโรปส่วนใหญ่ปรับตัวลดลง นำโดยกลุ่มเหมืองแร่ที่ลดลง 1.3% จากความกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อ โดยเงินเฟ้อเดือนกันยายนเพิ่มขึ้น 3.4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และสูงสุดในรอบ 13 ปี และเพิ่มขึ้นจาก 3% ในเดือนสิงหาคม

อย่างไรก็ตามกลุ่มเดินทางและสันทนาการเพิ่มขึ้น 3%

รัฐมนตรีคลังของยูโรโซนจะประชุมในวันจันทร์เพื่อหารือเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงจากราคาน้ำมันดิบที่สูงขึ้นและมีความกังวลต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและผลกระทบคนจนมากกว่า

ในเยอรมนี ยอดค้าปลีกเดือนสิงหาคมเพิ่มขึ้น 1.1% จากเดือนก่อนหน้า แต่ต่ำกว่า 1.5% ที่นักวิเคราะห์คาด

ดัชนี Stoxx Europe 600 ปิดที่ 452.90 จุด ลดลง 1.91 จุด, -0.42

ดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 7,027.07 จุด ลดลง 59.35 จุด, -0.84%

ดัชนี CAC 40 ตลาดหุ้นฝรั่งเศสปิดที่ 6,517.69 จุด ลดลง 2.32 จุด, -0.04%,

ดัชนี DAX ตลาดหุ้นเยอรมนีปิดที่ 15,156.44 จุด ลดลง 104.25 จุด, -0.68%

ราคาน้ำมันดิบ WTI งวดส่งมอบเดือนพฤศจิกายน เพิ่มขึ้น 85 เซนต์ หรือ 1.1% ปิดที่ 75.88 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วนราคาน้ำมันดิบ Brent ทะเลเหนือ งวดส่งมอบเดือนธันวาคม เพิ่มขึ้น 97 เซนต์ หรือ 1.2% ปิดที่ 79.28 ดอลลาร์ต่อบาร์เร