นักวิเคราะห์ยกระดับหุ้น CKP ปิดจุดเสี่ยง “บริหารน้ำแล้ง” ได้ดี

HoonSmart.com>>นักวิเคราะห์ทึ่งในฝีมือของบริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ CKP ที่สามารถบริหารจัดการน้ำสำหรับผลิตไฟฟ้าในช่วงหน้าแล้งปี 2564 ซึ่งถือเป็นการบริหารความเสี่ยงสำคัญได้ดีเกินคาด ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของโรงไฟฟ้าพลังน้ำ น้ำงึม 2 และโรงไฟฟ้าพลังน้ำ ไซยะบุรี ใน สปป.ลาว ที่มีกำลังการผลิตติดตั้งรวมกัน 1,900 เมกะวัตต์ให้ดียิ่งขึ้น ความสำเร็จครั้งนี้เป็นการนำบริษัทไปสู่ “กำไรที่เติบโตอย่างมั่นคง”

โรงไฟฟ้าพลังน้ำทั้งสองแห่งเป็นแหล่งสร้างกำไรหลักประมาณ 60-70% ของกำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) ในขณะเดียวกันโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม และโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ในประเทศไทย ก็มีผลประกอบการดีขึ้นเช่นเดียวกันในไตรมาสแรกของปีนี้ โดยบริษัทมีรายได้รวมในไตรมาส 1 ปี 2564 จำนวน 2,101.0 ล้านบาท เติบโต 19.2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้รวม 1,762.0 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิจำนวน 114.6 ล้านบาท ปรับตัวดีขึ้น 454.1 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ขาดทุน 339.5 ล้านบาท

จากผลประกอบการที่รายได้จากการขายไฟฟ้าเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากปริมาณน้ำไหลผ่านโรงไฟฟ้าที่มากขึ้นและจากการวางแผนผลิตไฟฟ้าที่แม่นยำและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ประกอบกับภาวะอัตราดอกเบี้ยที่ลดลงจากปีก่อน ทำให้ค่าใช้จ่ายทางการเงินลดลง  ส่วนแบ่งขาดทุนจากเงินลงทุนใน XPCL ลดลง 298.7 ล้านบาท หรือขาดทุนลดลงถึง 87.7% ในไตรมาส 1 ที่ผ่านมา และโรงไฟฟ้า น้ำงึม 2 ก็มีรายได้จากการขายไฟฟ้าเพิ่มขึ้น 383.0 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นถึง 101.9% จากปริมาณน้ำสะสม ณ ต้นปี 2564 ที่อยู่ในระดับสูงรวมถึงปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างเก็บน้ำมากขึ้นเช่นกัน

บริษัทโชว์ผลกำไรที่โดดเด่นในหน้าแล้ง ประกอบกับปริมาณน้ำที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นตามฤดูกาลในช่วงที่เหลือของปี สร้างความมั่นใจให้แก่นักวิเคราะห์ ถึงทิศทางการดำเนินงานในครึ่งปีหลังของปี 2564 จึงมีการปรับราคาเป้าหมายของหุ้น รวมถึงประมาณการผลการดำเนินงานในปี 2564 บางรายมองสดใสยาวไปจนถึงปี 2565-2566

สอดคล้องกับมุมมองของทริสเรทติ้งที่ประกาศคงอันดับเครดิตองค์กรที่ “A” แนวโน้ม “คงที่” สะท้อนถึงจุดแข็งในการพัฒนาและดำเนินงานโรงไฟฟ้าพลังน้ำขนาดใหญ่ ซึ่งสามารถผลิตไฟฟ้าได้ตามแผน และมีกระแสเงินสดรับที่มั่นคงจากการมีสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ในระยะยาว รวมถึงยังคาดว่า บริษัท ไซยะบุรี พาวเวอร์ จำกัด (XPCL) จะเริ่มจ่ายเงินปันผลให้แก่บริษัทได้ตั้งแต่ปี 2564 เป็นต้นไป ประมาณ 200-300 ล้านบาทต่อปี (คิดตามสัดส่วนการถือหุ้นที่ประมาณ 42.5%) และคาดว่ากำไรของบริษัทจะฟื้นตัวในปี 2564 ส่วนใหญ่เป็นผลจากโรงไฟฟ้าพลังน้ำ น้ำงึม 2 ที่ดีขึ้น โดยอัตราความสามารถในการผลิตไฟฟ้า (Capacity Factor) จะอยู่ที่ประมาณ 30-35% ในระหว่างปี 2564-2565 และจะฟื้นตัวเป็นประมาณ 36-40% ในปี 2566 และประมาณการว่าบริษัทจะมี EBITDA อยู่ในช่วง 4,500-4,800 ล้านบาทต่อปีในช่วงปี 2564-2566

มติเอกฉันท์ กำไรโตก้าวกระโดด

บล.คันทรี่ กรุ๊ป คาดว่าผลงานไตรมาสที่ 2 จะดียิ่งขึ้น จากผลงานโดดเด่นของโรงไฟฟ้าพลังน้ำใน สปป.ลาว ปัจจัยตามฤดูกาลที่หนุนให้ปริมาณน้ำไหลเข้ามากขึ้นในช่วงสู่ฤดูมรสุม และแรงหนุนจากสภาพอากาศแบบลานีญา ทำให้ปริมาณน้ำในเดือน เม.ย. ของโรงไฟฟ้าพลังน้ำ ไซยะบุรี เพิ่มขึ้น 1.5 เท่าและ โรงไฟฟ้าพลังน้ำ น้ำงึม 2 เพิ่มขึ้น 2 เท่า จากเดือน มี.ค. เพราะฝนตกคาดว่าปริมาณน้ำยังคงไหลเข้ามาและจะขึ้นสูงสุดในไตรมาส 3

“คาดว่าในปี 2564-2565 บริษัทจะมีกำไรต่อหุ้นเติบโตเฉลี่ย 124% หลังปรับเพิ่มประมาณการขึ้น 5-14% ในปี 2564-2566 คาดว่าในปีนี้จะมีกำไรสุทธิ 1,607 ล้านบาท จึงแนะนำให้ “ซื้อ” หุ้น เพิ่มราคาเป้าหมายเป็น 6.40 บาท จากเดิม 5.30 บาท” บล.คันทรี่ กรุ๊ป ระบุ

ด้าน บล.เอเซียพลัส ให้ราคาเป้าหมาย 6.15 บาท จากกำไรสุทธิในไตรมาส 1 ที่เติบโตอย่างมีนัยสำคัญ คาดว่าจะดีต่อเนื่องได้ในไตรมาสที่ 2 จากปริมาณฝนที่เริ่มตกในเดือน พ.ค. โดยโรงไฟฟ้าพลังน้ำ น้ำงึม 2 ประกาศความพร้อมจ่ายเพิ่มขึ้นเป็น 510 กิกะวัตต์ชั่วโมง เช่นเดียวกันกับโรงไฟฟ้าพลังน้ำ ไซยะบุรีที่คาดว่าจะเดินเครื่องได้เพิ่มขึ้น เนื่องจากปริมาณน้ำไหลผ่านในเดือน เม.ย. เพิ่มขึ้นจากค่าเฉลี่ยไตรมาสแรกที่ 1.7 ลบ.ม./วินาที มาอยู่ที่ 2.7 ลบ.ม./วินาที ส่วนครึ่งปีหลังเป็นช่วงฤดูกาลฤดูฝนน่าจะยกระดับกำไรได้โดดเด่น

ในเบื้องต้น บล.เอเซียพลัส ประมาณการกำไรปีนี้ที่คาดว่าจะเติบโต 152.8% มาอยู่ที่ 1,024 ล้านบาท เทียบกับในปี 2563 ที่มีกำไรสุทธิเพียง 405 ล้านบาท

บล.เคทีบีเอสที ให้ราคาเป้าหมายที่ 5.80 บาท โดยบริษัทประกาศกำไรหลักดีกว่าที่ประเมินว่าจะขาดทุน 5 ล้านบาท แต่ยังคงรอดูรายได้หลักในช่วงไตรมาสที่ 2 และ 3 ก่อน ในเบื้องต้นประมาณการกำไรปกติปีนี้ที่ราว 1,800 ล้านบาท พุ่งขึ้นถึง 358%