เมย์แบงก์ฯ-หยวนต้าเตือน หยุดไล่ซื้อ “หุ้นเหล็ก”

HoonSmart.com>> หุ้นเหล็กแห่ซิลลิ่ง บิ๊ก”ทาทา สตีล” มองวิ่งตามราคาเหล็กขาขึ้น คาดไปต่ออีก 2-3 เดือน ผลประกอบการโดดเด่น  บล.เอเซียพลัสมองหุ้น TMT น่าซื้อ เพิ่มเป้าราคาเป็น 14.8 บาท  ด้านบล.เมย์แบงก์ฯ-หยวนต้าเตือนราคาหุ้นร้อนแรงเกินเหมาะสม  อย่าไล่ซื้อ 

วันที่ 26 เม.ย.2564 เป็นวันหุ้นเหล็ก ราคาหุ้นหลายตัวปิดซิลลิ่งสนิท โดยบริษัท ทาทา สตีล (ประเทศไทย) หรือ TSTH ปิดที่ 1.89 บาท พุ่งขึ้น 0.43 บาท มูลค่าการซื้อขายรวม 919 ล้านบาท บริษัท บางสะพานบาร์มิล (BSBM) ปิดที่ 2 บาท +0.46 บาท มูลค่าการซื้อขาย 265 ล้านบาท บริษัท โพสโค-ไทยน๊อคซ์ (INOX) ปิดที่ 1.35 บาท บวก 0.35 บาท มูลค่าการซื้อขาย 892.97 ล้านบาท บริษัท สามชัย สตีล อินดัสทรี (SAM) ปิดที่ 1.58 บาท บวก 0.36 บาท มูลค่าการซื้อขาย 373 ล้านบาท

นายราจีฟ มังกัล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทาทา สตีล (ประเทศไทย) หรือ TSTH  เปิดเผยว่า ราคาหุ้นที่ปรับตัวขึ้นมาแรง มองว่าน่าเกิดจากหลายปัจจัย ทั้งภาวะตลาดหุ้น อุตสาหกรรมเหล็กที่ปรับตัวดีขึ้น และผลประกอบการของบริษัทที่มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง โดยคาดยอดขายเหล็กงวดปี 2564/2565 (เม.ย.2564-มี.ค.2565) เติบโตกว่างวดปี 2563/2564 (เม.ย.2563-มี.ค.2564) ที่ทำได้ 1.303 ล้านตัน เพราะความต้องการเหล็กสูงขึ้น  มาจากโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐที่มีออกมาต่อเนื่อง รวมถึงราคาเหล็กทั้งในประเทศไทยและทั้งโลกอยู่ในช่วงขาขึ้น

“TSTH มองว่าราคาเหล็กน่าจะอยู่ในระดับสูงไปอีก 2-3 เดือนข้างหน้า ปัจจุบันราคาขายเหล็กในประเทศอยู่ที่ 22,500 บาท/ตัน คิดเป็น 22.5-23 บาท/กิโลกรัม  ราคาแร่เหล็ก, เหล็กแท่ง (Billet) และเหล็กลวด ก็มีทิศทางขาขึ้นด้วย บวกกับราคาค่าขนส่งที่สูงขึ้น  คาดว่าผลงานไตรมาส 1 (เม.ย.-มิ.ย.2564) เติบโตกว่าไตรมาส 4  (ม.ค.-มี.ค.2564) ที่มียอดขายเหล็กอยู่ที่ 3.66 แสนตัน  ส่วนใหญ่เราจะขายในประเทศประมาณ 90% จึงไม่ได้รับผลกระทบจากปัญหาต้นทุนค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้นจาก 30 เหรียญ/ตัน เป็น 50 เหรียญ/ตัน ” นายราจีฟ กล่าว

นอกจากนี้บริษัทตั้งงบลงทุนงวดปีนี้ไว้ที่ 250-300 ล้านบาท โดยจะใช้เงินประมาณ 50% ในการรักษาประสิทธิภาพการผลิตให้เป็นไปอย่างราบรื่น และปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต เพื่อลดต้นทุนต่างๆ  บริษัทมีกำลังการผลิตราว 1.7 ล้านตัน จากปัจจุบันใช้กำลังการผลิตอยู่ที่ 1.3 ล้านตัน ซึ่งยังรองรับได้อีกมากโดยไม่ต้องขยายกำลังการผลิต

ด้านนายภราดร เตรียรณปราโมทย์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส กล่าวว่า ราคาเหล็กยังมีทิศทางที่ปรับตัวขึ้นได้ต่อเนื่องไปอีก 3 เดือนข้างหน้า ขณะที่ผู้ผลิตเหล็กกลางน้ำของไทยได้เร่งใช้กำลังการผลิตขึ้นเป็น 50-60% จากเดิมที่ 30%   เพราะต้องการส่งออกสินค้าไปขายยังตลาดต่างประเทศ เช่นสหรัฐอเมริกา ที่ปัจจุบันมีราคาเหล็กแผ่นรีดร้อนอยู่ที่ 1,100 เหรียญสหรัฐต่อตัน เทียบกับราคาขายในประเทศที่ต่ำกว่า อยู่ที่ประมาณ 900 เหรียญสหรัฐต่อตัน

“เราแนะนำหุ้น TMT เนื่องจากราคาหุ้นยังปรับตัวขึ้นช้ากว่าตลาด และมีแนวโน้มจะปรับขึ้นได้ต่อ จากประมาณการกำไรในไตรมาส 1/2564 ทำสถิติสูงสุดที่ 425 ล้านบาท คาดว่าจะสูงถึง 53.1% ของประมาณการกำไรทั้งปี 2564  และยังมีการบริหารสินค้าคงคลังที่มีประสิทธิภาพ โดยแนะนำซื้อที่ราคาเหมาะสมใหม่ ที่ 14.8 บาท จากราคาเดิมที่ให้ไว้ 11 บาท”นายภราดรกล่าว

ทั้งนี้  ราคาหุ้น TMT ล่าสุดวันที่ 26 เม.ย.ปิดที่  12.40 บาท บวก 2.10 บาทหรือ  20.39%
ส่วนราคาเหล็กที่ปรับตัวขึ้น กระทบต่อต้นทุน แนะนำให้หลีกเลี่ยงกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง และกลุ่มอสังหาริมทรัพย์  คาดว่า 2 กลุ่มดังกล่าวอาจจะชะลองานบางส่วนไป จากต้นทุนค่าก่อสร้างที่สูงขึ้น

ด้านนายวิจิตร อารยะพิศิษฐ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) กล่าวว่า ราคาเหล็กทั่วโลกอยู่ในทิศทางขาขึ้น  โดยราคาแผ่นเหล็กรีดร้อนของประเทศจีน จากต้นปี 2564 ปรับตัวขึ้น 25.7% มาอยู่ที่ 5,631 หยวนต่อตัน ทำให้ราคาหุ้นในกลุ่มเหล็กปรับตัวขึ้นตามทิศทางของราคาเหล็กโลก

“เราไม่แนะนำให้ไล่ราคาหุ้นกลุ่มเหล็ก เนื่องจากสูงกว่าราคาเหมาะสม และสูงกว่ามูลค่าเฉลี่ยในอดีตมาก  นักลงทุนควรระมัดระวังในการเข้าเก็งกำไรในหุ้นกลุ่มนี้ ส่วนกลุ่มที่คาดว่าจะได้รับปัจจัยบวก ตามทิศทางราคาเหล็ก คือกลุ่มวัสดุก่อสร้าง แนะนำ GLOBAL เและควรเลี่ยงกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง เนื่องจากต้นทุนเหล็กคิดเป็น 7-15% ของต้นทุนในการก่อสร้าง  คาดว่าจะกระทบในเชิง Sentiment แต่ความเป็นจริงแล้วกลุ่มรับเหมาก่อสร้างจะกำหนดราคาเหล็กไว้แล้วในเบื้องต้น” นายวิจิตร กล่าว

นายณัฐพล คำถาเครือ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) กล่าวว่า ราคาเหล็กที่ปรับตัวสูงขึ้น  ทำให้หุ้นในกลุ่มเหล็กปรับตัวขึ้นอย่างร้อนแรง แต่ไม่แนะนำให้ไล่ราคา จากที่ราคาปรับตัวขึ้นมาค่อนข้างสูง ด้านกลุ่มที่ได้รับผลกระทบเชิงลบแนะนำเลี่ยงกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง จากต้นทุนการก่อสร้างที่ปรับตัวขึ้น