ก.ล.ต.ทบทวนเกณฑ์ให้ความเห็นชอบ “ผู้ประเมินมูลค่าทรัพย์สิน”

HoonSmart.com>> ก.ล.ต. เปิดรับฟังความเห็นปรับปรุงกฎเกณฑ์ “การให้ความเห็นชอบบริษัทประเมินมูลค่าทรัพย์สินและผู้ประเมินหลัก” สำหรับธุรกรรมในตลาดทุนให้สอดคล้องกับสภาวการณ์ปัจจุบัน เพื่อลดกฎเกณฑ์ที่ไม่จำเป็น ลดภาระของภาคเอกชน ลดภาระค่าธรรมเนียมต่อปี ลดระยะเวลาขอต่ออายุเหลือ 7 วัน ลดงานเอกสาร เปิดให้ยื่นผ่านออนไลน์ ช่วยลดกระดาษประมาณ 15,000 แผ่นต่อปี

สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยว่า ตามที่ก.ล.ต.ได้กำหนดแผนยุทธศาสตร์ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขันด้วยการมีกฎระเบียบที่ได้มาตรฐาน ภายใต้แนวทาง Regulatory Guillotine โดยมีเป้าหมายให้กฎเกณฑ์ของ ก.ล.ต. มีมาตรฐานและสอดคล้องกับบริบทต่าง ๆ ที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อให้มีกฎเกณฑ์เท่าที่จำเป็นและการใช้บังคับเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยผู้ลงทุนยังคงได้รับการคุ้มครองที่เหมาะสมและผู้ประกอบการมีความสะดวกในการประกอบธุรกิจ

ก.ล.ต. จึงทบทวนกฎเกณฑ์เกี่ยวกับการให้ความเห็นชอบบริษัทประเมินมูลค่าทรัพย์สินและผู้ประเมินหลักสำหรับธุรกรรมในตลาดทุน ดังนี้

(1) ขยายระยะเวลาการให้ความเห็นชอบจาก 2 ปี เป็น 5 ปี แต่ผู้ประเมินหลักยังคงต้องเข้ารับการอบรมเกี่ยวกับวิชาชีพประเมินอย่างต่อเนื่องตามหลักสูตรของสมาคมผู้ประเมินที่ได้รับความเห็นชอบจาก ก.ล.ต. เพื่อพัฒนาและยกระดับความรู้อย่างเพียงพอ

(2) กำหนดอัตราค่าธรรมเนียมคำขอการให้ความเห็นชอบ สำหรับบริษัทประเมิน จำนวน 50,000 บาทต่อ 5 ปี และผู้ประเมินหลัก จำนวน 10,000 บาทต่อ 5 ปี จากปัจจุบันที่กำหนดไว้ที่จำนวนดังกล่าวต่อ 2 ปี ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนต่อปีให้แก่ผู้ประเมิน

(3) ให้ยื่นคำขอการให้ความเห็นชอบ ผ่านทางระบบอิเล็กทรอนิกส์ (ระบบออนไลน์) ได้ นอกจากนี้ ยังได้รวมแบบฟอร์มคำขอการให้ความเห็นชอบ เหลือเพียงแบบฟอร์มเดียวจากปัจจุบันที่มี 3 แบบฟอร์ม และลดเอกสารหลักฐานประกอบเหลือเพียง 7 รายการจาก 19 รายการ

การดำเนินการดังกล่าวคาดว่าจะช่วยลดจำนวนกระดาษได้ประมาณ 15,000 แผ่นต่อปี ลดขั้นตอนในการพิจารณาให้ความเห็นชอบต่ออายุบริษัทประเมินและผู้ประเมินเหลือเพียง 7 วัน (ตามที่ระบุไว้ในคู่มือประชาชน) จากเดิม 90 วัน

ทั้งนี้ ก.ล.ต. ได้เผยแพร่เอกสารรับฟังความคิดเห็นในเรื่องดังกล่าวไว้ที่เว็บไซต์ ก.ล.ต. https://www.sec.or.th/TH/Pages/PB_Detail.aspx?SECID=689 ผู้เกี่ยวข้องและผู้ที่สนใจสามารถแสดงความคิดเห็นได้ที่เว็บไซต์ หรือทาง e-mail: [email protected] จนถึงวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2564