กลุ่มทุนใหม่ มั่นใจแผนธุรกิจ พลิกฟื้น OTO กำไรดียิ่งขึ้น

กลุ่มทุนใหม่ มั่นใจแผนธุรกิจ พลิกฟื้น OTO กำไรดียิ่งขึ้น

HoonSmart.com>>กลุ่มทุนใหม่ มั่นใจแผนธุรกิจพลิกฟื้น OTO กลับมากำไร คงธุรกิจคอลล์เซ็นเตอร์ไว้ ควบคู่การลดต้นทุน

นายสุทธิพจน์ อริยสุทธิวงศ์ ผู้ถือหุ้นเดิม บริษัท วันทูวัน คอนแทคส์ (OTO) เปิดเผย www. HoonSmart.com ว่า นายสุทธิพจน์ และกลุ่มนักลงทุนอีก 2 คน ได้ซื้อหุ้นจากกลุ่มสามารถ คอร์ปอเรชั่น ( SAMART ) เนื่องจากเห็นว่า บริษัท ยังมีศักยภาพที่จะปรับแผนธุรกิจได้ และลดต้นทุนการดำเนินงานให้กลับมากำไรได้ โดยระยะสั้นต้องตั้งสำรองจากบริษัทการบินไทย ซึ่งเป็นลูกค้าคอลล์เซ็นเตอร์ของ OTO ขณะที่ธุรกิจอื่นเริ่มทำ เช่น หุ่นยนต์ทำความสะอาด ยังดำเนินการต่อ

“ ธุรกิจเดิม ถ้าทำดี ๆ สามารถทำกำไรขึ้นมาได้  มีศักยภาพที่ยังขยับได้ เช่น ธุรกิจคอลล์เซ็นเตอร์ ยังคงไว้ก่อน ขณะเดียวกันการลดต้นทุน ทำให้กำไรกลับมาได้ “

สำหรับการถือหุ้นของนักลงทุน 3 รายนั้น นายสุทธิพจน์ ซึ่งถือหุ้นเดิมอยู่ จะมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็น 20 % แต่สัดส่วนที่แน่นอน ต้องรอเกลี่ยอีกครั้ง โดยกลุ่มทุนไม่ได้รับเงินปันผล 0.80 บาท

ทั้งนี้ นาย วัฒน์ชัย วิไลลักษณ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท สามารถคอร์ปอเรชั่น (SAMART) ได้แจ้งตลาดหลักทรัพย์ ว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯ เมื่อวันที่ 20 พ.ย.2563 ที่ผ่านมา มีมติอนุมัติให้บริษัทฯ ลงนามในสัญญาซื้อขายหุ้นของบริษัท วันทูวัน คอนแทคส์ (OTO) กับนักลงทุน 3 ราย ได้แก่ นายบุญเอื้อ จิตรถนอม นายสุทธิพจน์ อริยสุทธิวงศ์ และนายณัฐพงศ์ ศีตวรรัตน์ โดยบริษัทฯ และบริษัท สามารถวิศวกรรม (SE) จะจําหน่ายหุ้นที่ถืออยู่ใน OTO จํานวน 191.60 ล้านหุ้น และ 2.1 ล้านหุ้น ตามลําดับ รวมทั้งสิ้น 193.70 ล้านหุ้น คิดเป็น 69.18% ของหุ้นทั้งหมด ในราคาหุ้นละ 2.40 บาท มูลค่ารวม 464.88 ล้านบาท

ก่อนการซื้อขายหุ้นครั้งนี้ นายสุทธิพจน์ เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับที่สอง จำนวน 12.86 ล้านหุ้น หรือ 4.59%

ส่วนราคาซื้อขายต่ำกว่าในตลาดประมาณ 42% เทียบกับราคาปิดที่ 4.20 บาท วันที่ 20 พ.ย.2563 และต่ำกว่ามูลค่าหุ้นทางบัญชีที่ 2.99 บาท ณ วันที่ 30 ก.ย. 2563

บริษัทวางแผนการใช้เงินเป็นเงินทุนหมุนเวียน ช่วยรองรับการขยายกิจการในอนาคต และชำระหนี้กับสถาบันการเงิน ทั้งนี้ การซื้อขายหุ้นเสร็จสมบูรณ์ มีสิทธิอนุมัติการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลไม่เกิน 0.80 บาทต่อหุ้น

สาเหตุของการขายหุ้นทั้งหมดของ OTO เป็นการปรับโครงสร้างเชิงกลยุทธ์ เนื่องจากบริษัทมีเป้าหมายในการสร้างความยั่งยืนทางธุรกิจบนพื้นฐานของความชำนาญและโอกาสการเติบโตในระยะยาว โดยธุรกิจที่มุ่งเน้น (Core Business) ประกอบด้วยธุรกิจด้าน Digital ICT Solutions & Services และธุรกิจด้าน Utilities & Transportations ซึ่งเกี่ยวโยงกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ

สำหรับบริษัท OTO ดำเนินธุรกิจบริการศูนย์บริการข้อมูลและลูกค้าสัมพันธ์ ด้านผลการดำเนินงานในปี 2560 ถึงงวด9 เดือนปี 2563 มีกำไรสุทธิ 50.45 ล้านบาท 20.61 ล้านบาท  33.01 ล้านบาท และ  2.06 ล้านบาทตามลำดับ

อ่านประกอบ

3 นักลงทุนรายใหญ่เทกฯ OTO กลุ่มสามารถฯทิ้ง 69% กำเงิน 464 ลบ.