ต่างชาติไม่กลัวถูกคุม ซื้อหุ้น 2.38 พันล. ศูนย์กสิกรฯชี้ค่าเงินแข็งแตะ 30 บาทปี 64

ต่างชาติไม่กลัวถูกคุม ซื้อหุ้น 2.38 พันล. ศูนย์กสิกรฯชี้ค่าเงินแข็งแตะ 30 บาทปี 64

HoonSmart.com>>นักลงทุนต่างชาติไม่ตกใจ มาตรการดูแลค่าเงินบาท  เดินหน้าซื้อหุ้นไทยต่อ 2,386.95 ล้านบาท ขายตราสารหนี้เพียง 1,286 ล้านบาท  ค่าเงินบาทผันผวนก่อนปิดที่ 30.32 บาทแข็งค่าเล็กน้อย บริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดแนวโน้มแข็งค่าแตะ 30 บาทปีหน้า ธปท.ยังต้องติดตามผลของมาตรการ  กรณีเปิดทางรายย่อยไปลงทุนหลักทรัพย์ต่างประเทศเพิ่ม ต้องรอจังหวะตลาดและผลตอบแทนที่จะได้รับคุ้มไหม 

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประกาศ 3 มาตรการดูแลค่าเงินบาท วันที่ 20 พ.ย. 2563 พบว่านักลงทุนต่างชาติยังคงเข้าซื้อหุ้นไทยสุทธิ 2,386.95 ล้านบาท หนุนดัชนีปิดที่ 1,389.34 จุด พุ่งขึ้น +19.92 จุด คิดเป็น +1.45% ด้วยมูลค่าการซื้อขายสูงถึง 90,575.97 ล้านบาท ขณะที่นักลงทุนไทยขายทำกำไร 5,836.56 ล้านบาท ส่วนตลาดตราสารหนี้ ต่างชาติขายเพียง 1,286 ล้านบาท ด้านค่าเงินบาทแข็งค่าปิดที่ 30.32 บาท ระหว่างวันผันผวนหลังธปท.ออกมาตรการ

บริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทยวิเคราะห์มาตรการของธปท.ว่า มุ่งเน้นการเสริมสร้างกลไกในระบบนิเวศของตลาดอัตราแลกเปลี่ยนและสร้างสมดุลเงินทุนเคลื่อนย้าย ส่งผลให้ค่าเงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่า รวมถึงปัจจัยพื้นฐานจากแนวโน้มการเกินดุลบัญชีเดินสะพัด ขณะที่เงินดอลลาร์ฯ ก็อาจจะโน้มอ่อนค่าลงในช่วงปีข้างหน้าตามมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณและสัญญาณการยืนดอกเบี้ยนโยบายในระดับต่ำต่อเนื่อง ทำให้เงินบาทมีโอกาสแข็งค่าผ่านระดับ 30 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในปี 2564 (โดยธนาคารกสิกรไทยประเมินที่ระดับ 29.00-29.25 บาทต่อดอลลาร์ฯ ณ สิ้นปี 2564)

ขณะที่ธปท. อาจจำเป็นต้องเข้าดูแล เพื่อลดความผันผวนในระยะสั้น และอาจต้องใช้เวลาอีกระยะ เพื่อติดตามประสิทธิผลของมาตรการ โดยเฉพาะการเพิ่มความยืดหยุ่นในการลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศให้กับนักลงทุนไทย มีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นแรงซื้อเงินตราต่างประเทศเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับเงินทุนขาออก ซึ่งอาจชะลอ-ลดแรงกดดันด้านแข็งค่าของค่าเงินบาท เนื่องจากการกระจายพอร์ตการลงทุนยังขึ้นอยู่กับจังหวะและสภาพตลาดต่างประเทศ ผลตอบแทนเปรียบเทียบเพื่อชดเชยกับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นรวมถึงความรู้ความเข้าใจในการลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศ

ส่วนมาตรการการกำหนดให้ลงทะเบียนแสดงตัวตนเพื่อซื้อ-ขายตราสารหนี้นับเป็นการยกระดับการติดตามข้อมูลพฤติกรรมการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติในตลาดตราสารหนี้ไทยให้เข้มงวดมากขึ้น ตั้งแต่การเริ่มทำธุรกรรมซื้อ-ขายเมื่อเทียบกับเกณฑ์เดิมที่ให้ส่งรายงานชื่อผู้ได้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง ซึ่งเป็นผู้มีถิ่นที่อยู่ในต่างประเทศ หรือ NR ที่เป็นเจ้าของที่แท้จริง มาตรการนี้อาจช่วยลดความผันผวนที่เกิดจากการพักเงินระยะสั้นของนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งจะมีผลกับการเคลื่อนไหวของเงินบาทในบางช่วง แต่ไม่ใช่มาตรการสกัดเงินทุนไหลเข้า

” มาตรการดูแลค่าเงินบาทของธปท.อาจจะมีโอกาสไหลเข้ามาลงทุนในตลาดการเงินไทยมากขึ้นในระยะข้างหน้า ขณะที่ เงินดอลลาร์ฯยังมีแนวโน้มอ่อนค่าตามสัญญาณผ่อนคลายนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ ซึ่งเป็นปัจจัยภายนอกที่ไทยไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ธปท.คงต้องประเมินความจำเป็นของการปรับใช้มาตรการดูแลเงินบาทเพิ่มเติมอีกในระยะต่อๆ ไป”บริษัทศุนย์วิจัยกสิกรไทยระบุ

ด้านตลาดเงินตลาดทุนของไทยตลอดปี 2563 ที่ผ่านมาได้รับผลกระทบมากขึ้นจากแนวโน้มความผันผวนและปัจจัยเสี่ยงในตลาดการเงินโลก ล่าสุดกลับเข้ามาลงทุนในสินทรัพย์ของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่รวมทั้งไทย  หากนับระหว่างวันที่ 1-19 พ.ย. 2563 พบว่ามีเงินทุนไหลเข้าตลาดหุ้นและพันธบัตรรวมกันเป็นจำนวน 6.97 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 17 เดือน ขณะที่เงินบาทแตะระดับแข็งค่าสุดในรอบ 10 เดือนที่ 30.14 ก่อนจะกลับมาเคลื่อนไหวที่ระดับ 30.30 บาทในปัจจุบัน เป็นหนึ่งในประเด็นที่น่ากังวลเพราะการแข็งค่าของเงินบาทในเวลานี้อาจกระทบต่อเส้นทางการฟื้นตัวของภาคธุรกิจและเศรษฐกิจไทยในภาพรวม

อ่านข่าว

ธปท.เปิดกว้างเงินเข้า-ออกตปท. ลดแรงกดดันเงินบาท ลดต้นทุนธุรกิจ

โบรกฯ คาดมาตรการธปท.ชะลอบาทแข็ง ผลบวกหุ้นส่งออก