ด่วน!น้ำมัน-หุ้นโลกพุ่งแรงรับข่าวดีวัคซีน ตปท.กลับมาบุกหุ้นไทย 2 พันลบ.

HoonSmart.com>>ตลาดหุ้นไทยวิ่งเข้าสู่เป้าหมายแรก 1,300 จุด ปัจจัยแวดล้อมหนุนให้ไปต่อ ดาวโจนส์ล่วงหน้ากระโดดขึ้นกว่า 1,392 จุด หรือ 4.94%ราคาน้ำมันดิบพุ่งแรงเหนือ 40 เหรียญ หรือมากกว่า 7% รับข่าวบวกวัคซีนโควิด-19 ต่างชาติพลิกกลับมาซื้อหุ้นไทยหนักๆเป็นวันแรก 2.2 พันล้านบาท ปีนี้เทกระจายไปกว่า 2.98 แสนล้านบาท กด P/E ลงใกล้เคียงเฉลี่ยตลาดเอเชีย บจ.ไทยแจกปันผลสูงกว่า 3% เศษ ตลาดอ้อนขอตั้งกลุ่มหุ้นใหม่ๆ ดึงดึดเงินทุนนอก

วันที่ 9 พ.ย. 2563 ตลาดหุ้นโลกวิ่งฉิว หนุนตลาดหุ้นไทยทะยานแรงกว่า 33 จุด สูงถึง 1,293.90 จุด ก่อนเจอแรงขายทำให้ดัชนีปิดที่ระดับ 1,285.88 จุด เพิ่มขึ้น 25.80 จุด หรือ +2.05% มูลค่าการซื้อขาย 77,886.02 ล้านบาท

ข่าวดีนักลงทุนต่างชาติเริ่มกลับเข้ามาซื้อมากถึง 2,285 ล้านบาท พอร์ตบล.ซื้อ 1,788 ล้านบาท สวนทางนักลงทุนไทยขายทำกำไร 4,056 ล้านบาท สถาบันในประเทศขาย 16.96 ล้านบาท

ทั้งนี้ราคาน้ำมันดิบดีดตัวขึ้นแรงทะลุ 40 เหรียญ/บาร์เรล และดัชนีดาวโจนส์ล่วงหน้าพุ่งแรง 1,392 จุด หรือ 4.94% รับข่าวดี บริษัทผลิตยา BioNTech และ Pfizer ประกาศ ผลการทดสอบวัคซีนโควิด-19 ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีระหว่างการทดสอบในระยะที่ 3 ณ เวลาประมาณ 19.45 น.

นายวีระวัฒน์ วิโรจน์โภคา ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟินันเซีย ไซรัส กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้นมาดีกว่าคาด ทะลุแนวต้านสำคัญ 1,280 จุด เช่นเดียวกันกับตลาดภูมิภาค ต้อนรับนายโจ ไบเดน ชนะการเลือกตั้ง ทำให้เม็ดเงินทยอยเข้าลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงมากขึ้น แต่แนวโน้มยังต้องติดตามปัจจัยการเมืองในประเทศ และกำไรของบจ.งวดไตรมาส 3/63 ด้วย

“แนวโน้มวันที่ 10 พ.ย. คาดแกว่งตัวในกรอบ 1,300-1,270 จุด หลังจากปรับตัวขึ้นมาเร็วพอสมควร สำหรับการลงทุนระยะสั้นเน้น Trading แนะนำขายทำกำไรที่ 1,300 จุด ส่วนพอร์ตลงทุนในช่วงนี้แนะนำกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ จากราคาปรับขึ้นมาช้ากว่าตลาด (Laggard) และ P/E ไม่แพง ให้หุ้น AP ,SC และORI”นายวีระวัฒน์กล่าว

นายศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานวางแผนกลยุทธ์องค์กร ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า นายโจ ไบเดน ชนะการเลือกตั้งสร้างความชัดเจนประธานาธิบดีสหรัฐ คนที่ 46 ส่งผลให้หุ้นไทยในเดือนพ.ย.ถึงภาคเช้าวันที่ 9 พ.ย. 63 เพิ่มขึ้นประมาณ 5% รับนโยบายกระตุ้นพลังงานสะอาด ทำให้กลุ่มหุ้นที่ดำเนินธุรกิจพลังงานทดแทนได้รับผลตอบรับเชิงบวกและการให้ความสำคัญในเรื่องของสุขภาพที่ทำให้อาจเห็นการออกมาตรการที่คล้ายกับโอบามาแคร์  รวมถึงคาดหวังความสัมพันธ์ของสหรัฐกับจีนมีทิศทางที่ดีขึ้น

ส่วนหุ้นในเดือนต.ค. ดัชนีปิดที่ 1,194.95 จุด ลดลง 3.4% จากเดือนก่อนหน้า และลดลง 24.4% จากสิ้นปีก่อน อยู่ที่ระดับที่ใกล้เคียงกับ MSCI ASEAN  ส่งผลให้ Forward P/E และHistorical P/E ปรับลดลงมาที่ 21.5 เท่า และ20.7 เท่า ตามลำดับ แต่ยังสูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหุ้นเอเชียที่อยู่ที่ 17 เท่า และ 18.2 เท่าตามลำดับ ส่วนอัตราผลตอบแทนเงินปันผลดีขึ้นอยู่ที่ระดับ 3.54% สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหุ้นเอเชียที่ระดับ 2.77%

ด้านนายภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า นับตั้งแต่ต้นปี 63 นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิประมาณ 298,093 ล้านบาท แต่เป็นการขายที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง หากพิจารณาจากไตรมาส 1 ขายสุทธิ 114,993 ล้านบาท ในไตรมาส 2 เหลือ 100,743 ล้านบาท และไตรมาส 3 ขาย 60,205 ล้านบาท

นายภากรกล่าวว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯมีแนวคิดที่จะเสนอต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ให้สิทธิประโยชน์พิเศษสำหรับหุ้นไอพีโอกลุ่มธุรกิจใหม่ๆ หลักการคล้ายการส่งเสริมการลงทุนของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เพื่อผลักดันและก่อให้เกิดแรงจูงใจสำหรับกลุ่มธุรกิจใหม่ๆและยังมีแนวคิดที่จะออกดัชนีต่างๆเพิ่มเติม จากเดิมที่มีเพียงดัชนีกลุ่มเวลบีอิ้ง , SETHD และ SETCLMV เพื่อสร้างจุดขายและเพิ่มทางเลือกให้นักลงทุนสามารถเข้าลงทุนได้หลายหลายมากขึ้น ซึ่งจะช่วยให้เงินทุนต่างประเทศกลับเข้ามาได้ดีขึ้น

นอกจากนี้ยังมีการพูดคุยกับทางธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในการออกผลิตภัณฑ์ต่างประเทศมากขึ้น เพื่อให้นักลงทุนขนาดกลางและขนาดเล็ก สามารถเข้าถึงการลงทุนของผลิตภัณฑ์ต่างประเทศมากขึ้น ทั้งในรูปแบบของสกุลเงินบาท และสกุลเงินต่างประเทศ

” เราพยายามจะทำให้เกิดความหลากหลายในการลงทุน โดยใช้ตลาดทุนไทยเป็นตัวกลาง เพื่อการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตนักลงทุนในประเทศ คาดว่าจะมีการออกสินค้าให้หลากหลายมากขึ้น ทั้งการเพิ่ม ETF ,DR และDW” นายภากร กล่าว