CKP ออกหุ้นกู้ 4 พันลบ.เกรด A- ทริสคาดกำไรปีหน้าปกติ 4.5-5 พันลบ.

HoonSmart.com>>ทริสเรทติ้งจัดอันดับเครดิตหุ้นกู้ บริษัทซีเค พาวเวอร์ ที่ระดับ A- แนวโน้ม คงที่ สะท้อนถึงผลงานพัฒนาและดำเนินงานโรงไฟฟ้าพลังน้ำขนาดใหญ่ กระแสเงินสดรับที่คาดการณ์ได้จากการขายไฟให้กฟผ. คาดปีนี้กำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี 2.5-3 พันล้าบาท ปีหน้าเพิ่มขึ้นกลับสู่ภาวะปกติประมาณ 4.5-5.0 พันล้านบาท โครงการไซยะบุรีจะสามารถให้ผลตอบแทนได้ตามคาด

บริษัททริสเรทติ้งคงอันดับเครดิตองค์กรของบริษัท ซีเค พาวเวอร์ (CKP) ที่ระดับ A ด้วยแนวโน้มอันดับเครดิต คงที่ และคงอันดับเครดิตหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกันชุดปัจจุบันที่ระดับ A- พร้อมกันยังจัดอันดับเครดิตหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกันชุดใหม่ในวงเงินไม่เกิน 4 พันล้านบาทที่ระดับ A- ด้วย ทั้งนี้ บริษัทจะนำเงินไปใช้หมุนเวียนในกิจการและใช้สำหรับการลงทุน

อันดับเครดิตสะท้อนถึงผลงานของบริษัทในการพัฒนาและดำเนินงานโรงไฟฟ้าพลังน้ำขนาดใหญ่ ตลอดจนกระแสเงินสดรับที่คาดการณ์ได้จากการมีสัญญาซื้อขายไฟฟ้า ( PPA) กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) (ได้รับอันดับเครดิต AAA/คงที่ จากทริสเรทติ้ง) และประวัติการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพของบริษัท อย่างไรก็ตามอันดับเครดิตยังมีข้อจำกัดจากความไม่แน่นอนของปริมาณน้ำอยู่

บริษัทมีผลการดำเนินงานต่ำกว่าที่ทริสประมาณการในครึ่งแรกของปี 2563 โดยมีกำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) 1.43 พันล้านบาท คิดเป็นประมาณ 35% ของประมาณการทั้งปีที่ทริสประมาณการในครั้งก่อน เนื่องจากการดำเนินงานที่อ่อนแอของโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำน้ำงึม 2 เป็นหลัก ขณะที่โรงไฟฟ้าอื่น ๆ มีผลการดำเนินงานเป็นไปตามที่ประมาณการ

ทั้งนี้ผลการดำเนินงานของโครงการน้ำงึม 2 คิดเป็นส่วนใหญ่ของกำไรก่อนดอกเบี้ยจ่ายฯ ที่อ่อนแอเป็นผลจากปริมาณน้ำในเขื่อนที่อยู่ในระดับต่ำในต้นปี 2563 นอกจากนี้ ปริมาณน้ำที่ไหลเข้าสู่เขื่อนในช่วงปี 2562-2563 อยู่ในระดับที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย ส่งผลให้โครงการประกาศผลิตไฟฟ้าประมาณ 409 ล้านหน่วยในครึ่งแรกของปี 2563 ลดลง 60% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนให้เห็นถึงแผนของบริษัทที่จะกักเก็บน้ำให้เพียงพอสำหรับการดำเนินงานในปี 2564 โดย ณ เดือนกันยายน 2563 ระดับน้ำในเขื่อนของโครงการอยู่ที่ 365.6 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล บริษัทคาดว่าจะกักเก็บน้ำให้อยู่ที่ระดับ 369 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลภายในสิ้นปี 2563 ซึ่งคาดว่าจะเพียงพอสำหรับการผลิตไฟฟ้าตลอดช่วงฤดูแล้งของปี 2564

โครงการน้ำงึม 2 ได้รับการยกเว้นการดำรงความพร้อมจ่ายขั้นต่ำตลอดปี 2563 เนื่องจากโครงการได้ประกาศเป็นปีแล้งสำหรับการดำเนินงาน โดยในช่วง 9 เดือนปีนี้ ได้ประกาศการผลิตไฟฟ้าจำหน่าย 814 ล้านหน่วย ทริสคาดว่าน่าจะสามารถผลิตไฟฟ้าได้ประมาณ 850-950 ล้านหน่วยสำหรับปี 2563 จึงคาดว่าจะ EBITDA ประมาณ 2.5-3.0 พันล้านบาทในปี 2563 และเพิ่มขึ้นเข้าสู่ระดับปกติที่ประมาณ 4.5-5.0 พันล้านบาทในปี 2564 เป็นต้นไป ทริสประมาณการอัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อกำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายจะเกินกว่า 7 เท่าเป็นการชั่วคราวในปี 2563 ก่อนจะลดลงเป็น 4-5 เท่าในปี 2564

ส่วนแนวโน้มอันดับเครดิต คงที่ สะท้อนถึงการคาดการณ์ว่าบริษัทจะยังคงได้รับกระแสเงินสดที่มีเสถียรภาพจากการลงทุนในระยะยาว โครงการน้ำงึม 2 จะสามารถบริหารจัดการให้กระแสเงินสดฟื้นตัวได้ ในขณะที่โรงไฟฟ้าอื่น ๆ ของบริษัทจะสามารถดำเนินงานได้ตามเป้าหมาย นอกจากนี้ ทริสเรทติ้งยังคาดว่าโครงการไซยะบุรีจะสามารถให้ผลตอบแทนได้ตามที่คาดหมาย