ดาวโจนส์ติดลบ 19 จุด ว่างงานสูงเกินคาด

ดาวโจนส์ติดลบ 19 จุด ว่างงานสูงเกินคาด

HoonSmart.com>>ดาวโจนส์ปิดลบ 19 จุด ว่างงานสูงเกินคาด ความหวังมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแผ่วลง วิตกไวรัสระบาดในยุโรป ราคาน้ำมันลดลง

ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ ปิดตลาดวันที่ 15 ต.ค. 2563 ที่ 28,494.20 จุด ลดลง 19.8 จุด หรือ 0.07% เป็นการลดลงติดต่อกันวันที่ 3   แต่เด้งขึ้นจากระหว่างวันลงลึกมากกว่า 100  จุด หลังจากความคาดหวังต่อการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจชุดใหม่ลดลงต่อเนื่อง รวมทั้งจากความกังวลต่อจำนวนผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ในยุโรปที่เพิ่มขึ้น และข้อมูลการว่างงานที่สูงกว่าคาด

ดัชนี S&P 500 ปิดที่ 3,483.34 จุด ลดลง 5.33 จุด, -0.15%

ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 11,713.87จุด ลดลง 54.86 จุด, -0. 47%

นักลงทุนเทขายทำกำไรเนื่องจากมองว่าความไม่แน่นอนมีมากขึ้น จากการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจชุดใหม่ที่ยังมีการเจรจาเรื่องวงเงิน ผลการเลือกตั้ง การฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ไม่ทั่วถึงการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียน และการพัฒนาวัคซีนต้านไวรัสที่ยังไม่ชัดเจนว่าจะได้ใช้เมื่อไร

นายสตีเว่น มนูชิน ซึ่งวางแผนที่จะเจรจากับนางแนนซี เพโลซี ประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ซีเอ็นบีซีว่า เขาและประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ยังคงมุ่งมั่นที่จะผลักดันมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจชุดใหม่ แต่ยากที่จะออกมาตรการก่อนการเลือกตั้ง เพราะอาจจะมีปัจจัยการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง

ตลาดมองว่าแม้หากนายโจ ไบเดน คว้าชัยในการลงชิงตำแหน่งประธานาธิบดีอาจจะปรับขึ้นอัตราภาษีและเก็บภาษี capital gains แต่ก็จะช่วยให้การค้าโลกมีความแน่นอนมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลต่อตลาด

ตลาดยังได้รับแรงกดดันจากข้อมูลการยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรกในสัปดาห์ที่แล้ว ที่มีจำนวน 898,000 ราย เพิ่มขึ้นจาก 845,000 รายในสัปดาห์ก่อนหน้า และเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 22 สิงหาคม รวมทั้งสูงกว่า 830,000 ราย ที่นักวิเคราะห์คาด

นอกจากนี้ ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขานิวยอร์กเปิดเผยดัชนีภาคการผลิต (Empire State Index) เดือนตุลาคมลดลงสู่ระดับ 10.5 ต่ำกว่า 12.3 ที่นักวิเคราะห์คาด และลดลงจาก 17.0 จุดในเดือนกันยายน

นักลงทุนยังกังวลต่อสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 ในยุโรป หลังจากรัฐบาลบางประเทศนำมาตรการเข้มงวดมาใช้อีกครั้งเพื่อสกัดการแพร่ระบาด โดยรัฐบาลอังกฤษประกาศยกระดับการเตือนภัยจากการระบาดของไวรัส ในลอนดอนและลิเวอร์พูลตั้งแต่เที่ยงคืนวันนี้ ขณะที่รัฐบาลฝรั่งเศสประกาศเคอร์ฟิวในปารีสและ 8 เมืองใหญ่ โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่เที่ยงคืนของวันที่ 16 ตุลาคมนี้ และนานอย่างน้อย 4 สัปดาห์ หลังจากที่จำนวนผู้เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลทะลุระดับ 9,700 ราย ซึ่งเป็นระดับสูงสุดที่จะรับได้เป็นครั้งแรก และบางประเทศสั่งปิดโรงเรียน ยกเลิกการผ่าตัดและเตรียมนักเรียนแพทย์สำรองไว้รับมือ

ขณะเดียวกันนักลงทุนเกาะติดการรายงานผลประกอบการไตรมาสสามของบริษัทจดทะเบียนที่ทยอยประกาศ ซึ่งจะสะท้อนความเสียหายของเศรษฐกิจจากการระบาดของไวรัส แต่ก็คาดว่าจะดีกว่าไตรมาสสอง

หุ้นมอร์แกน สแตนลีย์ เพิ่มขึ้น 1.3% จากกำไรสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาด

หุ้นวอลล์กรีน ร้านขายยารายใหญ่เพิ่มขึ้น 4.8%จากกำไรที่ดีกว่าคาด

ตลาดหุ้นยุโรปส่วนใหญ่ปรับตัวลดลง นำโดยกลุ่มน้ำมันและก๊าซลดลง 3.1% นักลงทุนวิตกต่อสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 ในยุโรป นอกจากนี้ตลาดยังได้รับแรงกดดันจากการที่ฝรั่งเศสและเนเธอร์แลนด์เห็นชอบกับแผนที่จะให้สหภาพยุโรปจำกัดอำนาจของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่รวมทั้งโอกาสที่จะแยกออกเป็นบริษัทย่อย และยังจับตาการเจรจาการค้าของอังกฤษกับสหภาพยุโรปภายใต้ Brexit ที่ยังไม่มีความคืบหน้า

ดัชนี Stoxx Europe 600 ปิดที่ 362.91 จุด ลดลง 7.71 จุด, 2.08%

ดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 5,832.52 จุด ลดลง 102.54 จุด, -1.73%

ดัชนี CAC-40 ตลาดหุ้นฝรั่งเศสปิดที่ 4,837.42 จุด ลดลง 104.24 จุด, -2.11%

ดัชนี DAX ตลาดหุ้นเยอรมนีปิดที่ 12,703.75 จุด ลดลง 324.31 จุด, -2.49%

ราคาน้ำมันดิบ WTI งวดส่งมอบเดือนพ.ย.ลดลง 8 เซนต์ ปิดที่ 40.96 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วนราคาน้ำมันดิบ Brent ทะเลเหนือ งวดส่งมอบเดือนธ.ค.ลดลง 16 เซนต์ ปิดที่ 43.16 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

อ่านข่าว

ราคาน้ำมันดิบลดลงกัลวลล็อกดาวน์รอบใหม่

หุ้นเอเชียบวกเล็กน้อย น้ำมันลดลง