SCBS แนะรอซื้อ 1,200 ขาย1,300 เฟ้นหุ้นเด่น Q4/63

SCBS แนะรอซื้อ 1,200 ขาย1,300 เฟ้นหุ้นเด่น Q4/63

HoonSmart.com>>บล.ไทยพาณิชย์ฟันธงหุ้นเดือนต.ค.ลดลง แนะรอทยอยสะสมแถวดัชนี 1,200 จุด คาดเป้าสิ้นปี 1,300 จุด เน้นปลอดภัยกลุ่มเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร-การแพทย์-อิเล็กทรอนิกส์-ไฟฟ้าพลังงานทางเลือก เสนอหุ้นเด่น BAM-BDMS-CBG-EGCO-GFPT-AP-PTT-TOP แถมหุ้นเล็กผลประกอบการแกร่ง AUCT-IIG-PRIME-SVI-WICE-ZIGA

นายสุกิจ อุดมศิริกุล กรรมการผู้จัดการ สายงานวิจัย บล.ไทยพาณิชย์ (SCBS) เปิดเผยว่า ตลาดหุ้นในเดือน ต.ค. นี้ จะปรับตัวลง เพื่อสร้างฐานใหม่ ราคาหุ้นจะถูกลง โดยให้แนวรับที่ 1,200 จุด เป็นโอกาสในการเข้าสะสมในหุ้นที่ปลอดภัย ในกลุ่มเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร กลุ่มการแพทย์ กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ และกลุ่มโรงไฟฟ้าพลังงานทางเลือก มองเป้าดัชนีหุ่นสิ้นปี 63 ที่ 1,300 จุด และกำไรต่อหุ้นของบริษัทจดทะเบียน (EPS) ที่ 57.82 บาทต่อหุ้น และในปี 64 จะเพิ่มขึ้นประมาณ 20% ที่ 75.64 บาทต่อหุ้น แต่ยังไม่เทียบกับปีก่อนหน้าที่อยู่ประมาณ 87.42 บาทต่อหุ้น

” เราคัดหุ้นเด่นมาให้เลือกลงทุนในไตรมาสที่ 4/2563 โดยพอร์ตหลักเน้นหุ้น Defensive ที่มีคุณภาพสูง BAM ,BDMS ,CBG ,EGCO และGFPT ด้านพอร์ตที่ปรับตัวไปเก็งกำไร เน้นหุ้นปรับตัวตามวัฏจักรเศรษฐกิจโลกและในประเทศที่มีคุณค่า ให้ AP ,PTT และTOP รวมถึงหุ้นเล็กการเติบโตโดดเด่น ผลประกอบการแข็งแกร่ง ให้ AUCT ,IIG ,PRIME ,SVI ,WICE และZIGA “นายสุกิจ กล่าว

ส่วนการคาดการณ์ผลผลิตมวลรวมภายในประเทศ (GDP) คาดว่าจะหดตัว – 7.8% จากที่ประเมินไว้ว่าจะติดลบ 5.9% เพราะยังไม่เห็นสัญญาณการฟื้นตัวของกลุ่มท่องเที่ยวซึ่งคาดว่าปี 2563 จะมีนักท่องเที่ยวประเมิน 7 ล้านคน ซึ่งถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับอดีต และกลุ่มขนส่งที่ห้ามเดินทางเข้าประเทศ โดย 2 กลุ่มนี้มีสัดส่วนค่อนข้างมากใน GDP รวมถึงหนี้เสียและอัตราการว่างงานด้วย ทำให้ค่าเงินบาทมีแนวโน้มที่จะแข็งค่า

ขณะที่ภาพรวมเศรษฐกิจและการลงทุนทั่วโลกในไตรมาส 4/63 จะดูน่าเป็นห่วงมากขึ้น จาก 3 ปัจจัยเสี่ยง ได้แก่ 1.การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกจะเป็นอย่างช้าๆ เปราะบาง และไม่แน่นอน 2.การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ ที่ต้องจับตาดูว่าใครจะชนะการเลือกตั้ง 3.ความขัดแย้งของสหรัฐและจีน ว่าผลจะเป็นอย่าง นอกจากนี้จะเห็นได้ว่าเฟดส่งสัญญาณที่จะคงดอกเบี้ยในระดับที่ต่ำอีกนาน ส่งผลดีต่อตลาดหุ้น

ทั้งนี้การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐนั้นจะมีผลต่อตลาดหุ้นแน่นอน ซึ่งหากโจ ไบเดน ชนะการเลือกตั้งจะส่งผลต่อการเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติ เพราะว่า โจ ไบเดน มีแผนที่จะปรับเพิ่มขาดดุลการคลังประมาณ 7 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ใน 10 ปี มองว่าจะเป็นการขึ้นภาษีภาคทั้งบริษัทและบุคคลธรรมดา ทำให้นักลงทุนอาจจะเปลี่ยนการลงทุนไปตลาดอื่นที่ไม่ใช่ตลาดหุ้นสหรัฐมากขึ้น รวมถึงคาดว่าหลังเสร็จเลือกตั้งจะเป็นช่วงที่ตลาดหุ้นไทยจะเริ่มปรับดีขึ้น แต่ทั้งนี้ยังต้องติดตามค่าเงินดอลลาร์ด้วย ถ้าดอลลาร์อ่อนลง แสดงว่าอาจจะมีแรงขายออกมา ซึ่งอาจจะไปเข้าตลาดเกิดใหม่