ดีบีเอสชู PTT เด่น เป้า 43 บาท เมย์แบงก์ฯ แนะถือ TOP โตยั่งยืน

ดีบีเอสชู PTT เด่น เป้า 43 บาท เมย์แบงก์ฯ แนะถือ TOP โตยั่งยืน

HoonSmart.com>>ราคาน้ำมันขยับ แต่หุ้นกลุ่มพลังงานยังไม่มา บล.ดีบีเอสฯให้น้ำหนักเท่ากับตลาด เชียร์ ปตท. ส่วนไฟฟ้าชอบ GPSC  บล.เมย์แบงก์ แนะถือ ไทยออยล์ เป้าหมาย 44 บาท ชอบ PTTGC-PTTEP-PTT  บล.ทรีนีตี้แนะ PTG  เป้า 20 บาท 

บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส(ประเทศไทย) ให้น้ำหนักกลุ่มพลังงานเท่ากับตลาด (Neutral) โดยหุ้นเด่นเป็น PTT (ราคาพื้นฐาน 43 บาท) ซึ่งมีการกระจายความเสี่ยงของธุรกิจสูงและมีปัจจัยกระตุ้นจากการนำ OR เข้าจดทะเบียนในตลาด

นอกจากนั้นยังชอบธุรกิจโรงไฟฟ้า ซึ่งในครึ่งปีหลังได้ประโยชน์จากความต้องการใช้ไฟฟ้าฟื้นตัวหลังลงไปต่ำสุดในไตรมาสที่ 2 และต้นทุนก๊าซต่ำ หุ้นเด่นคือ GPSC (ราคาพื้นฐาน 95 บาท)

ส่วนแนวโน้มราคาน้ำมันคาดปรับขึ้นจำกัดในช่วงที่เหลือของปีนี้ เนื่องจากอุปสงค์ฟื้นตัวช้า กลุ่มโอเปกปรับลดคาดการณ์อุปสงส์ปีนี้ลง 4 แสนบาร์เรล/วัน และมีกำลังการผลิตจากลิเบียกลับเข้ามา (ลิเบียผลิตราว 1 ล้านบาร์เรล/วัน) แต่ราคาน้ำมันดิบในไตรมาสที่ 3/2563 ยังคงเพิ่มจากไตรมาสที่ 2 เพราะผู้ผลิตในและนอกโอเปกลดการผลิต 7.7 ล้านบาร์เรล/วัน และการผลิตในอ่าวเม็กซิโกของสหรัฐได้รับผลกระทบจากพายุแซลลี

อย่างไรก็ตามค่าการกลั่นอ่อนแอ โดยค่าการกลั่นสิงคโปร์ในไตรมาสที่ 3 ลดลงเป็น 0.01 ดอลลาร์/บาร์เรล (จาก 0.17 ดอลลาร์/บาร์เรลใน ไตรมาสที่ 2) ส่วน สเปรดอะโรเมติกส์ลดลง โดยพาราไซลีนอยู่ที่ 190 ดอลลาร์/ตัน -34%จากช่วงเดียวกันปีก่อนและ -30%จากไตรมาสที่ 2 และสเปรดเบนซีนเท่ากับ 72 ดอลลาร์/ตันหดตัว 56%จากช่วงเดียวกันปีก่อน ลดลง 52% จากไตรมาสที่ 2 เชื่อว่า TOP, PTTGC จะถูกกระทบจากสเปรดอะโรเมติกส์ที่ลดลง

สำหรับสเปรดโอเลฟินส์มีมาร์จิ้นดีขึ้น ซึ่งสเปรด HDPE ในไตรมาสที่ 3 อยู่ที่  520 ดอลลาร์/ตัน เพิ่มขึ้น18%จากช่วงเดียวกันปีก่อน และ +7%จากไตรมาสที่ 2  และสเปรด PP อ่อนลงเล็กน้อยเป็น 568 ดอลลาร์/ตัน ภาพรวมแล้วมาร์จิ้นโอเลฟินส์ในไตรมาส 3จะเพิ่มขึ้น ปัจจุบันหนุน คือ อุปสงค์ผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับความสะอาดและสุขอนามัยเพิ่มขึ้น ซึ่งบริษัทที่ได้ประโยชน์ เช่น PTTGC

บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) แนะนำ “ถือ” หุ้นบริษัทไทยออยล์ (TOP) ราคาเป้าหมาย 44 บาท/หุ้น บน P/B ปี 63 ที่ 0.8 เท่า(ค่าเฉลี่ยของกลุ่ม) ระยะสั้นยังคงไร้ปัจจัยหนุน เนื่องจากความไม่แน่นอนของอุปสงค์และสินค้าคงคลังส่วนเกินยังคงเป็นอุปสรรค TOP ได้ประโยชน์จากน้ำมันชนิดกลาง (55% ของผลผลิต) ซึ่งมีความเสี่ยงสูงเนื่องจากคาดว่าความต้องการเชื้อเพลิงเครื่องบินจะไม่ฟื้นตัวถึงระดับก่อนโควิดจนถึงปี 2565 ณ ราคาหุ้นปัจจุบัน (-2SD จากค่าเฉลี่ย 10 ปี) ตลาดอาจโยกมาที่กลุ่มโรงกลั่นเพื่อหาราคาที่น่าสนใจ อย่างไรก็ตาม ยังคงระมัดระวังในแง่ปัจจัยพื้นฐาน

“ชอบ PTTGC (43 บาท, ซื้อ ราคาเป้าหมาย 57 บาท) และผู้เล่นต้นน้ำอย่าง PTTEP (86.5 บาท ซื้อ ราคาเป้าหมาย 110 บาท) และ PTT (35.25 บาท ซื้อ ราคาเป้าหมาย 42 บาท) ซึ่งมีแนวโน้มฟื้นตัวชัดเจนในครึ่งปีหลัง 2563″บล.เมย์แบงก์ฯระบุ

TOP กำลังก้าวไปสู่ความยั่งยืนมากขึ้น ในปี 2562 บริษัทลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 7.32% ซึ่งเกินเป้าหมายปี 2573 ที่ 6% แล้ว ผลิตภัณฑ์เชื้อเพลิงสีเขียวและคาร์บอนต่ำคิดเป็น 32% ของยอดขายในปี 2562 ซึ่งมีเป้าหมายที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต ในขณะที่มลพิษและของเสียยังคงอยู่ภายใต้เป้าหมายภายใน แต่จุดอ่อนที่สำคัญคือการใช้พลังงานที่สูง ซึ่งเห็นได้ว่ามีการปรับปรุงอย่างมากหลังจากเสร็จสิ้นโครงการเชื้อเพลิงสะอาด 4.8 พันล้านเหรียญสหรัฐในปี 2566 (สามารถแปรรูปน้ำมันเตาด้วยการปล่อยมลพิษที่ลดลง)

บล.ทรีนีตี้ คาดราคาน้ำมันดิบจะเริ่มแกว่งตัว Sideways และมีเสถียรภาพมากขึ้น หลังปรับฐานลงมามากสุด 15% ในรอบ 1 เดือนที่ผ่านมา มอง Volatility ของราคาน้ำมันที่เตรียมลดลงนี้ จะเป็นอานิสงส์ต่อการบริหารจัดการสินค้าคงคลังของกลุ่มปั๊มน้ำมันต่อไป แนะนำ “ซื้อ” PTG ที่ราคาเป้าหมาย 20 บาทเช่นเดิม มองจะเป็นตัวหุ้นในกลุ่มพลังงานเพียงไม่กี่ตัวที่จะมี Earnings momentum โดดเด่นในช่วงครึ่งปีหลัง