แน่งน้อยร้อยเรื่องลงทุน : กองทุนเน้น High Yield Bond อุ้ม 2 แสนลบ. ไม่มีเรทติ้ง

ตลาดตราสารหนี้ มีประเด็นให้ชวนคิด (อีกแล้ว) เรื่องการจัดตั้ง “กองทุนใหม่ ที่มีนโยบายเน้นลงทุนใน High Yield Bond ” รูปแบบจะออกมาอย่างไร ใครจะได้ประโยชน์บ้าง ทำไมถึงมีไอเดียนี้เกิดขึ้น หรือมีไว้เพื่อป้องกันลูกโป่งแตก?

 

เป็นที่ทราบกันดีว่า หุ้นกู้ที่มีอันดับเครดิตลงทุนได้หรือ Investment Grade ได้รับการดูแลจากธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ผ่านกองทุนเพื่อรักษาสภาพคล่องของการระดมทุนในตลาดตราสารหนี้ (BSF) ซึ่งสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับเจ้าหนี้ได้ระดับหนึ่ง

สำหรับหุ้นกู้ที่มีความน่าเชื่อถือต่ำกว่า BBB- รวมถึงไม่มีเรทติ้ง หรือที่เรียกกันว่า High Yield Bond จะมีทางออกอย่างไร

ในช่วงนี้มีหุ้นกู้ครบดีล ออกมาเสนอขายอย่างต่อเนื่อง  บริษัทคงต้องยอมเพิ่มดอกเบี้ย มีหลักประกัน เพื่อแลกกับการต่ออายุ หรือหาผู้ซื้อรายใหม่มาทดแทน ในช่วงเกิดวิกฤตโควิด-19 ส่งผลกระทบให้ธุรกิจขาดทุน เศรษฐกิจหดตัวรุนแรง เชื่อว่าทุกบริษัทน่าจะผ่านพ้นสถานการณ์ยากลำบากในปี 2563 ไปได้

ทั้งนี้ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย(Thaibma) คาดว่าจะมี High Yield Bond ครบดีลในปี2563 มูลค่าประมาณ 33,982 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม รองนายกรัฐมนตรี “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” ได้ส่งสัญญาณเตือนให้ธุรกิจ รับมือกับผลกระทบจะมีมากขึ้นในระยะ 3-4 เดือนข้างหน้า และมอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.) หาทางช่วยเหลือ ธุรกิจที่มีศัยภาพพร้อมจะไปต่อ อย่าให้หายไป เพราะหุ้นกู้ต่ออายุไม่ได้ จึงเป็นที่มาของการรวมพลังประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เมื่อวันศุกร์ที่ 12 มิ.ย.2563 ซึ่งทุกฝ่ายเห็นถึงความจำเป็นในการจัดตั้งกองทุนเน้นลงทุนใน High Yield Bond โดยก.ล.ต.รายงานว่ารูปแบบจะเป็นกองทุนรวมหรือทรัสต์ ซึ่งเป็นกองทุนปิดที่มีการบริหารจัดการโดยมืออาชีพ เสนอขายให้เฉพาะผู้ลงทุนสถาบันและผู้ลงทุนรายใหญ่เท่านั้น

รูปแบบเบื้องต้นออกมาแล้ว แต่การเกิดขึ้นคงไม่ง่าย

เริ่มจากก.ล.ต.จะต้องวางหลักเกณฑ์ของการจัดตั้งกองทุนใหม่ให้ชัดเจน พร้อมๆกับการเดินเรื่องสิทธิประโยชน์ภาษีมาจูงใจ ส่วนบริษัทมืออาชีพที่จะบริหาร จะเลือกหุ้นกู้ประเภทใดบ้างมาใส่ไว้ในพอร์ต เพราะวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งกองทุนประเภทนี้ต้องเน้น High Yield Bond คือมากกว่า 50% ของพอร์ต ซึ่งมีความเสี่ยงสูง กองทุนนี้จะต้องให้ผลตอบแทนเท่าไร ถึงจะจูงใจให้นักลงทุนเข้ามาลงทุน และจะตีราคาหุ้นกู้กันอย่างไร ยังมีคำถามเกิดขึ้นอีกมากมาย…

ปัจจุบัน High Yield Bond ในระบบ ที่ไม่มีเรทติ้ง มีมากถึง 2 แสนล้านบาท แม้จะคิดเป็นสัดส่วนไม่มาก เมื่อเปรียบเทียบกับตราสารหนี้ทั้งหมด 3.8-3.9 ล้านล้านบาทก็ตาม แต่ผู้ออกส่วนใหญ่เป็นบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ภาวะธุรกิจอยู่ในช่วงขาลง ที่ผ่านมา แห่ออกหุ้นกู้ไม่มีเรทติ้งจำนวนมาก เพราะประตูสินเชื่อแคบลงหรือเกือบปิด เมื่อธปท.ประกาศใช้มาตรการ LTV เพื่อลดความเสี่ยงให้กับธนาคารพาณิชย์ ธุรกิจต้องดิ้นหาเงินจากช่องทางใหม่ ซึ่งเป็นจังหวะเหมาะกับภาวะดอกเบี้ยเงินฝากต่ำ ออกมาเท่าไรก็ขายเกลี้ยง เพราะหุ้นกู้ให้อัตราดอกเบี้ยสูง บางบริษัทยังมีหลักประกันแถมด้วย ทำให้หุ้นกู้ไม่มีเรทติ้งส่วนใหญ่ตกอยู่ในมือของนักลงทุนรายบุคคล โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ที่อาศัยดอกเบี้ยมาจับจ่ายใช้สอยหลังเกษียณ เป็นเหตุผลหนึ่งในการต่ออายุตั๋วได้ในช่วงนี้

นอกจากยังมีบริษัทนอกตลาดหลักทรัพย์ก็นิยมออกหุ้นกู้ไม่มีเรทติ้งด้วย เพราะสะดวกและรวดเร็วกว่าการขอสินเชื่อดอกเบี้ยจากแบงก์ แต่ตอนนี้เริ่มขายยากขึ้น ขนาดบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ยังต้องแถมสิ่งจูงใจ มากกว่าการให้ดอกเบี้ยสูงๆ

ล่าสุด บริษัท ปริญสิริ (PRINT) ออกและเสนอขายหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ มีประกัน มูลค่า 180 ล้านบาท แต่วางหลักประกันเป็นที่ดินเปล่าจำนวน 3 แปลงมูลค่าประมาณ 330 ล้านบาท

บริษัท แสนสิริ จำกัด (SIRI) เตรียมออกเสนอขายหุ้นกู้ด้อยสิทธิที่มีลักษณะคล้ายทุนไถ่ถอนเมื่อเลิกบริษัท (Perpetual bond) กำหนดอัตราดอกเบี้ยปีที่ 1-5 คงที่ถึง 8.50% ต่อปี

สถานการณ์ที่ไม่ปกติ เห็นด้วยที่รัฐบาลและก.ล.ต.มีแนวทางการจัดตั้งกองทุนมารองรับ High Yield Bond มารองรับ หากเกิดสถานการณ์ผิดนัดชำระหนี้ จะช่วยให้ไม่ตลาดตกใจจนลุกลามออกไปเป็นวงกว้าง

อย่างไรก็ตาม กองทุนนี้ก็ไม่สามารถคาดหวังผลได้มากนัก เพราะความเสี่ยงสูง เห็นตัวอย่างจากกรณีการเสนอขายกองทุน SSFX ที่เปิดให้ซื้อหน่วยลงทุนเพื่อนำไปลดหย่อนภาษี เพิ่มเติมได้ในวงเงิน 200,000 บาท ไม่ต้องรวมคำนวณกับ SSF หรือ RMF ใด ๆ ทั้งสิ้น จากที่คาดหวังความต้องการซื้อจำนวนมาก แต่เมื่อหลักเกณฑ์ผ่อนเบาๆ แต่นักลงทุนจะต้องถือลงทุนนานถึง 10 ปี พบว่าขายยาก มาจนถึงวันนี้ใกล้จะหมดระยะเวลาจองซื้อ 30 มิ.ย.2563 พบว่า มีความต้องการลงทุนไม่กี่พันล้านบาท ซึ่งไม่เป็นสาระสำคัญ เพราะตลาดหุ้นกลับมาคึกคักแล้ว

แต่หุ้นกู้ไม่มีเรทติ้งจำนวนมาก กำลังรอการแก้ไข เชื่อว่าเศรษฐกิจและธุรกิจจะค่อยๆกลับมาดีขึ้นหลังการผ่อนคลายล็อกดาวน์  กองทุน High Yield Bond  น่าจะได้รับความสนใจ ขอให้ทุกอย่างผ่านพ้นไปด้วยดี