ลุยแบงก์ราคาต่ำ พุ่งเป้า BBL สินเชื่อโต-สำรองลด-ลูกค้าแกร่ง

ลุยแบงก์ราคาต่ำ พุ่งเป้า BBL สินเชื่อโต-สำรองลด-ลูกค้าแกร่ง

HoonSmart.com>>ผู้บริหารแบงก์กรุงเทพกล่อมนักวิเคราะห์ คุณภาพลูกหนี้แข็งแรงรับมือเศรษฐกิจขาลงไหว ปีนี้ตั้งสำรอง 2 หมื่นล้านบาทเอาอยู่  สินเชื่อโตได้  แรงซื้อวิ่งเข้าหาแบงก์ใหญ่  ขายพลังงาน กดดัชนีปิดไม่ถึง 1,300 จุด MSCI  ประกาศผลออกมาแล้วน้ำหนักหุ้นไทยลดลงสู่ 2.36% จาก 2.39% คิดเป็นเม็ดเงินราว -56 ล้านเหรียญ  BAM-AWC-KTC เข้ารอบตามโผ  เพิ่มพอร์ต BTS, MTC, RATCH 

บริษัทหลักทรัพย์ไทยพาณิชย์ย้ำเตือนให้นักลงทุนระวังมากขึ้นต่อแรงขายบริเวณ 1,300 จุด นอกจากมูลค่าพื้นฐานที่ตึงตัวแล้วตลาดกังวลมากขึ้นต่อการระบาดโควิด-19 รอบสอง หลังปลดล็อกดาวน์ เร็วเกินไป กลยุทธ์ เน้นขายทำกำไร จะซื้อให้เล่นสั้น การซื้อลงทุนรอแถว 1,200 จุด โดยแนะนำหุ้นธนาคารกรุงเทพ (BBL)

ทั้งนี้คาดจะเป็นธนาคารแห่งเดียวที่ตั้งสำรองหนี้ลดลงในปีนี้ แม้ NIM หดตัว คาดสินเชื่อจะขยายตัวได้ 4% สวนทางกับเศรษฐกิจที่จะหดตัวแรง นอกจากนี้ยังมี upside ส่วนเพิ่มที่ยังไม่ได้รวมในประมาณการจากการเข้าซื้อธนาคารเพอร์มาตา แห่งอินโดนีเซีย จะช่วยเพิ่มอัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) อีก 0.75% กำไรสุทธิเพิ่มอีก 8% สินเชื่อเพิ่มขึ้น 10% และ NIM เพิ่มขึ้นอีก 0.15 %หลังจากซื้อกิจการเสร็จในเดือนมิ.ย. นี้ ราคาหุ้นปัจจุบันมี upside เกือบ 40%

บล.ไทยพาณิชย์คงคำแนะนำซื้อและคงราคาเป้าหมาย 135 บาท เชื่อว่าราคาหุ้นต่ำกว่ามูลค่า P/BV 0.43 เท่า เทียบกับ ROE ระยะยาวที่ 7-8% มีงบดุลแข็งแกร่งที่สุด และมีสัดส่วนเงินให้สินเชื่อธุรกิจมากที่สุด สัดส่วน 57% เชื่อว่าจะได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจขาลงน้อยที่สุด

ผู้บริหารธนาคารกรุงเทพให้ข้อมูลนักวิเคราะห์ว่า ได้ปรับเป้าตั้งสำรองเพิ่มขึ้นจาก 1.2-1.5 หมื่นล้านบาท เป็น 1.5-2.0 หมื่นล้านบาท เทียบกับปีก่อนที่ 3.24 หมื่นล้านบาท โดยไตรมาสแรกอยู่ที่ 5,100 ล้านบาท ถือว่าสำรองยังต่ำกว่าประมาณการของบล.ไทยพาณิชย์และคาดว่าจะเป็นธนาคารเพียงแห่งเดียวที่ตั้งสำรองลดลงในปี 2563และจะมีโอกาสขยายสินเชื่อได้มากขึ้น เพื่อทดแทนหุ้นกู้ที่ครบกำหนด แต่ NIM มีแนวโน้มหดตัวลง แบงก์คาดว่าจะลดลง 0.20-0.30% ในไตรมาส 2 หลังจากลดดอกเบี้ยเงินกู้ 0.40%ในเดือนเม.ย. ยังคงเป้า NIM ไว้ที่ 2.2% ในปีนี้เทียบกับ 2.3% ในปีก่อน สะท้อนถึงการลดดอกเบี้ยลงอีก 0.25%

“ลูกค้าส่วนใหญ่ของ BBL เป็นลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่ ซึ่งมีฐานะการเงินแข็งแกร่งมากพอที่จะรับมือกับภาวะเศรษฐกิจขาลง และมีเงินให้สินเชื่อแก่กลุ่มท่องเที่ยวเพียง 7-8% มีลูกค้ายื่นขอรับความเช่วยเหลือตามมาตรการเยียวยาเพียงครั้งหนึ่งของที่ธนาคารคาดการณ์ไว้ และตั้งแต่ไตรมาส 2 เป็นต้นมา พบว่าสินทรัพย์ค่อนข้างทรงตัวที่ 4% หลังจากหดตัว 1% ในปี 2562 “บล.ไทยพาณิชย์ระบุ

บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) แนะนำเพียง ถือ และให้ราคาเป้าหมายต่ำที่สุด 104 บาท/หุ้น หากมีการลดดอกเบี้ยนโยบายลงในไตรมาส 2 จะกดดันให้ธนาคารต้องลดดอกเบี้ยตาม ซึ่งเป็นผลลบต่อ NIM ขณะที่คุณภาพลูกหนี้ต่างประเทศยังดี โดยเฉพาะจีน ส่วนภาวะตลาดเงินตลาดทุนฟื้นตัว ทำให้การตีมูลค่าเงินลงทุนจะน้อยลงเมื่อเทียบกับไตรมาส 1 ที่มีขาดทุน 1,700 ล้านบาท การตั้งสำรองฯจะยังอยู่ในระดับสูงจากภาวะเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ ด้านรายได้ค่าธรรมเนียมใกล้เคียงกับไตรมาส 1

บล.ทิสโก้แนะนำให้ “ซื้อ” ปรับลดราคาเป้าหมายหุ้น BBL ลงจาก 164 บาท เป็น 154 บาท หลังปรับประมาณการปี 2563 ลง 9.8% จาก NIM ที่ลดลง 0.13% คาดรายได้ลดลงต่อเนื่องในไตรมาส 2 ก่อนจะฟื้นตัวในครึ่งปีหลัง คาดว่าผลตอบแทนจากตราสารหนี้จะเพิ่มขึ้นได้อีกช่วยลดผลกระทบจาก NIM ที่ลดลง แต่ราคาหุ้นในปัจจุบันต่ำเกินไป และด้วยเงินปันผลที่ 7 บาท คิดเป็นผลตอบแทน 7%

“ผู้บริหารแบงก์เชื่อว่า การระบาดของโควิด-19 จะลดลงในไตรมาส 2และกิจกรรมทางเศรษฐกิจจะกลับมาในครึ่งปีหลัง ทำให้สถานการณ์ของ NPL จะสามารถจัดการได้ด้วยการช่วยเหลือของหน่วยงานกลาง แต่ปรับการตั้งสำรองขึ้นจาก 1.2 – 1.5 หมื่นล้านบาท เป็น 1.5 – 2 หมื่นล้านบาท เนื่องจากมองว่าการตั้งสำรองในไตรมาส 1 ต่ำเกินไป แต่ผู้บริหารเชื่อว่า 2 หมื่นล้านบาท เพียงพอแล้วสำหรับกรณีที่แย่สุดในปีนี้”บล.ทิสโก้ระบุ

ด้านตลาดหุ้นวันที่ 13 พ.ค. 2563 มีแรงขายออกมาในช่วง 4 โมงเย็น กดดันดัชนีปิดที่ระดับ 1,294.55 จุด -5.14 จุด หรือ -0.40% มูลค่าการซื้อขาย 62,241.08 ล้านบาท พุ่งเป้าหุ้นที่ราคาปรับตัวขึ้นมามาก ตามแรงเก็งกำไรเรื่องผลงานไตรมาส 1/2563 เช่น กลุ่มพลังงาน และมีการสลับเข้าไปลงทุนในหุ้นการเงิน ธนาคารพาณิชย์ชัดเจน ส่งผลให้หุ้นแบงก์ใหญ่ เช่น BBL ฟื้นตัว KBANK -TISCO ปรับตัวขึ้น ท่ามกลางนักลงทุนต่างชาติยังขายสุทธิ 4,028 ล้านบาท สวนทางรายย่อยซื้อ 3,345 ล้านบาท สถาบันตามด้วย 478 ล้านบาท

บล.โนมูระ พัฒนสิน เปิดเผยว่า การประกาศ MSCI Rebalance ตลาดหุ้นไทยถูกปรับลดน้ำหนักลงสู่ 2.36% จาก 2.39% คิดเป็นเม็ดเงินราว -56 ล้านเหรียญ สำหรับ MSCI Thailand Index หุ้นที่ถูกนำเข้าคำนวณ ได้แก่ BAM (58ล้านเหรียญฯ), AWC (46 ล้านเหรียญฯ), KTC (37ล้านเหรียญฯ) ขณะที่หุ้นที่หลุดจากการคำนวณ คือ BANPU (39ล้านเหรียญฯ)จะมีผลราคาปิดวันที่ 29 พ.ค. 2563

หุ้นที่ถูกเพิ่มน้ำหนัก ได้แก่ BTS, MTC, RATCH ราว 11-5 ล้านเหรียญฯต่อบริษัท ส่วนหุ้นที่ถูกปรับลดน้ำหนัก คือ GULF, CPALL, PTT, EA, SCC ราว 33-10ล้านเหรียญฯ

สำหรับ MSCI Global Small Cap Index หุ้นที่หลุดจากการคำนวณ ได้แก่ ANAN, BEAUTY, BEC, ERW, GGC, ITD, LPN, PLAT, PSL, GLOBAL, SVI, TTA, U, UNIQ, UV, WORK

นอกจากนี้ การเลิกมาตรการล็อกดาวน์เร็วเกินไป อาจจะทำให้จำนวนผู้ติดเชื้อกลับมาเพิ่มขึ้นอีกครั้ง กดดันจิตวิทยาการลงทุน โนมูระมีการปรับลดคาดการณ์จีดีพีโลกปีนี้ลงสู่ -4.5% จาก -3.6% หลักๆมาจากโซนยุโรป แคนนาดา อินเดีย ญี่ปุ่น ส่วนไทยยังคง -6.3% และคาดกนง.ปรับลดดอกเบี้ยลง 2 ครั้งๆละ 0.25% ในเดือนพ.ค. และมิ.ย. 2563