HoonSmart.com>>ธปท.เปิดศึกทุนเทา ลั่นไตรมาส 4 คุมเข้มขาฝากเกิน 5 ล้าน-สกัดช่องโหว่ฟอกเงินซื้อวิลล่าหรู หลังสั่งบล็อกช่องโหว่ทองคำออนไลน์ได้ผลยอดเทรดลดจาก 4,000 กิโลกรัม/วัน เหลือเพียง 700 กว่ากิโลกรัม/วัน-ถอนเงินสดลดลง 35%
นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย ( ธปท.) เปิดเผยว่า ในการสกัด “ทุนเทา” นอกจากใช้มาตรการทั่วไปแล้ว ธปท.ยังใช้มาตรการเฉพาะจุดเพื่ออุดช่องโหว่เชิงระบบที่กลุ่ม “ทุนเทา” ใช้เป็นเครื่องมือในการฟอกเงิน โดยใน ไตรมาสที่ 4 ช่วงเดือนตุลาคม – พฤศจิกายน แบงก์ชาติเตรียมยกระดับมาตรการให้ครอบคลุมไปถึง “ขาฝาก” และ “การแลกเงิน”
ต่อไปใครจะฝากเงินสดเกิน 5 ล้านบาท จะต้องตอบคำถามและแสดงหลักฐานให้ได้ว่าเงินนั้นเอามาจากไหน
นอกจากนี้ กำลังเร่งหาช่องทางกฎหมายเพื่อเข้าไปอุดช่องโหว่กรณีกลุ่มทุนเทาหอบเงินสด 100 ล้านบาทไปซื้อพูลวิลล่าหรูจากบริษัทอสังหาริมทรัพย์ แม้ว่าการห้ามซื้อขายอสังหาริมทรัพย์หรือการสั่งห้ามรับเงินสดจะไม่ใช่อำนาจโดยตรงของแบงก์ชาติ (เนื่องจากแบงก์ชาติคุมเฉพาะธนาคารพาณิชย์และธนาคารรัฐ) แต่ ธปท. อาจใช้วิธีควบคุมผ่านระบบธนาคารแทน
”คุณขายวิลล่าให้ทุนเทา 100 ล้านได้ ผมไม่มีอำนาจไม่ให้ขาย แต่เรากำลังหาช่องทางว่า คุณขายได้ แต่คุณอาจจะเอาเงินสดก้อนนั้นมาฝากธนาคารไม่ได้ เอาไหม?”นายวิทัย กล่าว
นายวิทัย กล่าวว่า รวมถึงการควบคุมพฤติกรรมการแลกเงินสดที่ผิดปกติ เช่น การหอบเงินสดแบงก์ 1,000 บาท จำนวน 10 ล้านบาท มาขอแลกเป็นแบงก์ 500 บาท หรือแบงก์ 100 บาท หากไม่มีเหตุผลทางธุรกิจที่รองรับได้ (เช่น คอนแทรคฟาร์มมิ่งที่ต้องใช้เงินสดจ่ายลูกไร่) ก็จะต้องถูกจำกัดและตรวจสอบอย่างเข้มงวดในไตรมาส 4 เช่นกัน
นอกเหนือจากเงินสดและทองคำแล้ว แบงก์ชาติยังได้ร่วมมือกับทางตำรวจในการเข้าไปตรวจสอบแพทเทิร์นการโอนเงินที่ผิดปกติ และกำลังอยู่ระหว่างการหารือร่วมกับสำนักงาน ก.ล.ต. เพื่อเข้ามากำกับดูแลธุรกรรมการซื้อขาย USDT (Tether) ที่ปัจจุบันมีปริมาณการซื้อขายที่สูงเกินไปอย่างผิดปกติ และมักถูกนำไปใช้ในธุรกรรมที่ไม่ถูกต้อง
ขณะเดียวกัน ธปท. ได้ส่งหนังสือขอความร่วมมือไปยังธนาคารพาณิชย์ทุกแห่งให้ตรวจจับบัญชีม้าหรือบัญชีเว็บพนันอย่างใกล้ชิด โดยสังเกตจากแพทเทิร์นที่มีเงินโอนเข้าเป็น “เลขตัวกลม” (เช่น 500, 1,000, 20,000 หรือ 100,000 บาท) ถี่ ๆ เฉพาะในช่วงเวลากลางคืน ซึ่งหากตรวจพบ แบงก์ชาติสั่งการให้ธนาคารทำการสั่งปิดและอายัด (Freeze) บัญชีทันที
แม้จะมีเสียงสะท้อนว่ามาตรการที่เข้มงวดนี้อาจทำให้เงินสดถูกนำไปซุกซ่อนอยู่ตามบ้านแทนการเข้าระบบธนาคาร แต่ผู้ว่าฯ ธปท. ยืนยันว่าการไล่ปิดช่องโหว่เงินสดในทุก ๆ รู ทุก ๆ ช่องทาง เป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องทำ
”กลุ่มทุนเทา เศรษฐกิจนอกระบบ หรือการคอร์รัปชันในสมัยนี้ ล้วนถือเงินสดทั้งนั้น ไม่มีใครโอนเงินให้ตามตัวได้หรอกครับ หน้าที่ของแบงก์ชาติคือต้องไล่ปิดทางเดินเงินสดไปเรื่อย ๆ แม้มาตรการเหล่านี้อาจจะแก้ปัญหาไม่ได้ทั้งหมด 100% แต่เชื่อมั่นว่าจะช่วยบรรเทาและลดความรุนแรงของปัญหาลงได้อย่างแน่นอน เพื่อเสถียรภาพของระบบการเงินในระยะยาว”นายวิทัย กล่าว
นายวิทัย กล่าวว่า ที่ผ่านมาแบงก์ชาติ ได้ทำการกำกับดูแลธุรกรรมซื้อขายทองคำรายใหญ่ ที่มีการหมุนเวียนเงินสดจำนวนมาก และแพทเทิร์นเงินที่ผิดปกติอย่างเข้มงวด เพื่อตัดวงจรเงินนอกระบบเหล่านี้
ยกตัวอย่าง กลุ่มทุนเทาใช้ช่องทางซื้อทองคำผ่านแอปพลิเคชันออนไลน์ในจำนวนมาก เช่น ซื้อเช้า 2-3 กิโลกรัม แล้วบ่ายบุกไปถอนทองคำแท่งออกจากร้านทันทีโดยไม่มีใครตรวจสอบ
เพื่อปิดช่องโหว่นี้ แบงก์ชาติจึงได้เข้าไปกำกับดูแลผ่าน พ.ร.บ. ควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน โดยจำกัดการซื้อขายทองคำไม่ให้เกิโลกรัมเกิน 50 ล้านบาทต่อวัน เนื่องจากธุรกรรมขนาดใหญ่เหล่านี้ส่งผลกระทบต่อเนื่องไปถึงค่าน้ำมันอีกขาหนึ่งด้วย ซึ่งผลลัพธ์หลังจากเข้าควบคุมพบว่า:
ปริมาณการถอนทองคำแท่งจากการซื้อบนแอปพลิเคชัน ลดลงจากเดือนละ 4,000 กิโลกรัม เหลือเพียง 700 กว่ากิโลกรัม
หากคำนวณจากราคาทองคำละประมาณ 4 ล้านบาท มูลค่าเดิมนั้นสูงถึง 16,000 ล้านบาทต่อเดือน ซึ่งเป็นตัวเลขที่ผิดปกติอย่างมาก
”มันไม่ปกติหรอกครับ ใครจะซื้อทองบนแอปแล้วไปถอนทองมาเลยเดือนละ 4,000 กิโลกรัม พอเราตรวจพบช่องทางนี้ เราก็เข้าไปกำกับ” นายวิทัย กล่าว
นายวิทัย กล่าวว่า เนื่องจากเศรษฐกิจนอกระบบและกลุ่มทุนเทามักพึ่งพาการใช้ “เงินสด” เป็นหลักเพื่อหลีกเลี่ยงการทิ้งร่องรอย แบงก์ชาติจึงได้สั่งการให้ธนาคารพาณิชย์และธนาคารรัฐบังคับใช้มาตรการตรวจสอบเกณฑ์ถอนเงินสดตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป ต้องเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบความเหมาะสม และต้องตอบคำถามให้ได้ว่าทำไมจึงจำเป็นต้องใช้เงินสด โอนเงินหรือใช้เช็คแทนไม่ได้ด้วยเหตุผลใด ซึ่งมาตรการนี้ส่งผลให้ยอดการเบิกเงินสดก้อนใหญ่ลดลงแล้วถึง 35%
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันยังมีบางธนาคารที่มีปริมาณการเบิกเงินสดจำนวนมากจนผิดสังเกต ซึ่งแบงก์ชาติไม่เห็นด้วยและกำลังส่งทีมเข้าตรวจเช็กอย่างจริงจัง เพื่อสร้างมาตรฐานการตรวจสอบความเหมาะสมให้เข้มงวดเท่ากันทุกแห่ง
———————————————————————————————————————————————————–

